เรื่องสั้น Pararell Sky
จะเกิดอะไรขึ้นในโลกคู่ขนาน โลกซึ่งกฎการเงินถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2009
...
*** เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสมมติเท่านั้น ***
"โอ๊ย ทำไมเรื่องแค่นี้ไม่เข้าใจกันวะ"
เอ็มออฟซิตี้ อินฟลูเอ็นเซอร์ฟุตบอลคนดัง ถึงกับหัวเสีย หลังจากที่เขาพยายามทำคลิปอธิบายว่าสโมสรที่เขาเชียร์มาเนิ่นนานตั้งแต่ปี 2009 นั้น ไม่ได้โกงอย่างที่ถูกกล่าวหา อาจจะผิดกฎบ้าง แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด ก็ไม่ควรมาตัดสินทีมที่เขารัก
ล่าสุด เขาได้เถียงชาวเน็ตว่า ทีมของเขาก็ใช้ผู้เล่น 11 คนเหมือนกัน ไม่ได้ซื้อกรรมการ ในส่วนของการที่เจ้าของแอบอัดเงิน 854 ล้านปอนด์ผ่านสปอนเซอร์ ใครรวยก็สมควรทำได้ กฎต่างหากที่ผิดและอคติกับทีมที่อยากโตเร็ว
ขับเฟอรารี่จะให้เหยียบเท่าฮอนด้าได้ไง
ตีสองแล้ว เอ็มต้องการความสบายใจจึงเปิดฟุตบอลเมเนเจอร์เล่น เขาจะใช้เงินเท่าไรก็ได้ในเกม เป็นโลกที่เมคเซ้นส์กว่า ในไอเดียของเขา
.
รู้ตัวอีกที นายเอ็มก็ตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ คนในปลายสายพูดภาษาอิตาเลี่ยน แปลกที่เขาเข้าใจ แถมยังเรียกเขาว่า โรแบร์โต้ พร้อมกับบอกให้เขารีบเข้าออฟฟิศที่เอติฮัด
เอ็มพบว่าตัวเองกลายเป็นโรแบร์โต้ มันชินี่ ตบหน้าตัวเอง 3 ที เจ็บ เมื่อหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูก็พบว่าเขาอยู่ในปี 2010 และเดาจากสภาพแวดล้อมแล้วน่าจะเป็นประเทศอังกฤษ
.
2010/11
เอ็มอยู่ในห้องประชุม แฟนพันธ์แท้อย่างเขาจำได้แน่นอนว่าฝั่งตรงข้ามคือคุณไบรอัน มาร์วู้ด รักษาการผอ.กีฬา คุณไมค์ ริกก์ หัวหน้าทีมแมวมอง และคุณแกรี่ คุก ซีอีโอของทีม
"ซีซั่นที่แล้วคุณพาทีมจบที่ 5 ถือว่าน่าพอใจ ปีนี้ตั้งเป้าติดท็อปโฟร์ เราจะมาวางแผนเสริมทีมกัน"
นายเอ็มเชื่อมโยงเรื่องราวและเข้าใจทันที เขาคือมันชินี่ ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ ปัจจุบันคือปี 2010 และกำลังจะเข้าสู่ตลาดซื้อขายซัมเมอร์
ตามข้อมูลในหัว ทีมมีรายรับถึง 153 ล้านปอนด์ มากพอที่จะทำให้ซื้อ ยายา ตูเร, ดาบิด ซิลวา, บาโลเตลลี่, เจมส์ มิลเนอร์, โคลารอฟ, เอดิน เซโก้ เป้าหมายในใจเขา ผู้เล่นที่เอ็มจำได้ว่ามันชินี่เคยซื้อ
"เกรงว่าคุณจะต้องเลือกมา 1 คนครับ" ผอ.กีฬาบอก เอ็มงง
"คืองี้ครับ ทางยูฟ่าเพิ่งออกกฎการเงินใหม่ เรียกว่า FSR พรีเมียร์ลีกก็ออกกฎ PSR และ APT เอาเป็นว่ารวม ๆ แล้ว สโมสรจะต้องระวังเรื่องขาดทุนสะสม รวมถึงสปอนเซอร์จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าของทีม"
เอ็มอ้าปากค้าง เพราะในโลกอีกใบ กฎพวกนั้นยังไม่มีจริงในปี 2010 ซิตี้ยังขาดทุนเท่าไรก็ได้ และอัดฉีดได้ไม่จำกัด
"สโมสรจะถูกตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งเราขาดทุนไปเยอะ ส่วนสปอนเซอร์ ถูกบังคับให้รายงานตามที่พวกเขาจ่ายจริง เอาของอาบูดาบีมารวมไม่ได้"
"รายรับ 67.8 ล้าน รายจ่ายเพิ่มขึ้นนิดนึงเพราะเราต้องเอาส่วนแบ่งที่คุณเป็นที่ปรึกษาอัลจาซีรากลับมารวม คำนวณแล้วจะมีงบให้เสริมทีมราว ๆ 55 ล้านปอนด์ในปีนี้" ซีอีโออธิบายยาว
"ตูเร่ ซิลบา และบาโลเตลลี่ เขาเคาะราคามาคนละ 24 ล้านปอนด์ จากงบแล้ว เกรงว่าเราจะซื้อได้แค่ 2 คน ที่เหลือซื้อดาวรุ่งได้ครับ"
จากเดิมที่ทีมได้คีย์แมน 6 คน โลกใบนี้ เอ็มกลับต้องเลือกมาแค่ ยาย่า และ ซิลบา มาเป็นแกนของทีม
แบ็คซ้ายยังต้องใช้เวย์น บริดจ์ กองหน้าให้เตเบซแบกไป 11 ตัวจริงระดับ S แต่สำรองระดับ B เมื่อ Squad depth ไม่ดีพอ ทำให้เอ็มในร่างมันชินี่ พาทีมจบอันดับที่ 4 ในนัดสุดท้าย และไปไม่ถึงถ้วยเอฟเอคัพ (โลกอีกใบจบอันดับ 3 และแชมป์เอฟเอคัพ) แต่ยังได้ไปต่อ
.
2011/12
"ปีที่แล้วเราขายนักเตะไป 36 ล้าน netspend 18 ล้าน และตั้งเป้าจะขายเจโรม และ ฟิลลิปส์ กับคนอื่นอีก มาช่วยเรื่องเสริมทัพ"
เอ็มคำนวณจากข้อมูลเก่า โลกอีกใบ ซิตี้มีรายรับ 178 ล้าน ถ้าหักออก 85.4 ล้าน จะเหลือ 92.6 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 166.6 ล้าน จะเหลือเงินเสริมทัพเท่าไรกันเนี่ย
"43 ล้านปอนด์ครับ น่าจะเลือกตัว S ได้ 1 คน" ผอ.กีฬาอธิบาย
มันชินี่เคยซื้อ กุน อเกวโร่, นาสรี, กลิชี่, ซาวิช เอาวะจิ้มตัวหลักละกัน
เอ็มยอมตัดตัวเลือกอื่นทิ้งหมด เลือกอเกวโร่มา 38 ล้านปอนด์ เขาจำได้ว่าได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเพราะกุนนี่แหละ
สองกองหน้าอาร์เจนไตช่วยกันทำผลงานได้สุดยอด เกมที่ 37 ซิตี้อยู่ที่อันดับ 2 ของลีก ขอแค่ชนะ QPR ในเกมสุดท้ายก็จะได้แชมป์ลีกสมัยแรก
จบครึ่งแรก QPR ขึ้นนำ 2-1 สคริปต์เดิมเป๊ะ เพราะงั้น ลูกทีมเขาจะตีเสมอ 2-2 และกุนจะเป็นฮีโร่ตามประวัติศาสตร์
แต่เอ็มลืมไปว่า นักเตะที่ตีเสมอคือเอดิน เชโก้ และนักเตะที่จ่ายบอลให้กุนคือบาโลเตลลี่ ซึ่งในโลกที่เขาคุมทีม ซิตี้ไม่มีทั้งเชโก้และบาโลเตลลี่
และนั่นทำให้ แชมป์พรีเมียร์ลีก 2011/12 เป็นของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของท่านเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน
.
2012/13
แน่นอนว่าการจบที่รองแชมป์ลีก ทำให้ซิตี้ของเอ็มมีรายได้เพิ่มมากขึ้นเป็น 125 ล้านปอนด์ (หักค่าสปอนเซอร์แฝงที่ไม่เกิดขึ้นออกไปแล้ว)
แต่รายจ่ายก็มากขึ้นจากการปรับปรุงอะคาเดมี่ ค่าเหนื่อยและโบนัสที่เพิ่มขึ้น รวมถึงไม่ได้เงิน 17 ล้านปอนด์จากการขายบาโลเตลลี่ด้วย (เพราะไม่ได้ซื้อ) แต่ได้ 12 ล้านปอนด์จากการปล่อย อดัม จอห์นสัน และ 5 ล้านปอนด์จากอเดบายอร์
มันชินี่เคยหัวเสียมากที่ทีมพลาดการได้ตัว โรบิน ฟานเพอร์ซี่ และ เอแด็น อาร์ซาร์ แต่เอ็มก็รู้ว่านอกจากมันจะเป็นไปไม่ได้แล้ว เงินเสริมทัพก็ยังไม่ค่อยจะมีอีก
เขาจึงใช้งบ 30 ล้านปอนด์ให้คุ้มค่าที่สุด ไปซื้อ ฆาบี้ การ์เซีย และ ไมคอน รวมถึงแจ็ค รอดเวล ส่วนมาติญ่า นาสตาซิซ งบไม่พอ ไม่ได้ซื้อ
ท่านเซอร์ได้ฟาน เพอร์ซี่ไปทำให้ปีศาจแดงนำลิ่วตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนซิตี้ของเอ็มก็ยังเจอปัญหา squad depth จบอันดับ 4 และยังคงไม่ได้เอฟเอฟคัพ
.
2013/14
มันชินี่นั้นถูกไล่ออกไปในซีซั่นที่แล้ว แต่ในโลกใบนี้ ซิตี้ยังให้โอกาสเอ็มในร่างมันชินี่อีกปี
ถ้าเทียบกับยุคมานูเอล เปเญกรินี่แล้ว เอ็มมีงบเสริมทัพที่น้อยมาก
ซิตี้ของเปเญกรินี่มีรายรับสูงถึง 271 ล้านปอนด์ และงบซื้อผู้เล่นราว 90 ล้านปอนด์
แต่ซิตี้ของเอ็มมีรายรับ 185 ล้านปอนด์ และมีงบเสริมทัพไม่เกิน 35 ล้านปอนด์ หลังจากขายเตเบซให้ยูเวนตุส คือทีมมีปัญหาอย่างมากในการขายผู้เล่น
ซิตี้เคยซื้อ แฟร์นันดินโญ่, เฆซุส นาบาส, อัลบาโร เนเกรโด้, สเตฟาน โยเตวิช, มาร์ติน เดมิเคลิส รวมกว่าเก้าสิบล้านปอนด์ให้เปเญกรินี่
แต่ในโลกของเอ็ม แฟร์นันดินโญ่แพงเกินเอื้อม จึงไปซื้อเฆซุส นาบาส (15 ล้านปอนด์) แล้วไปซื้อ แฟร์นันโด จากปอร์โต้ และเก็บแกเร็ธ แบร์รี่เอาไว้
ซิตี้ที่ไม่มีแฟร์นันดินโญ่เป็นแกนกลาง ทำผลงานได้แย่กว่าที่เอ็มคาดคิด
ปลายฤดูกาล เกมระหว่างลิเวอร์พูลและเชลซี สตีเว่น เจอร์ราร์ดรับบอลแล้วล้มเหมือนเคย สิ่งที่ต่างคือ ซิตี้ไม่ได้แข็งแกร่งพอจะปาดแชมป์
ฤดูกาลนั้นจึงจบลงที่เบรนดัน ร็อดเจอร์ส และ เจอร์ราร์ดพาลิเวอร์พูลชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก
ซิตี้จบอันดับ 3 และท่านชีคก็หมดความอดทนกับเอ็มในร่างมันชินี่ เอ็มโดนปลดจากการเป็นผู้จัดการทีม
เอ็มกลับมานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นที่เหมือนฝันไป ตกผลึกว่าการจะปั้นทีมฟุตบอลแบบที่ทีมอื่นทำ คือซื้อมาขายไปปั้นใหม่ต่อเติม ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก
เขาเคยเข้าใจว่า ถ้าเจ้าของรวย เจ้าของก็ควรได้ใช้เงิน โดยไม่ได้สนใจผลกระทบกับสภาพแวดล้อม
แต่การที่เขาต้องทำทีมในขณะที่คู่แข่งมีงบมากกว่านั้น มันเหนื่อยและเจ็บปวด สิ่งสำคัญคือ งบพวกนั้นเกิดจากการสะสมความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง
แล้วหากวันหนึ่ง มีทีมที่มีงบเพิ่มขึ้นสองสามเท่าโดยไม่ต้องผ่านความพยายามมาเลย มันจะเจ็บปวดขนาดไหน โลกใบนี้จะยังมีคุณค่าให้กับการเก็บหอมรอมริบหรือไม่
แล้วหากเปิดเสรีล่ะ พรีเมียร์ลีกก็คงเต็มไปด้วยทีมของท่านชีค มีทั้งชีครวยมาก รวยรอง รวยน้อยลงมา
และสุดท้าย ก็คงจะมีทีมอย่างมาลาก้า ที่มีเจ้าของเป็นท่านชีคที่รวยไม่พอสำหรับโลกฟุตบอลที่ต้องใช้เงินอย่างบ้าคลั่ง
เราอาจได้เห็นทีมที่เคยมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายทีม ตกชั้นไปเล่นในดิวิชั่น4 หรือนอกลีก
ฟุตบอลที่เอ็มเคยรู้จัก ถ้าซีซั่นแรกผู้เล่นทำผลงานไม่ดี เขาก็แค่ซื้อใหม่ มีเงินเหลือพอที่จะซื้อคนใหม่มาทับที่คนเก่า
แต่ฟุตบอลในโลกอีกใบของเอ็ม เขาค้นพบว่าผู้เล่นบางคนเป็นดอกไม้บานช้า จะเก่งขึ้นหลังผ่านไปสัก 1-2 ปี บางคนก้าวกระโดดจนงง นั่นคือคุณค่าที่เอ็มเพิ่งเคยเห็นจากความจำกัดจำเขี่ย
และมันทำให้เอ็มเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไมผู้จัดการหลายคนถึงสามารถคุมทีมทีมหนึ่งได้ยาวนานนับสิบปี ทำไมทีมบางทีมถึงสามารถไปต่อได้ในทางการเงิน แม้ในช่วงว่างเว้นจากการเป็นแชมป์
.
เอ็มกลับมาสู่โลกใบเดิม โลกที่เขาเป็นแฟนบอล เป็นอินฟลู และยังคงเป็นแฟนของซิตี้ แต่สิ่งที่ได้สัมผัสมา ทำให้เขายิ่งรักสโมสรในวันที่เคยไม่มีอะไรเลย
และเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าผลตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร จะแย่จะดีแค่ไหน ต่อจากนี้ เขาจะไม่เปลี่ยนทีมเชียร์ แล้วรอวันที่ซิตี้จะกลับมาฟัดกับคู่แข่ง ภายใต้กฎเดียวกัน
#JB
เครดิต เพจ ไดอารี่คนบ้าบอล
ด้านล่าง สรุปโดย AI
Spoil
สรุปเรื่องสั้น "Parallel Sky"
เรื่องสั้นเรื่องนี้ถ่ายทอดผ่านตัวละคร "เอ็ม" อินฟลูเอ็นเซอร์สายฟุตบอล แฟนบอลตัวยงของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยตั้งคำถามและไม่เข้าใจว่าทำไมกฎการเงิน (FFP/PSR/APT) ถึงต้องมาจำกัดการใช้เงินของเจ้าของทีมที่ร่ำรวย
เรื่องราวพาเอ็มหลุดเข้าไปในโลกคู่ขนานปี 2010 ในร่างของ โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือแมนฯ ซิตี้ แต่ในโลกใบนี้ กฎการเงินถูกบังคับใช้เข้มงวดตั้งแต่ปี 2009 ทำให้สโมสรไม่สามารถอัดฉีดเงินจากเจ้าของหรือใช้สปอนเซอร์เกินจริงได้ ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของทีม:
ฤดูกาล 2010/11: มีงบจำกัด ทำให้ต้องเลือกซื้อเฉพาะ ยาย่า ตูเร่ และ ดาบิด ซิลวา (พลาดกีย์แมนคนอื่นอย่าง เชโก้, บาโลเตลลี่, มิลเนอร์) ทีมจบอันดับ 4 และพลาดแชมป์ FA Cup ฤดูกาล 2011/12: ซื้อได้แค่ กุน อเกวโร่ เพียงคนเดียว นัดสุดท้ายของฤดูกาลแม้กุนจะยิงได้ แต่ไม่มีเชโก้ที่ยิงตีเสมอและไม่มีบาโลเตลลี่ที่จ่ายบอลให้ ทำให้พลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ฤดูกาล 2012/13: งบประมาณจำกัดและขาดความลึกของขุมกำลัง (Squad depth) ทำให้จบอันดับ 4 ฤดูกาล 2013/14: ไม่สามารถซื้อกองกลางตัวตัดเกมอย่าง แฟร์นันดินโญ่ ได้ ทีมจบอันดับ 3 ส่งผลให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และเอ็ม (ในร่างมันชินี่) ถูกปลดออกจากตำแหน่ง
สิ่งที่เอ็มตกผลึกและเรียนรู้ (Key Takeaways):
ความสำคัญของกฎการเงิน: กฎนี้สร้างขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความเท่าเทียม หากเปิดเสรีให้ใช้อัดฉีดเงินได้อย่างไม่จำกัด ฟุตบอลจะกลายเป็นการแข่งขันทางทรัพย์สินของมหาเศรษฐี และอาจทำให้สโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแต่ไร้นายทุนหนุนหลังต้องล่มสลายลง คุณค่าของการสร้างทีมอย่างอดทน: การทำทีมภายใต้ข้อจำกัดทางการเงินทำให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาผู้เล่น การให้เวลา และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งเป็นหัวใจที่ทำให้ผู้จัดการทีมยุคก่อนคุมทีมได้ยาวนาน ทัศนคติที่เปลี่ยนไปของแฟนบอล: เมื่อเอ็มกลับสู่โลกจริง เขาเข้าใจมุมมองของฝั่งที่มองเรื่องความถูกต้องทางการเงินมากขึ้น และตระหนักว่าไม่ว่าผลการตัดสินคดีความทางการเงินของแมนฯ ซิตี้จะออกมาอย่างไร เขาจะยังคงรักและพร้อมเชียร์สโมสรแห่งนี้ต่อไป แม้จะต้องเริ่มต้นใหม่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันกับทุกทีมก็ตาม
ถ้ายังไม่เห็นภาพอีกก็ช่วยไม่ได้แล้วว่ะ ไม่รู้ว่าเพจเอามาจากไหนนะแต่ส่วนตัวรู้สึกว่าอ่านแล้วมันเห็นภาพจริงๆ