แสดงความเห็น
1, 2, 3 ... 6, 7, 8 ... 13, 14, 15
ไปที่หน้า
GO
ชมรมคลังความรู้ นิยาย-ประวัติศาสตร์ ต่างๆ
สมาชิก 90 คน, จำนวนคอมเมนต์ 220
Description
ให้ข้อมูลด้านนิยายเทพเจ้ากรีก - โรมัน หรือประเทศต่างๆ และให้ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์เรื่องเล่าต่างๆของทุกมุมโลก ซึ่งเป็นชมรมที่ให้สาระแก่เพื่อนชาว SS โดยเพื่อนชาว SS สามารถเสนอหรือบอกกล่าวว่าอยากได้ข้อมูลของประเทศนั้นประวัติของบุคคลสำคัญท่านต่างๆได้ โดยจะมีทีมงานหาข้อมูลโดย จะมี ผม 1.Falcon_Pee V0.1 , 2.ท่านพริกหวาน ,3.ท่านmubmibkung เป็นคนหาข้อมูลมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันคับ ขอฝากชมรมน้องใหม่ด้วยน่ะคับผม

ระเบียบการชมรม

  • สมาชิกที่ต้องการเข้าร่วมชมรมให้กดปุ่ม join ที่อยู่ด้านบนของกระทู้
  • สมาชิกที่เข้าร่วมชมรมเสีย 10 แผล่บครั้งเดียวถาวร(หัวหน้าไม่เสีย)
  • สมาชิกที่เข้าร่วมแล้วเสีย 10 แผล่บจะได้รับการคืนหากหัวหน้ากดปฏิเสธไม่ให้ร่วมกลุ่ม
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 2197 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Sat Oct 26, 2013 19:27
อ้วนสุดสุด พิมพ์ว่า:
ถ้ามีแบบแต่งนิยายประจำชมรมก็ดีนะครับ ผมว่า มันน่าจะเข้ากันได้กับ theme ของชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์แบบนี้

แต่แบบเอาคนใน SS แล้วอ้างอิงกับคนในประวัติศาสตร์

น่าสนุกนะ

 


เอางั้นเลยเหรอท่านเอาไอติมเป็นนางเอก5555
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
เข้าร่วม: 10 Jul 2008
ตอบ: 1603 (บอร์ดเก่า 8372)
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Sat Oct 26, 2013 19:50
อ้วนสุดสุด พิมพ์ว่า:
ถ้ามีแบบแต่งนิยายประจำชมรมก็ดีนะครับ ผมว่า มันน่าจะเข้ากันได้กับ theme ของชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์แบบนี้

แต่แบบเอาคนใน SS แล้วอ้างอิงกับคนในประวัติศาสตร์

น่าสนุกนะ

 


จัดเลยท่าน แต่ถ้าจะให้เข้ากับชมรม ต้องแนวพีเรียดย้อนยุคกันหน่อย

หรืออาจจะเพิ่มเติมเนื้อเรื่องจากประวัติศาสตร์ ภูติผี หรือเทพนิยายก็น่าจะเข้ากันนะครับ

แบบ ดาวินชี่โค้ดไรงี้ ผมเพ้อๆไปเรื่อยอะครับ เผื่อท่านสนใจ
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
เข้าร่วม: 10 Jul 2008
ตอบ: 1603 (บอร์ดเก่า 8372)
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Sat Oct 26, 2013 19:51
ช่วงนี้ยุ่งๆ จะนั่งจะนอนยังไม่ค่อยมีเวลาเลย แอบโผล่มาชมรมสักแป๊บ
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลลีกภูมิภาค
Status:
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 7484
ที่อยู่: Ok,bye!
โพสเมื่อ: Sat Oct 26, 2013 22:08
เทพอานูบิส (Anubis) เทพแห่งความตายของชาวอียิปต์

อานูบิส (Anubis) เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งของอียิปต์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของชาวอียิปต์ เพราะอานูบิสเป็นเทพแห่งความตาย และเป็นเทพของการทำมัมมี่ ดังนั้นทั้งในพิธีกรรมการทำศพแบบอียิปต์โบราณและเรื่องราวในโลกหลังความตายของมนุษย์เทพองค์นี้จึงมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก โดยที่มาของการนับถือเทพอานูบิสนี้น่าจะมีที่มาจากเมือง Abydos (อาบิโดส) ในอียิปต์เหนือ แต่ศูนย์กลางของความเชื่อนี้อยู่ที่เมือง Cynopolis (ไซโนโปลิส) ในอียิปต์เหนือ

อานูบิสเป็นเทพที่มีลักษณะลำตัวเป็นคน แต่ส่วนหัวจนถึงคอเป็นลักษณะศีรษะของหมาในสีดำ ในมือถือคทา บางครั้งเทพองค์นี้ก็เรียกกันว่า Anpu (อันปุ) พิธีกรรมการนับถือเทพอานูบิสนี้เชื่อกันว่ามีมานานมากแล้วและบางครั้งก็มีการสร้างรูปปั้นหมาในสีดำ หรือสีทองเป็นตัวแทนของเทพองค์นี้ก็มี และที่ลักษณะของเทพอานูบิสที่มีใบหน้าเป็นหมาในก็สันนิษฐานได้ว่า เป็นเพราะสัตว์ชนิดนี้มักจะออกหากินในตอนกลางคืน และพบมากในบริเวณสุสานของคนตาย จากสิ่งนี้เองจึงทำให้คาแรทเตอร์ของเทพอานูบิสมีใบหน้าเป็นหมาในซึ่งชาวอียิปต์นับถือกันในนามเทพผู้พิทักษ์คนตายและสุสาน

หน้าที่ของเทพองค์นี้ก็คือการนำดวงวิญญาณของคนตายสู่ยมโลกเพื่อทำการตัดสินผลกรรมที่ได้ทำมาก่อนตาย ต่อหน้าองค์เทพโอซิริส (Osiris) โดยเทพอานูบิสจะนำหัวใจของผู้ตายไปวางไว้บนตาชั่งข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งของตาชั่งจะเป็นขนนกที่ได้รับมาจากเทพ (มูอาท) Muat หากหัวใจของผู้ตายเบากว่าขนนกแสดงว่าในขณะที่คนผู้นั้นมีชีวิตอยู่ได้กระทำการอันเป็นกุศล จึงสมควรได้รับพรจากเทพโอชิริสให้มีชีวิตอันเป็นนิรันดร์แล้วจะได้อยู่ในดินแดนที่เรียกว่า Fields of the Reed หรือสวรรค์ของชาวอียิปต์นั่นเอง ส่วนคนที่ไม่ผ่านการทดสอบนั่นก็คือหัวใจมีน้ำหนักมากกว่าขนนก สัตว์อสูรที่ชื่อ Ammut (อัมมุท) ที่นอนรออยู่ใต้ตาชั่งก็จะกินหัวใจของดวงวิญญาณดวงนั้นทันที แล้วดวงวิญญาณนั้นก็จะสูญสลายตลอดไป ก็ถือว่าเป็นการตายครั้งที่สองและเป็นการตายสนิท ตายแบบถาวรไปเลย

ในด้านตำนานเกี่ยวความเป็นมาของเทพอานูบิสนี้ เชื่อกันว่าอานูบิส เป็นโอรสของเทพีเนฟทิส (Nephtys) กับเทพเซต (Set) จึงนับเป็นหลานของเทพโอซิริส (Osiris) และ เทพีไอซิส (Isis) ด้วย ทั้งนี้มีบางตำราได้กล่าวไว้ว่าเทพอานูบิสให้ความเคารพเทพีไอซิสเสมือนมารดาแท้ๆ คนหนึ่งของตนเลยทีเดียว และที่มาของการทำมัมมี่ก็มีที่มาโดยอ้างอิงจากตำนานของเทพโอซิริส ในครั้งที่เทพโอซิริสและเทพีไอซิสถูกเทพเซ็ตตามล่า เทพโอซริสถูกสังหาร อานูบิสเป็นผู้รับอาสารักษาพระศพของเทพโอซิริส โดยใช้ขี้ผึงสูตรเฉพาะของตนเองแล้วก็ผ้าลินินสีขาวซึ่งทอจากฝีมือของเทพีทั้งสองคือ ไอซิส และเนฟทีสมาห่อหุ้มร่างนั้นไว้ จากนั้นอานูบิสจึงได้ออกปากสัญญากับพระมารดาทั้งสองว่าตนเองจะเป็นผู้พิทักษ์ร่างของโอซิริสเอง จากตำนานนี้เองจึงทำให้เทพอานูบิสนับถือว่าเป็นเทพผู้พิทักษ์คนตายและนำทางให้ผู้ตายสู่โลกวิญญาณ ทั้งนี้ในสมัยโบราณจะมีนักบวชผู้กระทำพิธีสวมหน้ากากที่มีลักษณะเป็นหมาในซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพอานูบิสอีกด้วย




รูปนี้เท่มากอะ



CR.http://www.tumnandd.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%AA-anubis/
My Locker
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 948
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sun Oct 27, 2013 02:02


เห็นแล้วนึกถึงหนังเรื่อง Stargate ทุกที
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
เข้าร่วม: 10 Jul 2008
ตอบ: 1603 (บอร์ดเก่า 8372)
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Sun Oct 27, 2013 19:25
สวัสดีครับทุกท่าน ผมเป็นแอดมินชมรมคนใหม่ และเป็นไข้ด้วย ค่อกๆ แค่กๆ
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลลีกภูมิภาค
Status:
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 7484
ที่อยู่: Ok,bye!
โพสเมื่อ: Sun Oct 27, 2013 19:46
22nd พิมพ์ว่า:
สวัสดีครับทุกท่าน ผมเป็นแอดมินชมรมคนใหม่ และเป็นไข้ด้วย ค่อกๆ แค่กๆ  

อ้าว เป็นเหมือนกัน ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
เข้าร่วม: 10 Jul 2008
ตอบ: 1603 (บอร์ดเก่า 8372)
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Sun Oct 27, 2013 22:43
พริกหวาน พิมพ์ว่า:
22nd พิมพ์ว่า:
สวัสดีครับทุกท่าน ผมเป็นแอดมินชมรมคนใหม่ และเป็นไข้ด้วย ค่อกๆ แค่กๆ  

อ้าว เป็นเหมือนกัน ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ  


ขอบคุณครับ ท่านก็หายไวๆนะครับ

ปล.ค่อกๆ แค่กๆ
My Locker
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 948
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sun Oct 27, 2013 22:54
พารา2เม็ดหาย+กินวีต้าแล้วไปนอน
My Locker
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 948
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sun Oct 27, 2013 22:57
ผิดๆ โพสกระทู้ไลท์มาโผล่นี่ซะงั้น
แก้ไขล่าสุดโดย KilyGonzalez เมื่อ Sun Oct 27, 2013 22:58, ทั้งหมด 1 ครั้ง
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 2197 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Sun Oct 27, 2013 23:33
วันนี้ผมพึ่งว่างเองคับหุหุ
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 2197 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Mon Oct 28, 2013 10:07
Edward Blackbeard Thatch โจรสลัดเคราดำ ตอนที่ 2
เรือ Queen Annes Revenge

วันที่ 28 พฤศจิกายน Thatch ใช้เรือของเขาทั้ง 2 ลำเข้าโจมตีเรือสินค้าสัญชาติฝรั่งเศสนอกชายฝั่ง Saint Vincent เรือทั้งสองลำยิงปืนใหญ่โจมตีเรือฝรั่งเศสจากด้านข้าง ลูกเรือจำนวนมากถูกฆ่าตาย ทำให้กัปตันของเรือต้องยอมจำนน เรือลำนั้นคือเรือ La Concorde มาจาก Saint Malo เป็นเรือสัญชาติฝรั่งเศสขนาดใหญ่บรรทุกทาสมาจำนวนมาก Thatch และลูกเรือจึงนำเรือล่องลงใต้ไปตามชายฝั่ง ประเทศ Saint Vincent และ Grenadines ไปนจนถึง Bequia พวกเขาจึงนำเอาลูกเรือและคลังสินค้าของเรือ La Concorde ลงที่นั่นและดัดแปลงเรือลำนี้ให้เป็นเรือสำหรับโจรสลัด โดยลูกเรือของ La Concorde ถูกแบ่งไปอยู่ที่เรือ sloop ทั้งสองลำของ Thatch แทน พวกลูกเรือชาวฝรั่งเศสที่ถูกแบ่งมาจากเรือ La Concoard ได้เปลี่ยนชื่อเรือ sloop ของ Thatch เป็น Mauvaise Reconte (แปลว่า Bad Meeting) จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยัง Martinique มีความเป็นไปได้ว่า Thatch อาจจะว่าจ้างพวกทาสบางส่วนให้มาทำงานในเรือของเขา และทิ้งทาสที่เหลือให้อยู่บนเกาะนั้นต่อไป




เมื่อได้เรือ La Concored มา Edward Thatch ก็ทำการเปลี่ยนชื่อเรือเป็น Queen Annes Revenge ทันที และปรับให้เรือมีปืนใหญ่ถึง 40 กระบอก เดือนพฤศจิกายน ที่ใกล้ ๆ กับชายฝั่ง Saint Vincent เขาก็เข้าโจมตีเรือ Great Allen หลังการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ เขาก็บังคับให้เรือสินค้าลำนี้ยอมจำนนเสีย เขาบังคับให้เรือไปจอดใกล้ ๆ กับฝั่ง และให้ลูกเรือลำนี้สละเรือและทำการขนของออกจากคลังสินค้าเรือไปจนเกลี้ยง หลังจากนั้นก็เผาและจมเรือลำนี้ทิ้ง เหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่ผ่านจดหมายแจ้งข่าวของ Boston ในจดหมายเขียนว่า Thatch เป็นผู้บัญชาการเรือปืนใหญ่ฝรั่งเศส มีปืนใหญ่ 32 กระบอก และมีเรือ Brigantine อีกหนึ่งลำที่มีปืนใหญ่ 10 กระบอก พร้อมด้วยเรือ sloop หนึ่งลำมีปืนใหญ่ 12 กระบอก ส่วนที่ว่า Thatch ไปได้เรือปืนใหญ่ 10 กระบอกมาตอนไหนและที่ใดนั้นไม่มีใครรู้ แต่ว่าในเวลานั้นอาจเป็นไปได้ว่าเขาน่าจะมีลูกเรือใต้บัญชาการถึง 150 คนเข้าไปแล้วและแบ่งกระจายไปประจำการบนเรือทั้ง 3 ลำนั้น

วันที่ 5 ธันวาคม 1717 Thatch ได้ยึดเรือสินค้าประเภท sloop ลำหนึ่งชื่อว่าเรือ Magaret นอกชายฝั่งเกาะ Crab ใกล้ ๆ กับประเทศ Anguilla กัปตันของเรือนามว่า Henry Bostock และลูกเรือถูกจับเป็นตัวประกันนาน 8 ชั่วโมง พวกเขาถูกบังคับให้ต้องทนดูเรือของพวกเขาถูกค้นข้าวของกระจุยกระจาย Bostock ถูกจับกุมตัวเอาไว้ที่เรือ Queen Annes Revenge เขาถูกปล่อยตัวกลับไปโดยไม่ได้รับอันตรายใด ๆ แล้วได้รับอนุญาตให้พาลูกเรือไปต่อได้ เขากลับไปยังศูนย์บัญชาการที่เกาะ Saint Christopher และรายงานต่อผู้ว่าการ Walter Hamilton โดยทำการร้องขอต่อท่านผู้ว่าการว่าจะเขียนคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ในคำให้การของ Bostock ระบุว่า Thatch มีเรือใต้บัญชาการอยู่ 2 ลำ เป็นเรือรบฝรั่งเศสลำใหญ่ 1 ลำ ประกอบไปด้วยปืนใหญ่ 36 กระบอก และเรือ sloop อีก 1 ลำ มีลูกเรือประจำการ 300 คน โดย Cpt.Bostock เชื่อว่าบนเรือลำใหญ่น่าจะมีของมีค่าอย่างเช่น ทองคำ เครื่องเงิน และถ้วยชาทำจากโลหะมีค่า ซึ่งได้มาจากการปล้นเรือ Great Allen

ลูกเรือของ Thatch ได้บอกกับ Bostock ว่าพวกเขาจมเรือสินค้ามาแล้วหลายลำและมีเป้าหมายจะเดินเรือไปยัง Hispaniola เพื่อรอให้มีเรือรบสเปนแล่นผ่านมาสักลำ คาดว่าเรือนั่นน่าจะมีเงินจำนวนมากเพื่อให้ใช้จ่ายได้อย่างสำราญ นอกจากนี้ Bostock ยังบอกอีกด้วยว่า Thatch ถามเขาเกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนไหวของเรือท้องถิ่นว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง แต่ Thatch ดูจะไม่แปลกใจเลยเมื่อได้ยินคำตอบของ Bostock ที่พูดถึงการพระราชทานอภัยโทษให้กับเหล่าโจรสลัดทั้งหมดจากองค์กษัตริย์

ลักษณะภายนอกของ Blackbeard

ในคำให้การของ Bostock บรรยายเกี่ยวกับลักษณะของ Edward Thatch ไว้ว่า ชายร่างสูงโปร่ง มีเครายาวสีดำ นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีบันทึกเกี่ยวกับรูปร่างลักษณะของ Thatch และทำให้เขาเป็นที่รู้จักในนาม Blackbeard ภายหลังได้มีบันทึกเพิ่มเติมว่าเคราดำยาวของเขาถูกถักเป็นเปีย บางเปียถูกพันด้วยผ้าสี

นอกจากนี้ยังมีบันทึกของ Johnson ที่บรรยายลักษณะของ Blackbeard ไว้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งก็ไม่อาจบ่งบอกได้ว่าแท้จริงแล้ว Blackbeard ดูเป็นคนน่ากลัวอย่างที่เคยมีในบันทึกมาก่อนหรือไม่ และไม่อาจทราบได้เช่นกันว่าในบันทึกของ Johnson นั้นเป็นความจริงหรือแต่งเติมขึ้นในภายหลัง แต่ดูเหมือนว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเขาจะทำให้ศัตรูเกรงกลัวได้มากกว่าการพูดข่มขู่เสียอีก นอกจากนี้บันทึกของ Johnson ยังบอกด้วยว่า Edward Thatch เป็นชายร่างยักษ์ ไหล่กว้าง นัยน์ตาดุ เสียงดังน่ากลัว

เขาสวมรองเท้าบูธยาวถึงเข่า สวมเสื้อคลุมสีดำ สวมหมวกปีกกว้าง บางครั้งก็สวมเสื้อผ้าไหมสีอ่อนหรือเสื้อกำมะหยี่ บันทึกของ Johnson ยังบอกอีกด้วยว่า ในเวลาออกศึก Thatch มีสายสะพายพาดด้วยปืนพก 6 กระบอกบนหน้าอก และจุดไฟเอาไว้ใต้หมวกของเขา เพื่อเป็นการข่มขู่ศัตรูให้กลัว แต่ถึงแม้ว่าเขาจะดูน่ากลัวแต่ก็ไม่มีรายงานว่าเขาทำร้ายหรือฆ่าตัวประกันที่เขาจับกุมได้เลย บางครั้ง Thatch ก็จะใช้ชื่อปลอมในการเข้าโจมตีเรือศัตรู อย่างเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน เขาโจมตีเรือเรือสินค้า Monserrat โดยใช้ชื่อปลอมเรียกตัวเองว่า Cpt. Kentish และ Cpt. Edwards (เรือลำหลังเป็นชื่อปลอมของ Stede Bonnet) เป็นการยืนยันได้ว่าเขาเคยใช้ชื่อปลอมในการออกปล้นเรือจริง ๆ

มีเรื่องเล่าว่า เขาชอบดื่มเหล้าในตอนกลางคืน และชอบเอาดินปืนใส่ลงไปในเหล้า จุดไฟเผาก่อนมันจะจมลงไปในแก้ว คืนหนึ่งเขาเผลอไปดับไฟเทียนเข้า และชักเอาปืนพกสองกระบอกออกมายิงสุ่มไปทั่ว ทำให้กระสุนไปถูกคนเดินเรือของเขานามว่า Israel Hands ที่หัวเข่า

การขยายกองเรือของ Thatch

การเคลื่อนไหวของเขาในช่วงปี 1717 และ 1718 ไม่มีบันทึกแน่ชัด บางทีเขาและ Bonnet อาจจะกำลังต่อสู้อยู่นอกชายฝั่งประเทศ Saint Eustatius ก็ได้ มีรายงานจาก Cpt.Hume ผู้บัญชาการเรือรบหลวง HMS Scarborough รายงานว่า วันที่ 6 กุมภาพันธ์เขาพบเรือโจรสลัดติดอาวุธปืนใหญ่ 36 กระบอก ลูกเรือ 250 คน และเรือ sloop ติดอาวุธปืนใหญ่ 10 กระบอกและลูกเรืออีก 100 คนกำลังลอยลำอยู่ในหมู่เกาะ Leeward เขาและลูกเรือของเขาพร้อมด้วยกองกำลังติดอาวุธจึงตามไปเป็นกำลังเสริมให้กับเรือ HMS Seaford ในการติดตามเรือทั้งสองลำนั้น จนกว่าจะพ้นจากสายตาไป แม้ว่าพวกเขาจะเห็นว่าเรือสองลำนั้นทำการจมเรือสัญชาติฝรั่งเศสแถบนอกชายฝั่งเกาะ St.Christopher ก็ตาม และมีรายงานอีกว่าเรือทั้งสองลำนั้นมุ่งหน้าไปสู่ทางตอนเหนือของ Hispaniola เป็นการยืนยันได้ว่าเรือทั้งสองลำนั้นเป็นของ Thatch และ Bonnet

ในเดือนมีนาคม 1718 ทั้งสองก็ได้มาพบกับเรือ Adventure ที่ลอยลำอยู่ในแถบ Jamaica กัปตันของเรือ David Harriot จึงถูกชักชวนให้เข้าร่วมเป็นโจรสลัด ซีึ่ง Harriot และลูกเรือตอบตกลง พวกเขาจึงล่องเรือต่อไปยังอ่าว Hoduras ที่ซึ่งทำให้พวกเขาได้เรือมาร่วมในกองเรืออีก 4 ลำ วันที่ 9 เมษายน Thatch ได้ออกปล้นเรือ Protestant Caesar และเผาเรือทิ้ง หลังจากที่ได้รางวัลมามากมายตลอดการเดินเรือในแถบ Caribbean เขาก็เดินเรือต่อไปยังตอนเหนือในฤดูใบไม้ผลิปี 1718 เขาก็มีเรือภายใต้บัญชาการมากมาย เรือ 4 ลำ ปืนใหญ่มากกว่า 60 กระบอกลูกเรืออีกกว่า 400 ชีวิต

ปิดล้อม Charleston เมืองมหาเศรษฐี

เมื่อเขาเดินเรือต่อไปยัง Charleston ซึ่งเป็นเมืองที่รวยที่สุดในบรรดาเมืองประเทศราชในเวลานั้น เขาก็เกิดคิดการใหญ่ขึ้นมาว่า เขาต้องการจะล้อมเมืองทั้งเมือง เมื่อคิดจึงต้องลงมือทำ ภายใน 1 สัปดาห์เขาสามารถปล้นเรือที่พยายามจะเข้าออกท่าเรือได้ถึง 9 ลำ ได้เงินมาทั้งหมด 1500 ปอนด์ และได้ตัวประกันมากมายรวมถึงได้ตัวสมาชิกสภาปกครองคนหนึ่งมาด้วย เมื่อได้เมืองตกอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว คำสั่งเดียวที่เขาสั่งออกไปคือ เขาต้องการหีบยา 1 หีบ ทำเอาผู้ว่าการของเมืองโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง


สูญเสียเรือที่ Beaufort Inlet

ในขณะที่เขาอยู่ที่ Charleston Thatch ก็ได้รู้เรื่องการมาของผู้ว่าการ Woodes Rogers ท่านผู้ว่าการออกจากอังกฤษมาพร้อมกับเรือรบลำใหญ่ (Man of war) จำนวนหลายลำ เพื่อมามอบสารพระราชทานอภัยโทษให้กับเหล่าโจรสลัด กองเรือของ Thatch จึงมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ไปยังอ่าว Topsail (ปัจจุบันอ่าวนี้เป็นที่รู้จักกันในนามอ่าว Beaufort) แต่โชคร้ายที่เรือ Queen Annes Revenge ได้รับความเสียหายในขณะเข้าเทียบท่าใกล้ ๆ สันทราย Thatch พยายามสั่งให้เรือลำอื่น ๆ ของเขาช่วยกันดึงเรือ Queen Annes Revenge ขึ้นมา นอกจากเรือ Queen Annes Revenge ที่ติดสันทรายแล้วยังมีเรือ Adventrue ของลูกน้องคนสนิทของเขา Israel Hands ก็ติดสันทรายด้วยเช่นกันทำให้ได้รับความเสียหายมาก มีเรือเพียงสองลำเท่านั้นที่ไม่ได้รับความเสียหายอะไรนั่นคือเรือของ Stede Bonnet และเรือ sloop สัญชาติสเปนที่ถูกยึดไว้


ทอดทิ้ง Bonnet


ดังคำกล่าวที่ว่าไม่มีสัจจะในหมู่โจรดูท่าจะเป็นจริง แม้ว่า Blackbeard และ Bonnet จะผ่านสมรภูมิด้วยกันมามากมายแต่พวกเขาก็หาได้เป็นเพื่อนแท้ต่อกันไม่ Blackbeard วางแผนพยายามพูดจาหว่านล้อม Stede Bonnet ให้พาลูกเรือของเขาบางส่วนเดินทางไปยังเมือง Bath เพื่อไปขอรับสารพระราชทานอภัยโทษที่เพิ่งจะมาถึงที่เมืองนี้ โดยมีผู้ว่ากา

Cr.http://krezeegamer.wordpress.com/2013/09/02/edward-blackbeard-thatch-2/
แก้ไขล่าสุดโดย Falcon_pee V 0.1 เมื่อ Fri Nov 01, 2013 20:32, ทั้งหมด 2 ครั้ง
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
อวาตาร์&ลายเซ็นต์ผิดกฏ
Status:
เข้าร่วม: 25 Sep 2013
ตอบ: 956
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Mon Oct 28, 2013 17:26
บันทึกเหตุการณ์สำคัญ คอมมิวนิสต์จีน 1.1
ปี 1840 เนื่องจากประเทศมหาอำนาจตะวันตกบุกล่วงดินแดนประเทศจีน
จีนจึงค่อยๆกลายเป็นสังคมกึ่งอาณานิคม กึ่งศักดินา
ประชาชนเผชิญความทุกข์ยากอย่างหนัก

2 ภารกิจแห่งประวัติศาสตร์
1. กู้ชาติให้ได้รับเอกราชและปลดปล่อยประชาชน
2. ปฎิบัตการสร้างชาติให้เข้มแข็งและประชาชนมีสุข

จากสงครามฝิ่นที่ประชาชนเริ่มทำทำการต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ

ต้นศตวรรษที่ 20
การปฎิวัติซฺนไห่ ในวันที่ 10 ตุลาคม 1911
ผู้นำ ซูนยัตเซน โค่นล้มจักรพรรดิระบอบเผด็จการที่ปกครองมาประเทศหลายพันปีได้สำเร็จ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมกึ่งอาณานิคม กึ่งศักดินาได้

ประเทศจีนจึงรอคอยผู้นำแนวทางใหม่ที่จะช่วยประเทศและประชาชนเข้าสู่สังคมแบบใหม่

ปี 1915 ขบวนการอารยธรรมใหม่ได้ปลุกกระนิยมความคิดการปลดปล่อยในสังคม
ปี 1917 การปฎิวัติรัสเซียส่งผลให้มีการปลุกระดมประชาชนต่อต้านประเทศตะวันตก


ประเทศจีนเพิ่งเริ่มรู้จักความก้าวหน้าของพวกลัทธิคาร์ล มาร์กซ์ ขึงทำให้
ชนชั้นกรรมกรประเทศจีนตามหลังประชาชาติทุนนิยมที่พัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจ
จึงจำต้องปลุกระดมประชาชนอีกครั้งเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้


เด๋วจะมาต่อให้นะครับ ใช้เวลาหน่อย
↓↓↓ ลิ้งบอลสด ↓↓↓
www.facebook.com/yawiisaed
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลลีกภูมิภาค
Status:
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 7484
ที่อยู่: Ok,bye!
โพสเมื่อ: Mon Oct 28, 2013 22:03
พระราม
ข้ามมาฝั่งไทยบ้าง วันนี้

พระราม คือ พระนารายณ์อวตาร (แบ่งภาค) ลงมา ถือกำเนิดเป็นพระราชโอรสของ
ท้าวทศรถ กับ นางเกาสุริยา เพื่อจะปราบทศกัณฐ์ พระรามมีพระอนุชาต่างพระ
มารดา ๓ พระองค์ คือ พระพรต พระลักษมณ์ และพระสัตรุต ซึ่งต่างก็มีความ
รักใคร่กันอย่างมาก พระมเหสีของพระราม คือ นางสีดา พระรามมีกายสีเขียว
สามารถปรากฏร่างเป็นพระนารายณ์มีสี่กรได้ อาวุธประจำพระองค์ คือ ศร
ซึ่งเป็นอาวุธวิเศษ ที่ได้ประทานมาจากพระอิศวร
บทบาทที่สำคัญในเรื่องรามเกียรติ์ ได้แก่
- เมื่อเยาว์วัยพระรามได้รับการศึกษาศิลปศาสตร์ กับสำนักฤาษีสวามิตร
หรือวิศวามิตร มีความเก่งกล้า ถึงกับฆ่ากากนาสูร และสวาหุ ซึ่งมารบกวนเหล่า ฤาษีชีไพร
- ท้าวชนกจักรวรรดิ์(ฤาษีชนก) ได้ให้หมู่กษัตริย์มาประลองยกศรรัตนธนู เพื่ออภิเษกกับนางสีดา
พระรามก็สามารถยกรัตนธนูได้สำเร็จ และได้อภิเษกกับนางสีดา
ระหว่างเดินทางกลับกรุงอโยธยา สามารถปราบรามสูร(ยักษ์ผู้ถือขวาน)
และได้รับศรจากรามสูร

- ได้ฆ่าพระยาขร และพระยาทูษณ์ พี่ชายของนางสำมนักขา
- ระหว่างออกเดินป่า ได้ปราบพิราบยักษ์
- ได้ช่วยสุครีพปราบพาลี
- ไปรบกับทศกัณฐ์ และได้ฆ่าทศกัณฐ์ได้สำเร็จ
- สถาปนาพิเภกให้ครองกรุงลงกา
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 2197 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Tue Oct 29, 2013 11:19
ขยันกันจังเลยหึหึหึได้ผมให้ค่าแรงลูกอมคนละ 2 เม็ด
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
1, 2, 3 ... 6, 7, 8 ... 13, 14, 15
ไปที่หน้า
GO
ดูทีวีย้อนหลัง
แสดงความเห็น