แสดงความเห็น
1, 2, 3, 4, 5 ... 13, 14, 15
ไปที่หน้า
GO
ชมรมคลังความรู้ นิยาย-ประวัติศาสตร์ ต่างๆ
สมาชิก 90 คน, จำนวนคอมเมนต์ 220
Description
ให้ข้อมูลด้านนิยายเทพเจ้ากรีก - โรมัน หรือประเทศต่างๆ และให้ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์เรื่องเล่าต่างๆของทุกมุมโลก ซึ่งเป็นชมรมที่ให้สาระแก่เพื่อนชาว SS โดยเพื่อนชาว SS สามารถเสนอหรือบอกกล่าวว่าอยากได้ข้อมูลของประเทศนั้นประวัติของบุคคลสำคัญท่านต่างๆได้ โดยจะมีทีมงานหาข้อมูลโดย จะมี ผม 1.Falcon_Pee V0.1 , 2.ท่านพริกหวาน ,3.ท่านmubmibkung เป็นคนหาข้อมูลมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันคับ ขอฝากชมรมน้องใหม่ด้วยน่ะคับผม

ระเบียบการชมรม

  • สมาชิกที่ต้องการเข้าร่วมชมรมให้กดปุ่ม join ที่อยู่ด้านบนของกระทู้
  • สมาชิกที่เข้าร่วมชมรมเสีย 10 แผล่บครั้งเดียวถาวร(หัวหน้าไม่เสีย)
  • สมาชิกที่เข้าร่วมแล้วเสีย 10 แผล่บจะได้รับการคืนหากหัวหน้ากดปฏิเสธไม่ให้ร่วมกลุ่ม
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
นักบอลลีกภูมิภาค
Status:
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 7480
ที่อยู่: Ok,bye!
โพสเมื่อ: Thu Oct 17, 2013 19:31
Thoth เทพผู้ชาญฉลาดที่สุดในบรรดาเทพแห่งอียิปต์โบราณ
Thoth (โธธ,ธอท,ธอธ) หรือ Djhuty, Djehuty, Tehuty (เจฮูที,เทฮูที) เป็นเทพแห่งความรอบรู้และเวทมนตร์ของอียิปต์โบราณ บ้างก็ว่าเป็นเทพแห่งดวงจันทร์ด้วย ธอธได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งนักปราชญ์ นามเดิมคือ ดเจฮูติ (Djehuty) หรือ เซฮูติ สัญลักษณ์ของธอธเป็นนักกระสาปากยาว

ตำนานเทพเจ้าที่เกี่ยวกับธอธและคัมภีร์แห่งธอธ
เริ่มแรกนั้นรา (Ra) ราชาแห่งเทพมีภรรยานามว่านุต (Nut) แต่นางได้ตกหลุมรักกับเกป (Geb) เทพแห่งพื้นโลก เมื่อราทราบเรื่องเหล่านี้จึงทำให้ เทพเจ้าราโกรธมากจึงสาปไม่ให้นุตสามารถมีบุตรได้ตลอด 360 วันในหนึ่งปีซึ่งทำให้นางเศร้าโศกเป็นอย่างมาก นางจึงนำเรื่องไปปรึกษาเพื่อนของนางซึ่งก็คือเทพเจ้าธอธ (Thoth) ธอธรู้ว่าคำสาปของราเป็นจริงแต่ก็มีทางแก้ได้
บางตำนานกล่าวว่า
ธอธได้ให้คำทำนายว่า "หากนุตเทวีแห่งสรวงสวรรค์ทรงมีโอรส วันหนึ่งเด็กคนนั้นจะได้ครอบครองไอยคุปต์" เมื่อได้ยินเช่นนั้นเทพราทรงพิโรธจึงกล่าวสาปแช่งเทวีนุต
"นุต จะไม่มีลูกชาย จะไม่มีลูกสักคนเดียว!!" เทพราตรัส "ไม่มีวันที่ลูกชายของนุตจะมาชิงบัลลังค์จากข้า! ข้าขอสาปแช่งนางว่า นางจะไม่สามารถให้กำเนิดทารกได้เลยไม่ว่าจะวันใดปีใดไม่เว้นแม้แต่ในยามกลาง คืน นี่คือคำบัญชาของข้าและไม่มีสิ่งใดสามารถจะบิดเบือนไปจากคำของข้าได้"
เทวีนุตหัวใจแทบสลายเพราะเทพธอธเคยกล่าวไว้ว่า บุตรของนางควรจะครองดินแดนไอยุปต์และเทพ ธอธผู้เปล่งคำพยากรณ์ก็เป็นเทพผู้ทรงภูมิปัญญามากที่สุดในหมู่มวลเทพและ เพราะธอธก็รักนาง ดังนั้นนางจึงเดินทางไปพบธอธเพื่อขอให้ช่วยนาง
"จงมอบความรักแก่ข้า แล้วข้าจะแสดงให้เห็นว่าความปรารถนาของเจ้าจะเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร โดยที่ไม่ขัดต่อคำสาปแช่งของเทพรา"
นุตยอมรับเงื่อนไข เทพธอธจึงบอกแผนอันชาญฉลาดแก่นางแล้วพระองค์ก็ไปพบเทพคอนสู ( Khonsu )

ในเวลานั้นแสงของพระจันทร์ยังเปล่งประกายสว่างเหมือนแสงพระอาทิตย์ ธอธได้นัดกับคอนซู (Konsu) เทพแห่งพระจันทร์ท้าพนันโดยการเล่นเกมหมากกระดาน ธอธได้รับชัยชนะและได้รางวัลเป็นแสงของพระจันทร์ 1 ใน 7 ส่วน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดพระจันทร์ข้างแรมในทุกเดือน

ธอธนำแสงจากวันจันทร์นั้นไปเพิ่มวันลงไปอีก 5 วันในรอบปีจึงทำให้ปฏิทินมีจำนวนวัน 365 วันใน 1 ปี
ในช่วง 5 วันนี้เป็นช่วงที่คำสาปของเทพเจ้าราไม่เป็นผล เทพีนุตจึงใช้ช่วงเวลา 5 วันที่เพิ่มขึ้นมาคลอดบุตรของนาง วันแรกนางให้กำเนิดโอซิริส (Osiris) วันที่สองเป็นฮาร์มาซิส (Harmchis หรือ Horus the Elder ซึ่งได้รับการบูชาในวิหาร Kom-ombo คู่กับเทพจระเข้ Sobek) วันที่สามเป็นเซต (Seth) วันที่สี่เป็นไอซิส (Isis) และ วันสุดท้ายเป็นเนฟธิส (Nephthys)

ในวันที่ Osiris กำเนิดขึ้นได้ปรากฏ เสียงก้องไปทั่งทั้งปฐพีว่า เจ้าแห่งโลกมนุษย์ทั้งปวงได้ถือกำเนิดแล้ว
ทันใดนั้นหญิงที่กำลังตักน้ำในบ่อก็ถูกครอบจำด้วยวิญญาณของศาสดาพยากรณ์ นางได้ร้องออกมาว่า "ราชาโอซิริสประสูติแล้ว"
ส่วนในเมืองธีบส์ (Thebes) ชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า ปามีเลส (Pamyles) ก็ได้ยินเสียงบัญชาจากวิหารแห่งรา "บัดนี้ถึงประสูติกาลของกษัตริย์ไอยคุปต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โอซิริสเทพผู้มาโปรดชาวมนุษย์"
นุตมอบโอซิริสให้ปามีเลสเลี้ยงดูตามคำแนะนำของธอธ เทพธอธทรงถ่ายทอดความรู้ในศาสตร์และวิทยาการของทวยเทพและคติธรรมที่ซ่อนอยู่ รวมทั้งกลวิธีต่างๆ ให้แก่โอซิริสและไอซิส และคาถาเวทมนตร์ที่ธอธถ่ายทอดให้ไอซิสจึงทำให้เทวีไอซิสกลายเป็นจอมเวทที่มี ชื่อเสียงมากที่สุดของอียิปต์

ธอธได้เขียนคัมภีร์เวทมนตร์ขึ้นมาเป็นคัมภีร์ที่ใครก็ตามที่ได้อ่านเพียง หน้าแรกก็ทำให้ใช้เวทมนตร์ได้ทั้งบนสวรรค์และในโลกมนุษย์ และยังทำให้เข้าใจภาษาสัตว์ป่าภาษานกทั้งหลายได้ ถ้าได้อ่านหน้าที่สองก็จะรู้ความลับต่างๆ ของเทพเจ้าและความเร้นลับทั้งมวลของดวงดาวในท้องฟ้า
คัมภีร์แห่งธอธอยู่วางอยู่กลางแม่น้ำไนล์ คัมภีร์อยู่ในหีบเหล็กใบหนา ภายในหีบเหล็กจะมีมีหีบสำริด ในหีบสำริดมีหีบไม้มะเดื่อ ในหีบไม้มะเดื่อมีหีบงาช้าง ในหีบงาช้างมีไม้มะเกลือ ในหีบไม้มะเกลือมีหีบเงิน ในหีบเงินมีหีบทองคำ และในหีบทองคำจึงจะมีคัมภีร์แห่งธอธ รอบๆ หีบแต่ละชั้นมีแมงป่องและงูพิษซึ่งไม่มีวันตายคุ้มกันอยู่

มีเรื่องเล่าว่าเจ้าชายองค์หนึ่งของอียิปต์นามว่าเนเฟรเกปตาฮ์ (Nefrekeptah) สามารถไปชิงเอาคัมภีร์มาได้และได้อ่านคัมภีร์แห่งธอธ แต่ท้ายสุดมันก็ทำให้เจ้าชายสิ้นพระชนม์ คัมภีร์แห่งธอธจึงถูกฝังไปพร้อมกับร่างของพระองค์พร้อมกับคำสาป
ต่อมาหลายร้อยปี มีเจ้าชายอีกองค์หนึ่งพระนามว่าเจ้าชายเสตนา (Setna) โอรสของรามเสสที่ 2 เนื่องจากเจ้าชายเสตนาเป็นอาลักษณ์ผู้สามารถอ่านคัมภีร์โบราณได้ เขาอ่านพบที่มาของคัมภีร์ดังกล่าวและพยายามค้นหามัน จนกระทั่งได้เบาะแสและได้เข้ากับไปถึงสุสานของเนเฟรเกปตาฮ์โดยไม่สนใจคำสาป ที่ว่าใครก็ตามที่ขโมยคัมภีร์นี้ไปจะต้องประสบกับความโศกเศร้าเช่นเดียวกับ เนเฟรเกตาฮ์

แต่เจ้าชายเสตนาต้องมนตร์แห่งการอยากรู้จนสุดท้ายก็ได้ครอบครองคัมภีร์แห่ง ธอธสมใจ และได้มีพลังเวทที่ยิ่งใหญ่สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองเป็นอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากคำสาปของคัมภีร์แห่งธอธจึงต้องนำคัมภีร์นั้นกลับคืนสู่ที่มัน ควรอยู่ตามเดิม
เรื่องราวของธอธเคยถูกนำมาอ้างอิงถึงบ้างในภาพยนตร์และหนังสือรุ่นใหม่หลายเล่ม
นอกจากรูปร่างของนกกระสาปากยาวแล้ว เทพเจ้าธอธยังถูกปั้นในรูปร่างของลิงบาบูนหลายแห่ง เช่น ที่ฐานโอเบลิกส์ หรือ รูปปั้นของอาลักษณ์กำลังเขียนหนังสือเเล้วมีบาบูนเกาะอยู่ หลักฐานมีการกล่าวถึงเทพเจ้าธอธในรูปของลิงบาบูนตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 1 คาดว่าเป็นพบที่สุสานหลวงของราชวงศ์ที่ 1 ใน Abydos
ตำนานเทพเจ้าธอธเกี่ยวกับลิงบาบูน
เนื่องจากคำสาปแช่งของราที่มีต่อเทวีเทฟนุต Tefnut (ใช่องค์เดียวกับ Nut หรือเปล่าหว่า? - -) ทำให้เกิดภัยพิบัติขึ้นในอาณาจักรนูเบีย (Nubia) ที่เทวีเทฟนุตอยู่ เทวีเทฟนุตหนีไปถึงเมือง Dakka (เมืองดัคก้าซึ่งอยู่ใต้ Aswan ลงไปประมาณ 100km ที่นั่นได้มีการสร้างวิหารแห่ง Thoth ขึ้น ซึ่งสร้างครั้งแรกประมาณปี 220BC (ซึ่งอยู่ในยุค Ptolemy) และได้ขยับขยายต่อโดยฟาโรห์ Ptolemy ที่ 4 และ 8 รวมทั้งกษัตริย์ของโรมันด้วย) ดังนั้นราจึงได้ มอบหมายให้เทพชู (Shu) และเทพธอธ (บางว่าเป็นสวามีของเทพีเทฟนุตเอง)ไปยังนูเบียเพื่อรับเทวีเทฟนุตกลับมายัง อียิปต์อีกครั้ง ก่อนที่ เทพชุและเทพธอธจะออกเดินทาง ทั้งคู่ได้ปลอมตัวเป็นลิงบาบูน (Baboons)ขนาดใหญ่ ซึ่งภายหลังลิงบาบูนได้กลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของธอธอีกด้วย

ลิงบาบูนเป็นสัตว์กลางคืนที่จะยืนชูมือต้อนรับพระอาทิตย์ยามเช้าทุกครั้ง นั้นไม่ใช่สัญลักษณ์ของเทพ Thoth แต่จะเรียกว่า Solar Apes ซึ่งจะถูกแสดงด้วยภาพลิง "ยืน" และยกมือ 2 ข้างขึ้นทำความเคารพพระอาทิตย์ พฤติกรรมนี้ชาวอียิปต์ผู้ช่างสังเกตก็เอามาโยงกับเทพธอธเทพเเห่งพระจันทร์ ที่จะต้อนรับเทพราทุกๆ เช้า (ส่วนเทพคอนชูจะเป็นเทพเเห่งพระจันทร์ประจำนครธีบส์)
แก้ไขล่าสุดโดย พริกหวาน เมื่อ Thu Oct 17, 2013 19:50, ทั้งหมด 1 ครั้ง
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะท้ายซอย
Status:
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 780 (บอร์ดเก่า 193)
ที่อยู่: Old trafford
โพสเมื่อ: Thu Oct 17, 2013 20:18
ขออนุญาตกลับก่อนนะฮะ ให้แอดมินอีกสองคนต่อนะคับ แหะๆๆ

เดี๋ยวผมมาจัดสารบัญใหม่น้อ



ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะอบจ.
Status:
เข้าร่วม: 15 Oct 2013
ตอบ: 6670
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Oct 17, 2013 21:40


พอดีเห็นรูป ลิโป้+ทวนวงเดือน (Single Moon Halberd) อาวุธในตำนานของเทพเจ้าสงครามในยุคสามก๊ก ก็เลยลองไปค้นๆดู วิธีใช้งาน ทวนวงเดือน หรืออาวุธประเภทใกล้เคียงกันของชาวจีนต้นฉบับ ก็ยอมรับว่าผิดหวังเต็มๆ หาเท่าไหร่ก็ไม่ถูกใจ ท่วงท่าลีลาก็ไม่เตะตะ เสียเหลี่ยมความนิยมในสามก๊กไปพอสมควร อาวุธของเทพสงครามมันใช้งานประมาณนี้เองเหรอ









เอามาเทียบกับเพลงทวน(ง้าว) ของไทย ทำไมมันดูใช้งานต่างกันนักนะ
อันนี้ไม่ได้ชาตินิยมนะ อยากให้ตัดสินด้วยตาตัวเองก็แล้วกัน





My Locker
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 2187 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Thu Oct 17, 2013 23:27
[ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น] ยุคเทพนิยาย
ยุคเทพนิยาย

เทพนิยายญี่ปุ่น ปกติจะหมายถึง เรื่องเล่าของเทพเจ้าต่าง ๆ ที่ปรากฎอยู่ในส่วนต้นของบันทึกโบราณโคะจิกิ อันเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน มีทั้งหมด 3 เล่ม
- เล่มแรก เป็นเรื่องราวความเกี่ยวโยงทางสายเลือดของเทพเจ้า
- เล่มที่ 2 เป็นเรื่องราวตั้งแต่สมัยของจักรพรรดิ์จิมมุ จนถึงสมัยของจักรพรรดิโอจิน
- เล่มที่ 3 เป็นเรื่องราวตั้งแต่สมัยของจักรพรรดิ์นินโทะคุ จนถึงสมัยของจักรพรรดิ์ซุยโกะ

เทพนิยายตามที่บันทึกนั้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ตามฉากหรือสถานที่เกิดเรื่อง ได้แก่ ทะคะมะฮะระ(takamahara) , อิซึโมะ (Izumo) , และ ฮิวงะ (Hyuuga)



สรวงสวรรค์ทะคะมะฮะระ (Takamahara)
นานแสนนานมาแล้วเมื่อท้องฟ้าและพื้นดินเพิ่งแยกออกจากกัน เทพอิซานางิ และ เทพอิซานามิผู้เป็นทั้งภรรยาและน้องสาวกำเนิดมาจากทะเลโคลน ทั้งคู่ได้ยืนอยู่บนสะพานสายรุ้งและเอาง้าวจุ่มลงในทะเลโคลนกวนให้น้ำแยกจากดิน และดินโคลนทั้งหลายก็รวมตัวอยู่ตรงกลาง เมื่อดึงง้าวขึ้นมา โคลนที่ติดอยู่กับง้าวก็หยดลงมากลายเป็นเกาะโอโนโกโร เป็นเกาะแรกของหมู่เกาะญี่ปุ่น ที่ซึ่งเทพเจ้าและมนุษย์ได้อาศัยกำเนิดขึ้นมา

ทั้งคู่ได้สร้างเกาะญี่ปุ่น 40 เกาะและให้กำเนิดเทพ 36 องค์ องค์สุดท้ายคือ คากูทซึชิ เทพแห่งไฟ ที่เมื่อคลอดออกมาก็เผาผลาญ อิซานามิจนตาย ไปอยู่นรก และกลายเป็นเทพีผู้ปกครองนรกบาดาล

หลังจาก อิซานามิตาย อิซานางิ ก็เอาแต่โศกเศร้า และเฝ้าคิดถึงภรรยา จึงลงไปหาภรรยาในนรก แต่เมื่อได้พบ อิซานางิ ก็ตกใจกับรูปลักษณ์ของภรรยา ที่เน่าเปื่อย กลายเป็นผีที่น่าเกลียด และแสดงอาการรังเกียจออกมา แต่ก็ได้ร้องขอให้เธอกลับไปครองรักกันเหมือนเดิม แต่ อิซานามิ เห็นอาการของสามีที่รังเกียจตน จึงปฏิเสธไม่ยอมกลับไปด้วย ทั้งสองจึงแยกจากกันชั่วนิรันดร์ หลังจาก อิซานางิ กลับมาจากนรก อิซานางิ รังเกียจภรรยาที่กลายเป็นผี จึงปิดผนึกปากถ้ำที่เป็นทางลงไปสู่นรก แต่อิซานามิ ได้หลบหนีออกมาจนได้ ด้วยความโกรธ ที่สามีของตนรังเกียจตน จึงอธิษฐานให้มนุษย์ ตายวันละ 1,000 คน แต่อิซานางิ ก็อธิษฐานให้ มนุษย์เกิดขึ้นมาวันละ 1,500 คน

หลังจากนั้น อิซานางิ ได้ทำพิธีชำระล้างมลทินเป็นครั้งแรก
- เขาล้างตาซ้ายของเขา มีน้ำตาหยดออกมาหลอมตัวก่อกำเนิดเป็น สุริยะเทวีอามาเตราสึ
- เมื่อเขาล้างตาขวาของเขาน้ำตาร่วงหล่นหลอมตัวก่อกำเนิดเป็น จันทราเทพบุตร ทซึกิ-ยูมิ
- และน้ำมูกจากจมูกของเขา ได้ให้กำเนิดเจ้าสมุทร ซูซาโนโอะ



ซูซาโนโอะ เป็นผู้มีร่างกายแข็งแรงแต่อารมณ์ร้อน ได้ส่งพายุอาละวาดก่อสงครามทำลายผืนแผ่นดินและส่งเสียงอึกทึกรบกวนสุริยเทพวี อะมะเทะระสุ จนเธอหวาดกลัว จึงได้หลบไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ อะเมะโนะอิวะยะ โลกจึงมืดมิด เหล่าเทพทั้งหลายจึงปรึกษากัน หาวิธีให้อะมะเทะระสุ ออกมาจากที่ซ่อนด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ตกแต่งประดับประดาด้วยสิ่งต่าง ๆ อ่านบทสรรเสริญ และให้ เทพอะเมะโนะ อุซึเมะ เปลือยกายครึ่งท่อนเต้นรำ อะเมะเทะระสุได้ยินเสียงหัวเราะขบขันอยู่ภายนอกถึง จึงแง้มประตูหินออกมา เทพทะจิคะระโอะ จึงได้ดึงตัวออกมาทำให้โลกสว่างสไสวขึ้นอีกครั้ง จากเรื่องราวในครั้งนั้นส่งผลให้เทพทั้งแปดล้านโกรธ จึงลงโทษซูซาโนโอะ และขับไล่ลงจากสวรรค์



เอาไว้ต่อภาค 2 น่ะคับเพราะเนื้อหามันยาวอ่ะคับกลัวสมาชิกอ่านแล้วจะบอกว่ามันยาวไปกัน
แก้ไขล่าสุดโดย Falcon_pee V 0.1 เมื่อ Fri Oct 18, 2013 10:40, ทั้งหมด 2 ครั้ง
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
เข้าร่วม: 10 Jul 2008
ตอบ: 1603 (บอร์ดเก่า 8372)
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Thu Oct 17, 2013 23:42
มีคนรีเควส ม้าเฉียว กับ จูล่ง

ทีแรกกะลงเล่นๆ ตกลงว่าผมมาทางนี้แล้วสินะ
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 2187 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Thu Oct 17, 2013 23:49
22nd พิมพ์ว่า:
มีคนรีเควส ม้าเฉียว กับ จูล่ง

ทีแรกกะลงเล่นๆ ตกลงว่าผมมาทางนี้แล้วสินะ  


จัดเลยคับท่าน เด๋วผมช่วยตาม
แก้ไขล่าสุดโดย Falcon_pee V 0.1 เมื่อ Thu Oct 17, 2013 23:50, ทั้งหมด 1 ครั้ง
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 2187 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Fri Oct 18, 2013 00:06
ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่คับผม
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 2187 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Fri Oct 18, 2013 01:25
[ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น] ยุคเทพนิยาย (ภาคต่อ)
อิซึโมะ (Izumo)
ซูซาโนโอะ เขาได้ผจญภัยไปทั่ว และได้ปราบ ยามาโตะ โน โอโรจิ เป็นงูใหญ่ 8 หัว 8 หาง มีดวงตาแดงก่ำ ลำตัวมีตะไคร่น้ำ และต้นฉำฉางอกอยู่ งูตัวนี้ชอบกินสตรีสาว พอๆ กับชอบกินเหล้าสาเก สุซาโนะโอใช้ ทั้งสองอย่างนี้ล่อมันเข้ามาสู่กับดัก และฆ่ามันทันทีที่มันเมา เมื่อสับเจ้างูร้ายออกเป็นชิ้นๆ เขาได้พบดาบเล่มหนึ่งฝัง อยู่ในหางของมัน ชื่อว่าดาบคุซานางิ โน ทสึรุงิ ("ดาบปราบหญ้า"-ดาบวิเศษมีปลาย 7 แฉกเป็นตัวแทนของสายฟ้า) ต่อมาเขาแต่งงานกับ คุชินาดะ สร้างวังที่ซึงะ ในเมืองอิซึโมะ และให้กำเนิดบุตรชายชื่อ โอคูนินุชิ โน มิโกโตะ



โอคูนินุชิ โน มิโกโตะ (Okuni-Nushi-เทพแห่งการรักษา) เทพแห่งเวทย์มนต์และสมุนไพร ราชาแห่งเทพคุนิซึ บุตรชายของเทพสุซาโนโอะ เขาตายสองครั้งและเกิดใหม่สองครั้ง เป็นสัญลักษณ์แทนฤดูกาล เขาได้ปกครองโลก และสร้างวังที่เชิงเขาอิกะ ในเมืองอิซึโมะ จนกระทั่งอามาเตราสึ ส่ง นินิกิ(Ninigi) หลานชายของหล่อนมาปกครองแทน และให้โอคูนินุชิ ไปปกครองโลกแห่งวิญญาณและเวทย์มนต์ หลังจากผ่านการทดสอบมากมาย เขาได้ลงไปสู่บาดาล และได้ต่อสู้กับพ่อของเขา และยึดครองดาบของพ่อเขา มาเป็นของตน




ฮิวงะ (Hyuuga)
นินิงิ (Ninigi-no-mikoto-เทพแห่งข้าวและความอุดมสมบูรณ์) เป็นเทพต้นตระกูลแห่งจักรพรรดิญี่ปุ่นและ ปฐมจักรพรรดิ ลูกของโอชิโฮมิ(Ame- no-Oshihomimi) กับ โตโย อาคิทซึ เป็นหลานชายของ อามาเตราสึ แม่ของเขาส่งเขากับน้องสาวของเขา อุซุเมะ ผู้ร่าเริง ไปที่โลกเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ทั่วไปและอำนาจทางการเมือง

เขาเดินทางไปถึงจุดที่มีทางแยก 8 ทางที่นำไปสู่ทิศแต่ละทิศ เขาทั้งสองได้พบเทพที่น่ากลัวผู้เฝ้าสะพานที่ลอยไปสู่สวรรค์ ซึ่งได้ข่มขู่เขาแต่เพียงผู้เดียว

ดังนั้น เทพผู้รักษาหนทางได้แนะนำอาณาจักรบนโลกของเขาทั้งหมด เพื่อเป็นการตอบแทน นินิงิจึงให้น้องสาวของเขาแต่งงานกับเทพผู้รักษาหนทาง และเขาเองก็แต่งงานกับ โค โน ฮานะ

ต่อมา นินิงิบากบั่นรวบรวมอาณาจักรจากญี่ปุ่นทางตอนใต้ไปจนถึงที่ราบยามาโตะ ทางตะวันออกของโอซาก้า และที่นั่นเอง เขาได้ก่อตั้งราชวงศ์แห่งยามาโตะ โดยอามาเทราสึได้มอบ คันฉ่องยาตะ , ลูกปัดเขี้ยวยาซาคานิ และ ดาบคุซานางิ ให้เป็นของขวัญซึ่งต่อมากลายเป็นเครื่องหมายแห่งจักรพรรดิญี่ปุ่น



จิมมู หลานของเขาได้กลายมาเป็นจักรพรรดิบนผืนโลกคนแรกของญี่ปุ่น พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ในปี 660 ก่อน คริสตกาล ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ซึ่งวันนี้ยังคงเป็นวันหยุดราชการของญี่ปุ่น จักรพรรดิองค์ปัจจุบันเป็นทายาท โดยตรงมาจากจักรพรรดิองค์แรก

เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมค่อยมาต่อน่ะคับสำหรับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในยุคเทพนิยายซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นถือกำเนิดมาได้ยังไงแบบเนื่อเรื่องนิยายเทพเจ้า
แก้ไขล่าสุดโดย Falcon_pee V 0.1 เมื่อ Fri Oct 18, 2013 01:43, ทั้งหมด 1 ครั้ง
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
เข้าร่วม: 10 Jul 2008
ตอบ: 1603 (บอร์ดเก่า 8372)
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Fri Oct 18, 2013 04:01
"เจ้านี่มันลิโป้วัยหนุ่มชัดๆ" คำชมจากปากโจโฉเมื่อได้เห็นฝีมือการรบของม้าเฉียว



ม้าเฉียว ชายหนุ่มจากเมืองเสเหลียง ผู้เป็นบุตรของม้าเท้ง
ความเก่งกล้าสามารถในเรื่องขี่ม้า ยิงธนู และเพลงทวน ทำให้เขาเป็นมือหนึ่งของเสเหลียง
การประยุทธุ์ของเค้าครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อตัวเขาอายุเพียง17ปี(wonder kid)



เขามีความแค้นต่อโจโฉอย่างรุนแรง เนื่องจากโจโฉสังหารพ่อของตนที่โดนจับได้ว่า
เป็นกบฏจากสัญญาเลือดของพระเจ้าเหี้ยนเต้
*จากประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า แท้จริงแล้วม้าเฉียวได้เข้าไปทำงานกับโจโฉก่อน
ถึงจะก่อตัวเป็นกบฏภายหลัง จึงทำให้ครอบครัวถูกสังหาร




ในช่วงเวลาก่อกบฏของม้าเฉียวนั้น ม้าเฉียวได้ไปขอร่วมทัพกับหันซุยในฐานะบุตรบุญธรรม
ซึ่งหันซุยเคยเป็นทั้งมิตรและศัตรูกับม้าเท้งพ่อของตน หันซุยก็ตกปากรับคำของม้าเฉียว
ม้าเฉียวจึงได้นำทัพนับแสนเข้าต่อกรกับโจโฉ



การประมือกับโจโฉมีด้วยกันถึงสามครั้ง
1.ด่านตงก๋วน ผู้กำชัยชนะคือทัพของม้าเฉียว ทัพโจโฉแตกพ่าย โจโฉถึงขนาดต้องตัดหนวดและทิ้งเสื้อผ้าเพื่อหนีเอาตัวรอด
2.ริมแม่น้ำอุยโห อีกครั้งที่โจโฉเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคยังดีที่เคาทูขุนพลมือหนึ่งได้พาเขาหลบหนีได้
3.การประยุทธุ์ที่สร้างชื่อม้าเฉียวให้กระฉ่อนไปทั่วหล้า คือการดวลกับเคาทูถึงร้อยเพลงยุทธุ์ จนหอกของทั้งคู่แตกหัก
สุดท้ายไม่มีผู้ปราชัย จึงเลิกทัพกันไปเอง
*บ้างก็ว่าแค่30เพลงยุทธุ์ หรือการต่อสู้อาจจะไม่ดุเดือดถึงขนาดนั้น
เพราะการต่อสู้ของทั้งสองในครั้งนี้อ้างอิงมาจากวรรณคดีที่มีการเสริมแต่งลงไปบ้าง




โจโฉมิใช่คนเขลา การเผชิญหน้าถึง3ครั้ง ทำให้โจโฉเริ่มรู้จุดอ่อนของม้าเฉียว ว่าเป็นคนใจร้อน มุทะลุ
จึงคิดอุบายเรียกหันซุยมาคุย ในฐานะคนรู้จัก ซึ่งการพบปะของโจโฉกับหันซุยนั้น ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอันใดเลย
แค่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบทั่วๆไปเท่านั้น



แต่ม้าเฉียวนั้นไม่เชื่อใจหันซุย คิดว่าหันซุยจะหักหลังตนและไปเข้าร่วมกับโจโฉ(เข้าแผนโจโฉ)
ม้าเฉียวหัวเสียอย่างมากถึงขนาดตัดแขนข้างนึงของหันซุย
เป็นเหตุทำให้ทัพมีการแบ่งแยก และหันซุยไปเข้าร่วมกับทัพของโจโฉจริงๆ



ด้วยกำลังพลที่ลดลง ทำให้ม้าเฉียวต้องคอยพเนจรเข้าทัพนู้นออกทัพนี้อยู่ร่ำไป
จนถึงวันที่ม้าเฉียวไปตีเมืองเอ็กจิ๋ว ซึ่งเป็นเมืองของเล่าปี่
ม้าเฉียวได้ประมือกับเตียวหุย ทั้งคู่มีฝีมือที่สูสีกันมาก ขนาดสู้กันสามวันสามคือยังมิรู้ผล
ขงเบ้งจึงแนะเล่าปี่ให้นำม้าเฉียวเข้าร่วมทัพ
*แท้จริงแล้วม้าเฉียวถูกบีบไร้ที่พึ่งพิง จึงมาขอสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่ เพื่อที่ตนจะได้แก้แค้นโจโฉด้วย
แต่เล่าปี่นั้นไม่ชอบและไม่ไว้วางใจในนิสัยของม้าเฉียว จึงรับม้าเฉียวมาอย่างไม่เต็มใจ




ถึงม้าเฉียวจะมีฝีมือมาก แต่ไม่ได้รับการไว้วางใจจากเล่าปี่เท่าไรนัก
จึงได้รับการปฏิบัติต่างจากจูล่ง ขุนพลคนสนิทอย่างมาก ถึงแม้จะเป็น1ใน5ขุนพลม้าของเล่าปี่เช่นเดียวกับจูล่งก็ตาม
*(ตรงนี้ผมไม่ชัวร์เท่าไหร่นะครับ)
ม้าเฉียวเคยถูกลองใจจากแพเอี้ยวว่า "เหตุใดคนเก่งกล้าสามารถถึงได้มียศฐาบรรดาศักดิ์น้อยเหลือเกิน
ตอนนี้เล่าปี่นั้นแก่ชรานัก ใยจึงไม่ยึดบ้านเมืองไว้เสียเองล่ะ?"
แต่ม้าเฉียวยังคงภักดีต่อเล่าปี่ โดยการแจ้งเรื่องนี้แก่เล่าปี่ ให้นำแพเอี้ยวไปประหารเสีย





ม้าเฉียวตายอย่างเงียบๆด้วยอายุ45-47 ในปี คศ.221-222
เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้ตายในสนามรบ เช่นเดียวกับจูล่ง







ฝากคัดกรองด้วยครับผม
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะท้ายซอย
Status:
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 780 (บอร์ดเก่า 193)
ที่อยู่: Old trafford
โพสเมื่อ: Fri Oct 18, 2013 06:44
ม้าเฉียวกะจูล่งผมชอบมากเลย เดียวผมจัดหมวดให้นะ หลังไมค์ๆ



ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 2187 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Fri Oct 18, 2013 09:03
[ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น] ยุคเทพนิยาย ภาคจบ
ปี 200 ก่อนคริสตกาล จักรพรรดิซูจิน และโอรสเจ้าชายยามาโตะ (ภายหลังได้เป็น จักรพรรดิเคย์โกะ) ได้เป็นสื่อนำความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาสู่ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ในขณะนั้นญี่ปุ่นประกอบด้วยตระกูลมากมาย และตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดคือตระกูลยามาโตะของจักรพรรดิ แต่แท้จริงแล้วตระกูลยามาโตะ ก็เป็นเพียงตระกูลหนึ่งท่ามกลางอีกหลายๆ ตระกูลซึ่งแย่งชิงอำนาจกัน



ตอนต้นของศตวรรษแรก แผ่นดินนี้แบ่งออกเป็นรัฐต่างๆน้อยใหญ่ประมาณ 100 กลุ่มชนด้วยกัน แต่ในศตวรรษต่อไปนั้นจำนวนรัฐลดเหลือเพียง 30 กลุ่มชน อยู่รวมกันภายใต้การคุ้มครองของราชินีองค์หนึ่ง นามว่า พระนางฮิมิโกะ ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ทางศาสนามากกว่าเป็นประมุขทางการเมือง (บางตำรากล่าวว่าเธอเป็นชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่ และนำเอาความรู้ต่าง ๆ เข้ามาให้ชนเผ่าญี่ปุ่นที่ล้าหลังจึงได้รับความเคารพ) พระนางทำหน้าที่เป็นคนทรง (กำเนิดมิโกะคนแรก (ฮา)) และประกอบเวทมนต์คาถาให้ประชาชน ส่วนประมุขทางการเมืองยังเป็นจักรพรรดิ

คริสตศักราช 239 พระนางฮิมิโกะ ผู้ครองอาณาจักรยามาไท(หรือยามาโตะ) ส่งเครื่องบรรณาการไปยังเมืองเว่ย ของจีน ชาวจีนเรียกแผ่นดินญี่ปุ่นว่า แผ่นดินของวา (วา แปลว่า แคระ) และในช่วงศตวรรษที่3 มีการอพยพของคนจากแผ่นดินใหญ่ผ่านทางเกาหลีเข้ามายังญี่ปุ่น



**บ้านสมัยยาโยอิ**



**ลานประกอบพิธีกรรมของชินโต**

** ตอนนี้ศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่ตระกูลยามาโตะตระกูลของจักรพรรดิซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้า ถ้าเทียบกับประวัติศาสตร์จริง ก็ตั้งแต่ยุคหิน , สมัยโจมน (8,000 300 ปีก่อนคริสตกาล) ถึง สมัยยาโยอิ (300 ปีก่อนคริสตกาล ค.ศ.300) **
---------------------------------------------------------------------------------------------------
ความจริงอาจจะไม่สวยหรูดั่งเช่นเทพนิยาย เป็นเรื่องธรรมดาที่ชนชนปกครองพยายามสร้างเรื่องราวว่าตัวเองนั้นเป็นลูกหลานของเทพเจ้าเพื่ออำนาจและความน่าเกรงขาม อีกทั้งยังส่งผลให้ผู้คนหวาดกลัวอีกด้วย ซึ่งมันก็ส่งผลเป็นความเชื่อนับพันปี (คนญี่ปุ่นโบราณส่วนใหญ่ต่างมีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้ามาก กล่าวกันว่าถ้าทำร้ายต่อสายเลือดของเทพเจ้าตระกูลของตนเองจะต้องมีอันเป็นไป)

นักโบราณคดีได้เปิดเผยว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่ ในญี่ปุ่นมาประมาณ 100,000 ปีแล้ว ผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือชนเผ่าไอนุ ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับคนเชื้อสายมองโกลอยด์ที่มาถึงในภายหลังและขับไล่พวกไอนุออกไปจนกระทั่งมีพวกไอนุหลงเหลืออยู่เพียงบน เกาะฮอกไกโดเท่านั้น ผู้คนที่อพยพเข้ามาแบ่งแยกตัวเองออกเป็นเผ่าและตระกูล แต่หลังจากเวลาผ่านไป หัวหน้าตระกูลยามาโตะ ได้ครอบครองตอนกลางของญี่ปุ่นบริเวณที่ราบสูงคันโต หัวหน้าตระกูลยามาโตะยังเสริมความมั่นคงแก่อำนาจของตนโดยการสร้าง ศาสนาชินโตยุคแรกขึ้นเป็นศาสนาร่วมของคนทั้งประเทศ

ซึ่งจากอดีตถึงยุคสมัยสามารถแบ่งยุคต่าง ๆ ของญี่ปุ่นได้เป็น 9 ยุค คือ
-ยุควัฒนธรรมโจมอน (Jomon Culture) 11000-300 BC
-ยุควัฒนธรรมยาโยย (Yayoi Culture) 300 BC-ค.ศ. 250
* เหมือนดังที่อธิบายไว้ข้างบน *
-ยุคโคะฟุน (สุสานโบราณหรือยามาโตะ) (kofun Period) ค.ศ. 250-710
-ยุคนาระ (Nara Period) ค.ศ. 710-784
-ยุคเฮอัน (Hean Period) ค.ศ. 794-1185
-ยุคคามะคุระ (Kamakura Period) ค.ศ. 1185-1333
-ยุคอาชิคากะ (Ashikaga Period) ค.ศ. 1333-1600
-ยุคโตคุกาวะ (Tokugawa Period) ค.ศ. 1600-1868
-ยุคญี่ปุ่นสมัยใหม่ แบ่งออกเป็น 4 ช่วงย่อย ๆ คือ
-ยุคเมจิ (Meiji) ค.ศ. 1868-1912 เป็นช่วงที่จักรพรรดิเมจิ (Emperor Meiji - , Meiji Tenn แปลว่า จักรพรรดิแห่งการปกครองที่แท้จริง (หลังจากที่ถูกโชกุนยึดอำนาจไปนาน)) มีอำนาจปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ
-ยุคไทโช (Taisho) ค.ศ. 1912-1926 เป็นช่วงที่จักรพรรดิไทโชปกครอง
-ยุคโชวะ (Showa) ค.ศ. 1926-1989 เป็นช่วงที่จักรพรรดิโชวะปกครอง และเป็นช่วงสุดท้ายของอำนาจการปกครองของจักรพรรดิก่อนญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
-ยุคเฮเซ (Heisei) ค.ศ. 1989-ปัจจุบัน เป็นช่วงที่จักรพรรดิอะกิฮิโตะเป็นประมุข (ซึ่ง เฮเซ มาจากคำว่า เฮกะ แปลว่า ประมุขจักรพรรดิ)

จบไปแล้วน่ะคับสำหรับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคเทพนิยาย เด๋วผมจะเลือกเอาประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญๆมาแบ่งปันกันในโพสถัดไปน่ะคับหรือว่าเพื่อนๆอยากให้ผมหรือทีมงานสืบค้นข้อมูลด้านไหนแบบเจาะลึกก็รีเควสกันได้น่ะคับ
แก้ไขล่าสุดโดย Falcon_pee V 0.1 เมื่อ Fri Oct 18, 2013 09:07, ทั้งหมด 1 ครั้ง
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
เข้าร่วม: 10 Jul 2008
ตอบ: 1603 (บอร์ดเก่า 8372)
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Fri Oct 18, 2013 18:36
mubmibkung พิมพ์ว่า:
ม้าเฉียวกะจูล่งผมชอบมากเลย เดียวผมจัดหมวดให้นะ หลังไมค์ๆ  


พรุ่งนี้ว่าจะเอาลงกระทู้ พร้อมแปะลิ้งค์ชมรมอะครับ
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 2187 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Fri Oct 18, 2013 22:16
22nd พิมพ์ว่า:
mubmibkung พิมพ์ว่า:
ม้าเฉียวกะจูล่งผมชอบมากเลย เดียวผมจัดหมวดให้นะ หลังไมค์ๆ  


พรุ่งนี้ว่าจะเอาลงกระทู้ พร้อมแปะลิ้งค์ชมรมอะครับ  


จัดไปเลยท่านวันนี้เงียบเหงามากในชมรม
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลลีกภูมิภาค
Status:
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 7480
ที่อยู่: Ok,bye!
โพสเมื่อ: Fri Oct 18, 2013 22:35
เทพรา (Ra) เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ของชาวอียิปต์

Ra,Amen(ดวงอาทิตย์-สุริยเทพ)เป็นเทพสูงสุด พระเสื้อเมือง Thebes "เทพเจ้ารา" คือ สุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งเฮลิโอโปลิส นครสิริยะ คำว่า"รา" อาจหมายถึงผู้สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ และเป็นคำแรกที่นำมา ใช้กับคำว่า "ซัน" ซึ่งหมายถึง ดวงอาทิตย์ ต่อมาก็ได้กลายเป็นพระนามของเทพเจ้า เทพเจ้ารามีสัญลักษณ์และมีพระนามเป็นจำนวนมาก นักปราชญ์บางคนกล่าวว่า รา-ฮารัคเต เป็นเทพเจ้าที่มีพระเศียรเป็นหัวเหยี่ยว ทรงสวมมงกุฎที่เป็นแผ่นวงกลมรูปดวงอาทิตย์และงูเห่ากำลังแผ่แม่เบี้ย ฮารัคเต หมายถึง เทพฮอรัสแห่งขอบฟ้ากว้างไกล ซึ่งก็คือแหล่งกำเนิดของดวงอาทิตย์นั่นเอง หากพิจารณาถึงบทบาทสำคัญของ เทพเจ้า รา-ฮารัคเต ก็ถือว่าเป็นสุริยเทพแห่งเฮลิโอโปลิสที่ชาวไอยคุปต์เคารพบูชาตลอดมา

เทพเจ้าราทรงได้รับยกย่องให้เป็นพระบิดาและราชาแห่งเทพยดา มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทั้งปวง เล่ากันว่ามนุษย์และสิ่งมีชีวิตเกิดมาจาก พระเสโทและน้ำพระเนตรของพระองค์ ตามตำนานเล่าว่า เทพเจ้าราทรงปกครองโลกซึ่งอยู่เหนือจักรวาลที่พระองค์ทรงเนรมิตขึ้น ต่อมาพระองค์ทรงแปลงกายเป็นมนุษย์ และ ได้กลายเป็นฟาโรห์พระองค์แรกที่ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์จนเจริญรุ่งเรือง ต่อมาเมื่อทรงชราภาพและอ่อนแอ ประชาชนบางกลุ่มคิดแข็งข้อ ต่อต้าน ทำให้พระองค์ดำริจะใช้ตาไฟเผาผลาญทำลายชีวิตกลุ่มบุคคดังกล่าวให้วอดวายแต่ได้รับข้อเสนอว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ที่ไม่ผิด เดือดร้อน ด้วยเหตุนี้พระองค์ทรงเนรมิตเทวีฮาเอทร์เป็นร่างสิงโตตัวเมียสูงใหญ่และดุร้ายออกไปล่ากลุ่มมนุษย์ชั่วร้าย สิงโตได้ฉีกเนื้อมนุษย์และ ดื่มเลือดเป็นอาหาร จนกระทั่งสิงโตเมามันกับการล่าเหยื่อจนกระทั่งทำลายมนุษย์บริสุทธิ์ เทพเจ้าราทรงเศร้าพระทัยมากกับการกระทำดังกล่าวจึงได้ อภัยให้แก่มนุษย์ และพระองค์พร้อมด้วยเหล่าเทพยดาทรงเสด็จสู่สวรรค์และได้กลายเป็นดวงดาวต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้สวรรค์กับโลกแยกจากกัน เล่ากันว่า ดวงอาทิตย์หรือเทพเจ้าราจะเดินทางข้ามบอบฟ้า จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกเป็นประจำทุกวัน เทพเจ้าราจะเสด็จโดย เรือแมนเจ็ตพร้อมด้วยเหล่าเทพเจ้าที่คอยทำลายศัตรูของเทพเจ้าราที่มักขวางทางขณะข้ามขอบฟ้าเป็นประจำ หัวหน้ากลุ่มศัตรูของเทพเจ้าราก็คือพญางูยักษ์เอเป็ป ซึ่งอาศัยอยู่ในวังน้ำลึกของแม่น้ำไนล์

มีตำนานเล่าว่า เทพเจ้าราทรงเกิดขึ้นตอนเช้าเป็นเด็ก และในตอนเที่ยงก็จะเป็นผู้ใหญ่ ครั้นถึงตอนเย็นก็จะเป็นคนชรา และ ต้องตายในคืนนั้น เรื่องนี้สอดคล้องกันตำนานเทพเจ้าราขณะทรงปกครองโลก โดยได้เล่าไว้ว่า เมื่อเทพเจ้าราเสด็จลงประทับเรือ เดินทางในยาม รัตติกาลก็จะจำแลงเปลี่ยนพระเศียรเป็นรูปหัวแกะ และพระองค์ก็ทรงมีพระนามอีกว่า "อัฟ-รา" หรือ "อัฟ" ซึ่งหมายถึงซากศพคนตาย พระองค์ เดินทางตลอดสิบสองชั่วโมงแห่งความมืด เรือที่ประทับมีชื่อว่า "เมเซ็ค เค็ต" (เรือยามราตรี) ตามความเชื่อของชาวไอยคุปต์ เชื่อว่าวิญญาณของฟาโรห์และมนุษย์ที่ตายไปแล้วจะอยู่ในรูปดวงดาว ซึ่งจะคอยรับใช้เป็นลูกเรือสุริยะ ดวงดาวเหล่านั้นก็จะไม่ตกในระหว่งช่วงเวลากลางวัน ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากแสงอันเจิดจ้าของดวงอาทิตย์นั่นเอง เทพเจ้าราเป็นเทพเจ้าที่ได้รับการสรรเสริญและเคารพบูชาทั่วทั้งอาณาจักรไอยคุปต์ ซึ่งต่างก็ถือว่าพระองค์คือผู้สร้างโลกและจักรวาล รวมทั้งเทพยดาทั้งมวล ในสมัยยุคอาณาจักรเก่าบรรดาฟาโรห์ที่ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ต่อกันมา มักจะตรัสอ้างว่าเป็นโอรสของเทพเจ้ารา และสวมเครื่องรางรูปพระเนตร อันเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้ารา อันหมายถึงอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์และสูงสุด





เทพราห์ผมชอบสุดเลย บูชายัญ 3 ตัว
My Locker
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 2187 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Sat Oct 19, 2013 02:52
ประยัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยเอโดะ
ยุคเอโดะ (, Edo-jidai, ?)

หรือยุคที่เรียกว่า โทคุคาวะ (Tokugawa-jidai) ค.ศ. 1603 - ค.ศ. 1868 โทะคุงะวะ อิเอะยะสุ (Tokugawa Ieyasu) ได้รวบอำนาจและตั้งรัฐบาลโชกุนขึ้นที่เอะโดะ (ปัจจุบันคือโตเกียว) ใน ค.ศ. 1603 และหลังจากนั้นอีก 260 ปี

การปกครองทั้งหลายก็ตกอยู่ในอำนาจของตระกูลโทะคุงะวะ รัฐบาลโทะคุงะวะได้ลิดรอนอำนาจจากจักรพรรดิ เชื้อพระวงศ์ และพระสงฆ์จนหมดสิ้น ได้ทำการปิดประเทศ และห้ามนับถือศาสนาคริสต์ (จำไม่ผิดหลังจากสงครามเซกิฮะระ โตคุกาว่า ปลดไดเมียวออกนับพันคน สงผลให้เกิดเหล่าซามุไรไร้เจ้านาย(หรือโรนิน) ขึ้นมากมาย เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง พวกซามูไรจึงต้องขายวิชาของตัวเอง (หรือการตั้งสำนักต่าง ๆ ขึ้น) และในช่วงนี้จึงเกิดซามูไรในตำนานคนหนึ่ง ผู้เขียนสุดยอดคำภรีห้าห่วง(ทนหายห่วง จึงต้องฝากไว้ก่อนโอฬาร.... ไม่ใช่ละ) มุซาชิ ขึ้น



แต่เนื่องจากการปกครองเกษตรกรอย่างเข้มงวดของรัฐบาล และความสงบที่ต่อเนื่องมานานถึง 250 ปี ได้ทำลายระบบเพิ่งพาตัวเองของเกษตรกรไปทีละเล็กทีละน้อยทำให้พวกเขายากจนลงจนเดือดร้อน และการปิดประเทศที่ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นล้าหลัง ส่งผลให้การปกครองของตระกุลโทคุกาวะสั่นคลอน

จนถึง ค.ศ. 1853 เมื่อนายพลเรื่อจัตวาเพอร์รี่ แห่งสหรัฐอเมริกามาถึงญี่ปุ่น และทำการกดดันให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศจังทำให้เกิดการปฏิรูปเมจิเพื่อคืนอำนาจให้จักรรพรรดิ

------------------------------------------

ยุคเอโดะ ยุคทองแห่งวณณกรรมของชาวเมือง
เนื่องจากประเทศสงบสุข การค้าขายเจริญก้าวหน้า อำนาจจึงถูกเปลี่ยนจากชนชั้นนักรบมาตกอยู่ในมือพ่อค้า ประกอบกับมีการคิดค้นเทคโนโลยีการพิมพ์ จึงก่อให้เกิดอาชีพผู้จัดพิมพ์และอาชีพนักเขียนขึ้นมากมาย

ยุคนี้เป็นยุคที่วัฒนธรรมของราษฏรสามัญเจริญจนถึงที่สุด ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17 จนถึงต้นศตวรรษที่ 18 เป็นยุคของวัฒนธรรม เก็นโระขุ (Genroku) ซึ่งเป็นของนักรบผสมกับราษฎรสามัญ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองใหญ่ ๆ อย่างเกียวโต โอซาก้า เอกลักษณ์คือละครหุ่น ละครคะบุขิและหัตถกรรมต่างๆ มีศิลปินกำเนิดจากราษฎรสามัญมากมาย เช่น นักเขียน อย่าง อิฮะระ ไซคะขุ (Ihara Saikaku) นักกลอนไฮขุ อย่าง มะทสึโอะ บะโช (Matsuo Bashou) นักแต่งบทละครหุ่น ละครคุบุขิ อย่าง ชิคะมะทสึ มงชะเอะมง (Chikamatsu MonZaemon)

จนเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ศูนย์กลางของวัฒนธรรมได้ย้ายไปอยู่เอะโดะ เป็นยุคของวัฒนธรรม คะเซ (Kasei) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชนชาวเมือง อันได้แก่ นวนิยาย ละครคะบุขิ ภาพอุคิโยะ บุงจิง-งะ เป็นต้น การศึกษาและวิชาการก็เจริญรุ่งเรือง ชนชั้นนักรบเล่าเรียนปรัชญาของขงจื้อและหลักคำสอน จูจื่อ (Chu Hsi) ซึ่งเป็นปรัชญาพื้นฐานที่ค้ำจุนการปกครองของรัฐบาลโทะคุงะวะ



การศึกษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นและดัตซ์ (ฮอลันดา) เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา มีการเปิดโรงเรียนตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อลูกหลานของชนชั้นนักรบ ราษฎรสามัญเองก็นิยมส่งลูกหลานไปศึกษาวิชาต่างๆ ที่วัด (terakoya)

ที่มา : กระจกส่องญี่ปุ่น โดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)

จบแล้วน่ะคับประวัติศาสตร์สมัยเอโดะซึ่งคราวหน้าผมจะหยิบยกประวัติของมิยาโมโตะ มูซาชิ มาคั้นน่ะคับเพราะเนื้อนั้นต่อกับน่ะคับโดยต่อจากสมัยเอโดะก็คือสมยปฎิรูปการปกครองยุคเมจิน่ะคับ
[/b]
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
1, 2, 3, 4, 5 ... 13, 14, 15
ไปที่หน้า
GO
ดูทีวีย้อนหลัง
แสดงความเห็น