สุดท้ายถ้าผ่านมา 5-10 ปี ทีมก็จะเลื่อนระดับจาก C เป็น B+ ถึง A แต่มันไม่เร็วแบบการทุ่มเงินแหวกกฎ แต่มันมีทางและมันยั่งยื่นกับสโมสร ได้ศูนย์ฝึก ได้สนาม ได้ mega store ได้การตลาด ได้ดาวรุ่ง พวกนี้คือความยั่งยืนที่พรีเมียร์ลีกคาดหวัง แม้เจ้าของจะไม่อยู่ในอนาคต
สุดท้ายถ้าผ่านมา 5-10 ปี ทีมก็จะเลื่อนระดับจาก C เป็น B+ ถึง A แต่มันไม่เร็วแบบการทุ่มเงินแหวกกฎ แต่มันมีทางและมันยั่งยื่นกับสโมสร ได้ศูนย์ฝึก ได้สนาม ได้ mega store ได้การตลาด ได้ดาวรุ่ง พวกนี้คือความยั่งยืนที่พรีเมียร์ลีกคาดหวัง แม้เจ้าของจะไม่อยู่ในอนาคต
สุดท้ายถ้าผ่านมา 5-10 ปี ทีมก็จะเลื่อนระดับจาก C เป็น B+ ถึง A แต่มันไม่เร็วแบบการทุ่มเงินแหวกกฎ แต่มันมีทางและมันยั่งยื่นกับสโมสร ได้ศูนย์ฝึก ได้สนาม ได้ mega store ได้การตลาด ได้ดาวรุ่ง พวกนี้คือความยั่งยืนที่พรีเมียร์ลีกคาดหวัง แม้เจ้าของจะไม่อยู่ในอนาคต
สุดท้ายถ้าผ่านมา 5-10 ปี ทีมก็จะเลื่อนระดับจาก C เป็น B+ ถึง A แต่มันไม่เร็วแบบการทุ่มเงินแหวกกฎ แต่มันมีทางและมันยั่งยื่นกับสโมสร ได้ศูนย์ฝึก ได้สนาม ได้ mega store ได้การตลาด ได้ดาวรุ่ง พวกนี้คือความยั่งยืนที่พรีเมียร์ลีกคาดหวัง แม้เจ้าของจะไม่อยู่ในอนาคต
สุดท้ายถ้าผ่านมา 5-10 ปี ทีมก็จะเลื่อนระดับจาก C เป็น B+ ถึง A แต่มันไม่เร็วแบบการทุ่มเงินแหวกกฎ แต่มันมีทางและมันยั่งยื่นกับสโมสร ได้ศูนย์ฝึก ได้สนาม ได้ mega store ได้การตลาด ได้ดาวรุ่ง พวกนี้คือความยั่งยืนที่พรีเมียร์ลีกคาดหวัง แม้เจ้าของจะไม่อยู่ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในบรรดาประธานสโมสรยุค 1963/64 มีบุคคลระดับ "มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ" และเศรษฐีท้องถิ่นที่มีบทบาทโดดเด่นดังนี้:
1. Sir John Moores (เอฟเวอร์ตัน) — เศรษฐีตัวจริงอันดับ 1 ของลีกธุรกิจ: ผู้ก่อตั้ง Littlewoods (ธุรกิจลอตเตอรี่ฟุตบอล หรือ Football Pools และห้างสรรพสินค้า) ความมั่งคั่ง: ในยุค 1960s John Moores จัดเป็นหนึ่งในผู้บริพัตรที่รวยที่สุดในสหราชอาณาจักร มีมูลค่าทรัพย์สินธุรกิจนับ สิบๆ ล้านปอนด์ (คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ในปัจจุบัน) บทบาท: เข้าดำรงตำแหน่งประธานเอฟเวอร์ตันในปี 1960 และใช้อัดฉีดเงินซื้อนักเตะระดับดาวดังด้วยค่าตัวสถิติประเทศหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้เอฟเวอร์ตันในฤดูกาล 1962/63 – 1963/64 ได้รับฉายาว่า "Mersey Millionaires" หรือ "Bank of England Club"
2. Louis Edwards (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)ธุรกิจ: อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และโรงฆ่าสัตว์ (Meat Wholesale) รายใหญ่ในแมนเชสเตอร์ความมั่งคั่ง: เศรษฐีระดับหลายร้อยแสนปอนด์ถึงหลักล้านปอนด์ในยุคนั้นบทบาท: ทยอยสะสมหุ้นแมนฯ ยูไนเต็ดตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 และก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในบอร์ดบริหารเคียงข้าง Matt Busby ช่วยอัดฉีดเงินและสร้างรากฐานยุค George Best, Bobby Charlton และ Denis Law จนคว้าแชมป์ FA Cup ปี 1963
3. Bob Lord (เบิร์นลีย์) — "คริสเตียโน โรนัลโด แห่งวงการเขียงหมู" ธุรกิจ: เครือร้านขายเนื้อสัตว์และโรงงานแปรรูปเนื้อในภาคเหนือ (North-West England) ความมั่งคั่ง: มหาเศรษฐีท้องถิ่น (Local Millionaire)บทบาท: เข้ากุมอำนาจที่เบิร์นลีย์ตั้งแต่ปี 1955 แม้ไม่ได้ร่ำรวยเท่า John Moores แต่ Bob Lord ขึ้นชื่อว่าเป็นประธานสโมสรที่ทรงอิทธิพลและเผด็จการที่สุดคนหนึ่งในลีก เป็นผู้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและศูนย์ฝึกซ้อมที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษยุคนั้น
4. Eric White & บอร์ดบริหาร (ลิเวอร์พูล)ธุรกิจ: นักธุรกิจและตระกูลท้องถิ่นในเมืองลิเวอร์พูล (ต่อมาตระกูล Moores ฝั่ง David Moores ก็เข้ามามีบทบาทเช่นกัน) ความมั่งคั่ง: ฐานะปานกลาง-ร่ำรวยตามมาตรฐานเจ้าของธุรกิจท้องถิ่น บทบาท: เป็นยุคที่ลิเวอร์พูลภายใต้ Bill Shankly กำลังผงาดขึ้นมา โดยในฤดูกาล 1963/64 ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ดิวิชัน 1 ได้สำเร็จ แม้บอร์ดไม่ได้ทุ่มเงินมหาศาลเท่าเอฟเวอร์ตันคู่ปรับร่วมเมือง แต่ก็สนับสนุนงบประมาณสร้างทีมอย่างมั่นคง