จุดเริ่มต้นและการเชื่อมโยงกับตระกูล MooresSir John Moores (เซอร์ จอห์น มูเรส): ผู้ก่อตั้งธุรกิจฟุตบอลพูล Littlewoods (ลิตเติลวูดส์) มหาเศรษฐีและนักธุรกิจชื่อดังแห่งเมืองลิเวอร์พูล (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Liverpool John Moores University) แม้ว่าตัว Sir John Moores เองจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารสโมสรเพื่อนบ้านอย่าง Everton ในอดีต แต่เครือญาติและตระกูลของเขาก็มีความผูกพันลึกซึ้งกับวงการฟุตบอลในเมืองนี้ยุคทองของครอบครัว: David Moores (เดวิด มูเรส)David Richard Moores (เดวิด มูเรส) เป็นบุคคลสำคัญที่สุดของตระกูลที่เข้ามาดูแลสโมสร Liverpool F.C. อย่างเต็มตัวเขาดำรงตำแหน่งประธานสโมสรลิเวอร์พูลตั้งแต่ปี 1991 จนถึงปี 2007ในช่วงที่เขาบริหาร David Moores ได้ใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวและครอบครัวในการสนับสนุนสโมสร และอยู่ในยุคที่ทีมคว้าแชมป์สำคัญรวมถึงถ้วย ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) อันลือลั่นในปี 2005 ที่อิสตันบูล
The business rapidly expanded in the 1950s, and in 1961 Edwards's company had contracts worth £393,000 a year and provided meat for 300,000 schools.[2] The following year it was floated on the stock exchange. In the mid-1960s, it employed 1,300 people, had eighty retail outlets and had contracts with Woolworths and authorities in Salford, Manchester and other parts of Lancashire.
On 5 February 1979, he sold his business to James Gulliver of Argyll Foods for £100,000.[3] The deal also included a 16 per cent stake in Manchester United for Gulliver, who became a vice-president of the club.[
Sir Samuel Hill-Wood (เซอร์ ซามูเอล ฮิลล์-วู้ด) ถือเป็นมหาเศรษฐีและคหบดีใหญ่ที่มีความมั่งคั่งอย่างมากในยุคสมัยของเขา (ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20) ต้นตระกูลและความมั่งคั่ง: ครอบครัวของเขาสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาจากธุรกิจอุตสาหกรรมสิ่งทอและผ้าฝ้าย (Cotton Industry) ใน Derbyshire ประเทศอังกฤษ การลงทุนในวงการฟุตบอล: ในช่วงปลายยุค 1800 ถึงต้นยุค 1900 เขาเป็นเจ้าของและประธานสโมสร Glossop North End โดยทุ่มเงินอัดฉีดส่วนตัวไปมากกว่า £30,000 ในยุคนั้น (ซึ่งเทียบเท่ากับเงินหลายล้านปอนด์ในปัจจุบัน) เพื่อดึงตัวนักเตะอาชีพและพาทีมไต่ขึ้นสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษ ต่อมาในปี 1927 เขาก้าวขึ้นเป็นประธานสโมสร Arsenal และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายสำคัญ ซึ่งนำพาอาร์เซน่อลเข้าสู่ยุคทองยุคแรกในทศวรรษ 1930 ตระกูล Hill-Wood ถือครองหุ้นสโมสร Arsenal สืบทอดต่อกันมาถึง 3 รุ่น (จาก Sir Samuel สู่ Denis และ Peter Hill-Wood ผู้เป็นหลานชาย) ก่อนที่หุ้นส่วนใหญ่ของตระกูลจะถูกทยอยขายให้กับนักลงทุนยุคใหม่อย่าง David Dein และ Stan Kroenke ในช่วงทศวรรษ 1980–2000
Spoil
Sir Bracewell Smith (เซอร์ แบรซเวลล์ สมิธ) ถือว่ารวยระดับมหาเศรษฐีชั้นนำของอังกฤษในยุคของเขา ความมั่งคั่งของเขาสูงมากจนได้รับฉายาในวงการว่าเป็นเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์และเครือโรงแรมหรู โดยมีที่มาจากแหล่งรายได้สำคัญ ได้แก่: จักรวรรดิโรงแรมหรู (Hospitality Empire): เขาเป็นผู้สร้างและเป็นเจ้าของ Park Lane Hotel ในกรุงลอนดอนตั้งแต่ปี 1920 ครอบครัวของเขายังเข้าครอบครองและเป็นเจ้าของ The Ritz Hotel (ลอนดอน) โรงแรมห้าดาวที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมายาวนานหลายสิบปี ก่อนที่ตระกูลจะขายไปในปี 1976 นอกจากนี้ ยังถือหุ้นในโรงแรมระดับตำนานอีกหลายแห่ง เช่น Hôtel Ritz Paris ในฝรั่งเศส และ Carlton Hotel ในลอนดอน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และกีฬา: ทำเงินได้อย่างมหาศาลจากการซื้อขายและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วอังกฤษ เข้าซื้อหุ้นก้อนใหญ่ของสโมสร Arsenal ในช่วงปี 1938 และก้าวขึ้นเป็นประธานสโมสรต่อจาก Sir Samuel Hill-Wood ดำรงตำแหน่งเป็นประธานของ Wembley Stadium Ltd. (ผู้บริหารสนามเวมบลีย์) สถานะทางสังคมและการเมือง: ความรวยและอิทธิพลส่งให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนักการเมืองระดับสูง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (MP) และได้รับเลือกเป็น Lord Mayor of London (นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน) ในปี 1946 ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นบารอเนต (Baronet) มรดกความรวยและหุ้นสโมสรอาร์เซน่อลที่เขาสร้างไว้ ได้ตกทอดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน (รวมถึง Sir Charles และ Lady Nina Bracewell-Smith) ซึ่งสร้างมูลค่ารวมหลายร้อยล้านปอนด์ในยุคต่อๆ มา
สุดท้ายถ้าผ่านมา 5-10 ปี ทีมก็จะเลื่อนระดับจาก C เป็น B+ ถึง A แต่มันไม่เร็วแบบการทุ่มเงินแหวกกฎ แต่มันมีทางและมันยั่งยื่นกับสโมสร ได้ศูนย์ฝึก ได้สนาม ได้ mega store ได้การตลาด ได้ดาวรุ่ง พวกนี้คือความยั่งยืนที่พรีเมียร์ลีกคาดหวัง แม้เจ้าของจะไม่อยู่ในอนาคต
สุดท้ายถ้าผ่านมา 5-10 ปี ทีมก็จะเลื่อนระดับจาก C เป็น B+ ถึง A แต่มันไม่เร็วแบบการทุ่มเงินแหวกกฎ แต่มันมีทางและมันยั่งยื่นกับสโมสร ได้ศูนย์ฝึก ได้สนาม ได้ mega store ได้การตลาด ได้ดาวรุ่ง พวกนี้คือความยั่งยืนที่พรีเมียร์ลีกคาดหวัง แม้เจ้าของจะไม่อยู่ในอนาคต
สุดท้ายถ้าผ่านมา 5-10 ปี ทีมก็จะเลื่อนระดับจาก C เป็น B+ ถึง A แต่มันไม่เร็วแบบการทุ่มเงินแหวกกฎ แต่มันมีทางและมันยั่งยื่นกับสโมสร ได้ศูนย์ฝึก ได้สนาม ได้ mega store ได้การตลาด ได้ดาวรุ่ง พวกนี้คือความยั่งยืนที่พรีเมียร์ลีกคาดหวัง แม้เจ้าของจะไม่อยู่ในอนาคต