Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Crystal_Blue พิมพ์ว่า:
เปิดบัญชี บริษัท รายได้เข้ามา มันก็เสียภาษีอัตโนมัติอยู่แล้ว 20% นะครับ เลี่ยงไม่ได้อันนี้ ฉ นั้น เขาจะมากลัวภาษีอะไร
จขกทเขาเชื่อในทฤษฏีสมคบคิด บางทีเรื่องนี้อาจจะถูกก็ได้
ผมรอเม้นแบบนี้อยุ่พอดีเลย มาจะอธิบายให้ฟังน้า
สิ่งที่ยัตต้องกังวลไม่ใช่การจ่ายภาษีประจำปีปกติ แต่คือสิ่งที่เรียกว่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลังจากงบการเงินที่มีรายการเงินกู้ยืมกรรมการค้างอยู่หลักสิบล้านจั๊พ
ผมคืนครูหมดแล้วรบกวนท่านอธิบายเรื่องการจ่ายภาษีของรายการกูยืมกรรมการหน่อยครับ ต้องเป็นการกู้ยืมในลักษณะใหนถึงมีเบี้ยปรับครับ
เนีียเราสู้มืออ่ะ บอกขนาดนี้แล้ว เด่วโทรไปบอกครูให้ตีตูดเลยนิ
ผมไม่รู้เลยถามไงท่าน ผมไม่ได้รู้เรื่องภาษี
มาครับ ยินดีอธิบายให้ฟังแบบละเอียดและสุภาพครับ (ครูไม่ต้องตีตู๊ดแล้วนะ 5555)
ประเด็นเรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการ ที่สรรพากรจะเข้ามาเล่นงานและมีเบี้ยปรับ มันเกิดจาก 2 เงื่อนไขหลักๆ
1. เรื่องดอกเบี้ยประเมิน (มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร)
ตามกฎหมาย บริษัทให้กรรมการยืมเงิน 14 ล้าน จะคิดดอกเบี้ย 0% หรือต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้ เว้นแต่จะมีเหตุผลอันสมควร หากในงบบัญชียื่นไปว่าไม่คิดดอกเบี้ย สรรพากรจะทำการ 'ประเมินดอกเบี้ยรับย้อนหลัง' ใส่เป็นรายได้ของบริษัททันที (คิดง่ายๆ ดอกเบี้ย MLR ประมาณ 5% ย้อนหลัง 3-4 ปี = บริษัทมีรายได้ซ่อนเพิ่มเข้ามาหลายล้าน)
2.เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (มาตรา 22 และ 27)
พอสรรพากรประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่บริษัทเคยยื่นไว้เดิมมัน ขาดหรือไม่ครบ
ภาษีฝั่งบุคคลธรรมดา (ของตัวกรรมการเอง) ถ้าสรรพากรประเมินว่าบริษัทมีดอกเบี้ยรับ ตัวกรรมการผู้กู้ก็อาจโดนประเมินว่า เงินต้น หลักสิบกว่าล้านนั้น ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน (มาตรา 40) หรือโบนัสแฝงที่ดึงออกมาจากบริษัท ซึ่งกรรมการต้องเอาเงินสิบกว่าล้านนี้ไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นบันไดสูงสุดถึง 35% ด้วย
ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) การที่บริษัทปล่อยกู้ให้กรรมการ แม้จะเป็นกรรมการตัวเอง สรรพากรจะมองว่าเข้าข่ายการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ บริษัทต้องนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะอีก 3.3% ของยอดดอกเบี้ยที่โดนประเมินด้วย
ผมอธิบายแบบนี้ ยังคิดว่าผมมโนไหมเนี๊ยครับ
ข้อมูลพวกนี้ผมว่ายอมความไปก็ไม่รอดนะครับ
หมายถึงไอ้ต้าไม่รอดเหรอครับ อธิบายผมที ไม่รอดอย่างไรครับ
ผมหมายถึงสรรพากรเขาไม่น่าเว้นให้ ต่อให้ยอมความก็เถอะ
ที่ผมถามก็เรื่องนี้แหละ สรรพกรจะจับต้าด้วยใช่ไหมที่ท่านกำลังจะสื่อ ? ผมจะได้อธิบาย
น่าจะเป็นเรื่องระหว่างชสรกับสรรพากร รึเปล่าครับ ถ้าตัวเลขมันผิดจริงๆอาจต้องจ่ายเบี้ยปรับตามที่ท่านบอก ส่วนเรื่องฟ้องกรรมการผมไม่มีความรู้เลย
ก็บอกแล้วไง ต้นโพส
พี่ยัตต้องตามง้อ ตาต้า แสนงอน ให้กลับมารับหุ้น
ผมถึงบอกไงว่าโครตฮา ตลกจัด เพราะตอนแรกแย่งหุ้นกัน
ตอนนี้ยัตต้องง้อให้ต้ามารับถือหุ้น ส่วนต้าก็จะลีลาหน่อยที่จะกลับไปรับหุ้น เผลอๆถ้าต้ามันไม่มีความรู้มากพอ มันกลัวที่จะรับหุ้นคืนด้วยซ้ำ แต่ทีมทนายเขาน่าจะบอกไว้หมดแล้ว
เรื่องนี้ถ้าถอนฟ้องทั้งสองฝั่ง มีคนคนเดียวที่เสี่ยงบิน ส่วนไอ้ต้า รอดแล้ว 100% ผมบอกแค่นี้แหละ
รอดที่หมายถึงคืออะไรครับ? ถ้าชสรต้องจ่าย รายได้ของชสรที่ต้องประเมินเพื่อมาแบ่งให้ต้าตอนไกล่เกลี่ยก็ลดลงด้วยหนิครับ
มันมีช่องรอดไม่บินอยู่
แต่พี่ยัตเจ็บทุกทางเลือก
ให้โอกาสไปอ่านต้นโพสอีกที
สรุปจบนะ เราพูดถึงหลักฐาน เอกสาร ไม่ใช่เรื่องมโน
คุณยังไม่ต้องเชื่อที่ผมพิมพ์ก็ได้ รอดูว่าคดีนี้จบยังไง ใครจ่าย ใครเจ็บ ไอ้ต้าต้องกลับไปถือหุ้นเปล่า ?
รอดูเอาเองเถอะ แต่เชื่อว่าถือหุ้นแปปเดียว เซ็นต์บางอย่างที่พี่ยัตยอมแลกทุกสิ่งในโลกเพื่อให้ได้แล้วเวลานี้เสร็จ ก็น่าจะขายหุ้น แยกย้าย
เอาตรงๆคือเจ็บ 2 เด้ง หรือจะเกียมมือโบกบิน ก็แล้วแต่พี่เขาเลย
เรื่องเบี้ยปรับ ชสรน่าจะจ่าย ถ้าประเมินแบ่งรายได้ตอนไกล่เกลี่ยน่าจะเจ็บทั้งคู่
ส่วนถ้าจะมีคดีอาญา เขาไม่น่าจะนับคนที่ถือหุ้นปัจจุบันรึเปล่าครับ อาจจะดูว่ากรรมการคนใหนมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี
ผมว่าถ้าท่านได้ข้อมูลเรื่องภาษีได้ สรรพากรคงมีไปก่อนแล้ว ยอมความคงไม่ช่วยแล้ว งั้นพี่ห่างอาจคุกแล้วนะครับถ้าพี่ห่างมีเจตนาเลี่ยงภาษีจริงตามที่ท่านว่า