ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1, 2, 3
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออนไลน์
ดาวซัลโวโอลิมปิก
Status: 4 แชมป์ยังไงให้โลกจำ
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Mar 2018
ตอบ: 6155
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Sep 03, 2026 20:15
[RE: สรรพกร end game ต้ายัต]
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Crystal_Blue พิมพ์ว่า:
เปิดบัญชี บริษัท รายได้เข้ามา มันก็เสียภาษีอัตโนมัติอยู่แล้ว 20% นะครับ เลี่ยงไม่ได้อันนี้ ฉ นั้น เขาจะมากลัวภาษีอะไร  


จขกทเขาเชื่อในทฤษฏีสมคบคิด บางทีเรื่องนี้อาจจะถูกก็ได้  


ผมรอเม้นแบบนี้อยุ่พอดีเลย มาจะอธิบายให้ฟังน้า

สิ่งที่ยัตต้องกังวลไม่ใช่การจ่ายภาษีประจำปีปกติ แต่คือสิ่งที่เรียกว่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลังจากงบการเงินที่มีรายการเงินกู้ยืมกรรมการค้างอยู่หลักสิบล้านจั๊พ

 


ผมคืนครูหมดแล้วรบกวนท่านอธิบายเรื่องการจ่ายภาษีของรายการกูยืมกรรมการหน่อยครับ ต้องเป็นการกู้ยืมในลักษณะใหนถึงมีเบี้ยปรับครับ  


เนีียเราสู้มืออ่ะ บอกขนาดนี้แล้ว เด่วโทรไปบอกครูให้ตีตูดเลยนิ  


ผมไม่รู้เลยถามไงท่าน ผมไม่ได้รู้เรื่องภาษี  


มาครับ ยินดีอธิบายให้ฟังแบบละเอียดและสุภาพครับ (ครูไม่ต้องตีตู๊ดแล้วนะ 5555)

ประเด็นเรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการ ที่สรรพากรจะเข้ามาเล่นงานและมีเบี้ยปรับ มันเกิดจาก 2 เงื่อนไขหลักๆ

1. เรื่องดอกเบี้ยประเมิน (มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร)
ตามกฎหมาย บริษัทให้กรรมการยืมเงิน 14 ล้าน จะคิดดอกเบี้ย 0% หรือต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้ เว้นแต่จะมีเหตุผลอันสมควร หากในงบบัญชียื่นไปว่าไม่คิดดอกเบี้ย สรรพากรจะทำการ 'ประเมินดอกเบี้ยรับย้อนหลัง' ใส่เป็นรายได้ของบริษัททันที (คิดง่ายๆ ดอกเบี้ย MLR ประมาณ 5% ย้อนหลัง 3-4 ปี = บริษัทมีรายได้ซ่อนเพิ่มเข้ามาหลายล้าน)

2.เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (มาตรา 22 และ 27)
พอสรรพากรประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่บริษัทเคยยื่นไว้เดิมมัน ขาดหรือไม่ครบ

ภาษีฝั่งบุคคลธรรมดา (ของตัวกรรมการเอง) ถ้าสรรพากรประเมินว่าบริษัทมีดอกเบี้ยรับ ตัวกรรมการผู้กู้ก็อาจโดนประเมินว่า เงินต้น หลักสิบกว่าล้านนั้น ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน (มาตรา 40) หรือโบนัสแฝงที่ดึงออกมาจากบริษัท ซึ่งกรรมการต้องเอาเงินสิบกว่าล้านนี้ไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นบันไดสูงสุดถึง 35% ด้วย

ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) การที่บริษัทปล่อยกู้ให้กรรมการ แม้จะเป็นกรรมการตัวเอง สรรพากรจะมองว่าเข้าข่ายการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ บริษัทต้องนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะอีก 3.3% ของยอดดอกเบี้ยที่โดนประเมินด้วย


ผมอธิบายแบบนี้ ยังคิดว่าผมมโนไหมเนี๊ยครับ  


ข้อมูลพวกนี้ผมว่ายอมความไปก็ไม่รอดนะครับ  


หมายถึงไอ้ต้าไม่รอดเหรอครับ อธิบายผมที ไม่รอดอย่างไรครับ  


ผมหมายถึงสรรพากรเขาไม่น่าเว้นให้ ต่อให้ยอมความก็เถอะ  


ที่ผมถามก็เรื่องนี้แหละ สรรพกรจะจับต้าด้วยใช่ไหมที่ท่านกำลังจะสื่อ ? ผมจะได้อธิบาย  


น่าจะเป็นเรื่องระหว่างชสรกับสรรพากร รึเปล่าครับ ถ้าตัวเลขมันผิดจริงๆอาจต้องจ่ายเบี้ยปรับตามที่ท่านบอก ส่วนเรื่องฟ้องกรรมการผมไม่มีความรู้เลย  


ก็บอกแล้วไง ต้นโพส

พี่ยัตต้องตามง้อ ตาต้า แสนงอน ให้กลับมารับหุ้น

ผมถึงบอกไงว่าโครตฮา ตลกจัด เพราะตอนแรกแย่งหุ้นกัน

ตอนนี้ยัตต้องง้อให้ต้ามารับถือหุ้น ส่วนต้าก็จะลีลาหน่อยที่จะกลับไปรับหุ้น เผลอๆถ้าต้ามันไม่มีความรู้มากพอ มันกลัวที่จะรับหุ้นคืนด้วยซ้ำ แต่ทีมทนายเขาน่าจะบอกไว้หมดแล้ว

เรื่องนี้ถ้าถอนฟ้องทั้งสองฝั่ง มีคนคนเดียวที่เสี่ยงบิน ส่วนไอ้ต้า รอดแล้ว 100% ผมบอกแค่นี้แหละ  


รอดที่หมายถึงคืออะไรครับ? ถ้าชสรต้องจ่าย รายได้ของชสรที่ต้องประเมินเพื่อมาแบ่งให้ต้าตอนไกล่เกลี่ยก็ลดลงด้วยหนิครับ  


มันมีช่องรอดไม่บินอยู่

แต่พี่ยัตเจ็บทุกทางเลือก

ให้โอกาสไปอ่านต้นโพสอีกที

สรุปจบนะ เราพูดถึงหลักฐาน เอกสาร ไม่ใช่เรื่องมโน

คุณยังไม่ต้องเชื่อที่ผมพิมพ์ก็ได้ รอดูว่าคดีนี้จบยังไง ใครจ่าย ใครเจ็บ ไอ้ต้าต้องกลับไปถือหุ้นเปล่า ?

รอดูเอาเองเถอะ แต่เชื่อว่าถือหุ้นแปปเดียว เซ็นต์บางอย่างที่พี่ยัตยอมแลกทุกสิ่งในโลกเพื่อให้ได้แล้วเวลานี้เสร็จ ก็น่าจะขายหุ้น แยกย้าย

เอาตรงๆคือเจ็บ 2 เด้ง หรือจะเกียมมือโบกบิน ก็แล้วแต่พี่เขาเลย

0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
นักเตะอบต.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 Oct 2022
ตอบ: 1799
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Sep 03, 2026 20:25
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Crystal_Blue พิมพ์ว่า:
เปิดบัญชี บริษัท รายได้เข้ามา มันก็เสียภาษีอัตโนมัติอยู่แล้ว 20% นะครับ เลี่ยงไม่ได้อันนี้ ฉ นั้น เขาจะมากลัวภาษีอะไร  


จขกทเขาเชื่อในทฤษฏีสมคบคิด บางทีเรื่องนี้อาจจะถูกก็ได้  


ผมรอเม้นแบบนี้อยุ่พอดีเลย มาจะอธิบายให้ฟังน้า

สิ่งที่ยัตต้องกังวลไม่ใช่การจ่ายภาษีประจำปีปกติ แต่คือสิ่งที่เรียกว่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลังจากงบการเงินที่มีรายการเงินกู้ยืมกรรมการค้างอยู่หลักสิบล้านจั๊พ

 


ผมคืนครูหมดแล้วรบกวนท่านอธิบายเรื่องการจ่ายภาษีของรายการกูยืมกรรมการหน่อยครับ ต้องเป็นการกู้ยืมในลักษณะใหนถึงมีเบี้ยปรับครับ  


เนีียเราสู้มืออ่ะ บอกขนาดนี้แล้ว เด่วโทรไปบอกครูให้ตีตูดเลยนิ  


ผมไม่รู้เลยถามไงท่าน ผมไม่ได้รู้เรื่องภาษี  


มาครับ ยินดีอธิบายให้ฟังแบบละเอียดและสุภาพครับ (ครูไม่ต้องตีตู๊ดแล้วนะ 5555)

ประเด็นเรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการ ที่สรรพากรจะเข้ามาเล่นงานและมีเบี้ยปรับ มันเกิดจาก 2 เงื่อนไขหลักๆ

1. เรื่องดอกเบี้ยประเมิน (มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร)
ตามกฎหมาย บริษัทให้กรรมการยืมเงิน 14 ล้าน จะคิดดอกเบี้ย 0% หรือต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้ เว้นแต่จะมีเหตุผลอันสมควร หากในงบบัญชียื่นไปว่าไม่คิดดอกเบี้ย สรรพากรจะทำการ 'ประเมินดอกเบี้ยรับย้อนหลัง' ใส่เป็นรายได้ของบริษัททันที (คิดง่ายๆ ดอกเบี้ย MLR ประมาณ 5% ย้อนหลัง 3-4 ปี = บริษัทมีรายได้ซ่อนเพิ่มเข้ามาหลายล้าน)

2.เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (มาตรา 22 และ 27)
พอสรรพากรประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่บริษัทเคยยื่นไว้เดิมมัน ขาดหรือไม่ครบ

ภาษีฝั่งบุคคลธรรมดา (ของตัวกรรมการเอง) ถ้าสรรพากรประเมินว่าบริษัทมีดอกเบี้ยรับ ตัวกรรมการผู้กู้ก็อาจโดนประเมินว่า เงินต้น หลักสิบกว่าล้านนั้น ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน (มาตรา 40) หรือโบนัสแฝงที่ดึงออกมาจากบริษัท ซึ่งกรรมการต้องเอาเงินสิบกว่าล้านนี้ไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นบันไดสูงสุดถึง 35% ด้วย

ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) การที่บริษัทปล่อยกู้ให้กรรมการ แม้จะเป็นกรรมการตัวเอง สรรพากรจะมองว่าเข้าข่ายการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ บริษัทต้องนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะอีก 3.3% ของยอดดอกเบี้ยที่โดนประเมินด้วย


ผมอธิบายแบบนี้ ยังคิดว่าผมมโนไหมเนี๊ยครับ  


ข้อมูลพวกนี้ผมว่ายอมความไปก็ไม่รอดนะครับ  


หมายถึงไอ้ต้าไม่รอดเหรอครับ อธิบายผมที ไม่รอดอย่างไรครับ  


ผมหมายถึงสรรพากรเขาไม่น่าเว้นให้ ต่อให้ยอมความก็เถอะ  


ที่ผมถามก็เรื่องนี้แหละ สรรพกรจะจับต้าด้วยใช่ไหมที่ท่านกำลังจะสื่อ ? ผมจะได้อธิบาย  


น่าจะเป็นเรื่องระหว่างชสรกับสรรพากร รึเปล่าครับ ถ้าตัวเลขมันผิดจริงๆอาจต้องจ่ายเบี้ยปรับตามที่ท่านบอก ส่วนเรื่องฟ้องกรรมการผมไม่มีความรู้เลย  


ก็บอกแล้วไง ต้นโพส

พี่ยัตต้องตามง้อ ตาต้า แสนงอน ให้กลับมารับหุ้น

ผมถึงบอกไงว่าโครตฮา ตลกจัด เพราะตอนแรกแย่งหุ้นกัน

ตอนนี้ยัตต้องง้อให้ต้ามารับถือหุ้น ส่วนต้าก็จะลีลาหน่อยที่จะกลับไปรับหุ้น เผลอๆถ้าต้ามันไม่มีความรู้มากพอ มันกลัวที่จะรับหุ้นคืนด้วยซ้ำ แต่ทีมทนายเขาน่าจะบอกไว้หมดแล้ว

เรื่องนี้ถ้าถอนฟ้องทั้งสองฝั่ง มีคนคนเดียวที่เสี่ยงบิน ส่วนไอ้ต้า รอดแล้ว 100% ผมบอกแค่นี้แหละ  


รอดที่หมายถึงคืออะไรครับ? ถ้าชสรต้องจ่าย รายได้ของชสรที่ต้องประเมินเพื่อมาแบ่งให้ต้าตอนไกล่เกลี่ยก็ลดลงด้วยหนิครับ  


มันมีช่องรอดไม่บินอยู่

แต่พี่ยัตเจ็บทุกทางเลือก

ให้โอกาสไปอ่านต้นโพสอีกที

สรุปจบนะ เราพูดถึงหลักฐาน เอกสาร ไม่ใช่เรื่องมโน

คุณยังไม่ต้องเชื่อที่ผมพิมพ์ก็ได้ รอดูว่าคดีนี้จบยังไง ใครจ่าย ใครเจ็บ ไอ้ต้าต้องกลับไปถือหุ้นเปล่า ?

รอดูเอาเองเถอะ แต่เชื่อว่าถือหุ้นแปปเดียว เซ็นต์บางอย่างที่พี่ยัตยอมแลกทุกสิ่งในโลกเพื่อให้ได้แล้วเวลานี้เสร็จ ก็น่าจะขายหุ้น แยกย้าย

เอาตรงๆคือเจ็บ 2 เด้ง หรือจะเกียมมือโบกบิน ก็แล้วแต่พี่เขาเลย

 


เรื่องเบี้ยปรับ ชสรน่าจะจ่าย ถ้าประเมินแบ่งรายได้ตอนไกล่เกลี่ยน่าจะเจ็บทั้งคู่

ส่วนถ้าจะมีคดีอาญา เขาไม่น่าจะนับคนที่ถือหุ้นปัจจุบันรึเปล่าครับ อาจจะดูว่ากรรมการคนใหนมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี

ผมว่าถ้าท่านได้ข้อมูลเรื่องภาษีได้ สรรพากรคงมีไปก่อนแล้ว ยอมความคงไม่ช่วยแล้ว งั้นพี่ห่างอาจคุกแล้วนะครับถ้าพี่ห่างมีเจตนาเลี่ยงภาษีจริงตามที่ท่านว่า
โพสต์บน Soccersuck V2
แก้ไขล่าสุดโดย bibimbub เมื่อ Thu Sep 03, 2026 20:26, ทั้งหมด 1 ครั้ง
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
icon-mybid
ออนไลน์
ดาวซัลโวโอลิมปิก
Status: 4 แชมป์ยังไงให้โลกจำ
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Mar 2018
ตอบ: 6155
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Sep 03, 2026 20:28
[RE: สรรพกร end game ต้ายัต]
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Crystal_Blue พิมพ์ว่า:
เปิดบัญชี บริษัท รายได้เข้ามา มันก็เสียภาษีอัตโนมัติอยู่แล้ว 20% นะครับ เลี่ยงไม่ได้อันนี้ ฉ นั้น เขาจะมากลัวภาษีอะไร  


จขกทเขาเชื่อในทฤษฏีสมคบคิด บางทีเรื่องนี้อาจจะถูกก็ได้  


ผมรอเม้นแบบนี้อยุ่พอดีเลย มาจะอธิบายให้ฟังน้า

สิ่งที่ยัตต้องกังวลไม่ใช่การจ่ายภาษีประจำปีปกติ แต่คือสิ่งที่เรียกว่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลังจากงบการเงินที่มีรายการเงินกู้ยืมกรรมการค้างอยู่หลักสิบล้านจั๊พ

 


ผมคืนครูหมดแล้วรบกวนท่านอธิบายเรื่องการจ่ายภาษีของรายการกูยืมกรรมการหน่อยครับ ต้องเป็นการกู้ยืมในลักษณะใหนถึงมีเบี้ยปรับครับ  


เนีียเราสู้มืออ่ะ บอกขนาดนี้แล้ว เด่วโทรไปบอกครูให้ตีตูดเลยนิ  


ผมไม่รู้เลยถามไงท่าน ผมไม่ได้รู้เรื่องภาษี  


มาครับ ยินดีอธิบายให้ฟังแบบละเอียดและสุภาพครับ (ครูไม่ต้องตีตู๊ดแล้วนะ 5555)

ประเด็นเรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการ ที่สรรพากรจะเข้ามาเล่นงานและมีเบี้ยปรับ มันเกิดจาก 2 เงื่อนไขหลักๆ

1. เรื่องดอกเบี้ยประเมิน (มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร)
ตามกฎหมาย บริษัทให้กรรมการยืมเงิน 14 ล้าน จะคิดดอกเบี้ย 0% หรือต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้ เว้นแต่จะมีเหตุผลอันสมควร หากในงบบัญชียื่นไปว่าไม่คิดดอกเบี้ย สรรพากรจะทำการ 'ประเมินดอกเบี้ยรับย้อนหลัง' ใส่เป็นรายได้ของบริษัททันที (คิดง่ายๆ ดอกเบี้ย MLR ประมาณ 5% ย้อนหลัง 3-4 ปี = บริษัทมีรายได้ซ่อนเพิ่มเข้ามาหลายล้าน)

2.เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (มาตรา 22 และ 27)
พอสรรพากรประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่บริษัทเคยยื่นไว้เดิมมัน ขาดหรือไม่ครบ

ภาษีฝั่งบุคคลธรรมดา (ของตัวกรรมการเอง) ถ้าสรรพากรประเมินว่าบริษัทมีดอกเบี้ยรับ ตัวกรรมการผู้กู้ก็อาจโดนประเมินว่า เงินต้น หลักสิบกว่าล้านนั้น ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน (มาตรา 40) หรือโบนัสแฝงที่ดึงออกมาจากบริษัท ซึ่งกรรมการต้องเอาเงินสิบกว่าล้านนี้ไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นบันไดสูงสุดถึง 35% ด้วย

ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) การที่บริษัทปล่อยกู้ให้กรรมการ แม้จะเป็นกรรมการตัวเอง สรรพากรจะมองว่าเข้าข่ายการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ บริษัทต้องนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะอีก 3.3% ของยอดดอกเบี้ยที่โดนประเมินด้วย


ผมอธิบายแบบนี้ ยังคิดว่าผมมโนไหมเนี๊ยครับ  


ข้อมูลพวกนี้ผมว่ายอมความไปก็ไม่รอดนะครับ  


หมายถึงไอ้ต้าไม่รอดเหรอครับ อธิบายผมที ไม่รอดอย่างไรครับ  


ผมหมายถึงสรรพากรเขาไม่น่าเว้นให้ ต่อให้ยอมความก็เถอะ  


ที่ผมถามก็เรื่องนี้แหละ สรรพกรจะจับต้าด้วยใช่ไหมที่ท่านกำลังจะสื่อ ? ผมจะได้อธิบาย  


น่าจะเป็นเรื่องระหว่างชสรกับสรรพากร รึเปล่าครับ ถ้าตัวเลขมันผิดจริงๆอาจต้องจ่ายเบี้ยปรับตามที่ท่านบอก ส่วนเรื่องฟ้องกรรมการผมไม่มีความรู้เลย  


ก็บอกแล้วไง ต้นโพส

พี่ยัตต้องตามง้อ ตาต้า แสนงอน ให้กลับมารับหุ้น

ผมถึงบอกไงว่าโครตฮา ตลกจัด เพราะตอนแรกแย่งหุ้นกัน

ตอนนี้ยัตต้องง้อให้ต้ามารับถือหุ้น ส่วนต้าก็จะลีลาหน่อยที่จะกลับไปรับหุ้น เผลอๆถ้าต้ามันไม่มีความรู้มากพอ มันกลัวที่จะรับหุ้นคืนด้วยซ้ำ แต่ทีมทนายเขาน่าจะบอกไว้หมดแล้ว

เรื่องนี้ถ้าถอนฟ้องทั้งสองฝั่ง มีคนคนเดียวที่เสี่ยงบิน ส่วนไอ้ต้า รอดแล้ว 100% ผมบอกแค่นี้แหละ  


รอดที่หมายถึงคืออะไรครับ? ถ้าชสรต้องจ่าย รายได้ของชสรที่ต้องประเมินเพื่อมาแบ่งให้ต้าตอนไกล่เกลี่ยก็ลดลงด้วยหนิครับ  


มันมีช่องรอดไม่บินอยู่

แต่พี่ยัตเจ็บทุกทางเลือก

ให้โอกาสไปอ่านต้นโพสอีกที

สรุปจบนะ เราพูดถึงหลักฐาน เอกสาร ไม่ใช่เรื่องมโน

คุณยังไม่ต้องเชื่อที่ผมพิมพ์ก็ได้ รอดูว่าคดีนี้จบยังไง ใครจ่าย ใครเจ็บ ไอ้ต้าต้องกลับไปถือหุ้นเปล่า ?

รอดูเอาเองเถอะ แต่เชื่อว่าถือหุ้นแปปเดียว เซ็นต์บางอย่างที่พี่ยัตยอมแลกทุกสิ่งในโลกเพื่อให้ได้แล้วเวลานี้เสร็จ ก็น่าจะขายหุ้น แยกย้าย

เอาตรงๆคือเจ็บ 2 เด้ง หรือจะเกียมมือโบกบิน ก็แล้วแต่พี่เขาเลย

 


เรื่องเบี้ยปรับ ชสรน่าจะจ่าย ถ้าประเมินแบ่งรายได้ตอนไกล่เกลี่ยน่าจะเจ็บทั้งคู่

ส่วนถ้าจะมีคดีอาญา เขาไม่น่าจะนับคนที่ถือหุ้นปัจจุบันรึเปล่าครับ อาจจะดูว่ากรรมการคนใหนมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี

ผมว่าถ้าท่านได้ข้อมูลเรื่องภาษีได้ สรรพากรคงมีไปก่อนแล้ว ยอมความคงไม่ช่วยแล้ว งั้นพี่ห่างอาจคุกแล้วนะครับถ้าพี่ห่างมีเจตนาเลี่ยงภาษีจริงตามที่ท่านว่า  


ในทางภาษี นิติบุคคล (ชสร) คือผู้โดนประเมินหนี้ก็จริงครับ แต่ถ้าบริษัทไม่มีเงินจ่าย กรมสรรพากรจะใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร ไล่เบี้ยและอายัดทรัพย์สินส่วนตัวของ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม(ซึ่งก็คือยัต) คนเดียวครับ ต้าที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและขายหุ้นออกไปแล้ว จะมีเกราะป้องกันทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทำให้ไม่ต้องเอาเงินส่วนตัวมาร่วมชดใช้หนี้ภาษีของบริษัทครับ

0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
นักเตะอบต.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 Oct 2022
ตอบ: 1799
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Sep 03, 2026 20:33
Re: สรรพกร end game ต้ายัต
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Crystal_Blue พิมพ์ว่า:
เปิดบัญชี บริษัท รายได้เข้ามา มันก็เสียภาษีอัตโนมัติอยู่แล้ว 20% นะครับ เลี่ยงไม่ได้อันนี้ ฉ นั้น เขาจะมากลัวภาษีอะไร  


จขกทเขาเชื่อในทฤษฏีสมคบคิด บางทีเรื่องนี้อาจจะถูกก็ได้  


ผมรอเม้นแบบนี้อยุ่พอดีเลย มาจะอธิบายให้ฟังน้า

สิ่งที่ยัตต้องกังวลไม่ใช่การจ่ายภาษีประจำปีปกติ แต่คือสิ่งที่เรียกว่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลังจากงบการเงินที่มีรายการเงินกู้ยืมกรรมการค้างอยู่หลักสิบล้านจั๊พ

 


ผมคืนครูหมดแล้วรบกวนท่านอธิบายเรื่องการจ่ายภาษีของรายการกูยืมกรรมการหน่อยครับ ต้องเป็นการกู้ยืมในลักษณะใหนถึงมีเบี้ยปรับครับ  


เนีียเราสู้มืออ่ะ บอกขนาดนี้แล้ว เด่วโทรไปบอกครูให้ตีตูดเลยนิ  


ผมไม่รู้เลยถามไงท่าน ผมไม่ได้รู้เรื่องภาษี  


มาครับ ยินดีอธิบายให้ฟังแบบละเอียดและสุภาพครับ (ครูไม่ต้องตีตู๊ดแล้วนะ 5555)

ประเด็นเรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการ ที่สรรพากรจะเข้ามาเล่นงานและมีเบี้ยปรับ มันเกิดจาก 2 เงื่อนไขหลักๆ

1. เรื่องดอกเบี้ยประเมิน (มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร)
ตามกฎหมาย บริษัทให้กรรมการยืมเงิน 14 ล้าน จะคิดดอกเบี้ย 0% หรือต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้ เว้นแต่จะมีเหตุผลอันสมควร หากในงบบัญชียื่นไปว่าไม่คิดดอกเบี้ย สรรพากรจะทำการ 'ประเมินดอกเบี้ยรับย้อนหลัง' ใส่เป็นรายได้ของบริษัททันที (คิดง่ายๆ ดอกเบี้ย MLR ประมาณ 5% ย้อนหลัง 3-4 ปี = บริษัทมีรายได้ซ่อนเพิ่มเข้ามาหลายล้าน)

2.เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (มาตรา 22 และ 27)
พอสรรพากรประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่บริษัทเคยยื่นไว้เดิมมัน ขาดหรือไม่ครบ

ภาษีฝั่งบุคคลธรรมดา (ของตัวกรรมการเอง) ถ้าสรรพากรประเมินว่าบริษัทมีดอกเบี้ยรับ ตัวกรรมการผู้กู้ก็อาจโดนประเมินว่า เงินต้น หลักสิบกว่าล้านนั้น ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน (มาตรา 40) หรือโบนัสแฝงที่ดึงออกมาจากบริษัท ซึ่งกรรมการต้องเอาเงินสิบกว่าล้านนี้ไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นบันไดสูงสุดถึง 35% ด้วย

ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) การที่บริษัทปล่อยกู้ให้กรรมการ แม้จะเป็นกรรมการตัวเอง สรรพากรจะมองว่าเข้าข่ายการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ บริษัทต้องนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะอีก 3.3% ของยอดดอกเบี้ยที่โดนประเมินด้วย


ผมอธิบายแบบนี้ ยังคิดว่าผมมโนไหมเนี๊ยครับ  


ข้อมูลพวกนี้ผมว่ายอมความไปก็ไม่รอดนะครับ  


หมายถึงไอ้ต้าไม่รอดเหรอครับ อธิบายผมที ไม่รอดอย่างไรครับ  


ผมหมายถึงสรรพากรเขาไม่น่าเว้นให้ ต่อให้ยอมความก็เถอะ  


ที่ผมถามก็เรื่องนี้แหละ สรรพกรจะจับต้าด้วยใช่ไหมที่ท่านกำลังจะสื่อ ? ผมจะได้อธิบาย  


น่าจะเป็นเรื่องระหว่างชสรกับสรรพากร รึเปล่าครับ ถ้าตัวเลขมันผิดจริงๆอาจต้องจ่ายเบี้ยปรับตามที่ท่านบอก ส่วนเรื่องฟ้องกรรมการผมไม่มีความรู้เลย  


ก็บอกแล้วไง ต้นโพส

พี่ยัตต้องตามง้อ ตาต้า แสนงอน ให้กลับมารับหุ้น

ผมถึงบอกไงว่าโครตฮา ตลกจัด เพราะตอนแรกแย่งหุ้นกัน

ตอนนี้ยัตต้องง้อให้ต้ามารับถือหุ้น ส่วนต้าก็จะลีลาหน่อยที่จะกลับไปรับหุ้น เผลอๆถ้าต้ามันไม่มีความรู้มากพอ มันกลัวที่จะรับหุ้นคืนด้วยซ้ำ แต่ทีมทนายเขาน่าจะบอกไว้หมดแล้ว

เรื่องนี้ถ้าถอนฟ้องทั้งสองฝั่ง มีคนคนเดียวที่เสี่ยงบิน ส่วนไอ้ต้า รอดแล้ว 100% ผมบอกแค่นี้แหละ  


รอดที่หมายถึงคืออะไรครับ? ถ้าชสรต้องจ่าย รายได้ของชสรที่ต้องประเมินเพื่อมาแบ่งให้ต้าตอนไกล่เกลี่ยก็ลดลงด้วยหนิครับ  


มันมีช่องรอดไม่บินอยู่

แต่พี่ยัตเจ็บทุกทางเลือก

ให้โอกาสไปอ่านต้นโพสอีกที

สรุปจบนะ เราพูดถึงหลักฐาน เอกสาร ไม่ใช่เรื่องมโน

คุณยังไม่ต้องเชื่อที่ผมพิมพ์ก็ได้ รอดูว่าคดีนี้จบยังไง ใครจ่าย ใครเจ็บ ไอ้ต้าต้องกลับไปถือหุ้นเปล่า ?

รอดูเอาเองเถอะ แต่เชื่อว่าถือหุ้นแปปเดียว เซ็นต์บางอย่างที่พี่ยัตยอมแลกทุกสิ่งในโลกเพื่อให้ได้แล้วเวลานี้เสร็จ ก็น่าจะขายหุ้น แยกย้าย

เอาตรงๆคือเจ็บ 2 เด้ง หรือจะเกียมมือโบกบิน ก็แล้วแต่พี่เขาเลย

 


เรื่องเบี้ยปรับ ชสรน่าจะจ่าย ถ้าประเมินแบ่งรายได้ตอนไกล่เกลี่ยน่าจะเจ็บทั้งคู่

ส่วนถ้าจะมีคดีอาญา เขาไม่น่าจะนับคนที่ถือหุ้นปัจจุบันรึเปล่าครับ อาจจะดูว่ากรรมการคนใหนมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี

ผมว่าถ้าท่านได้ข้อมูลเรื่องภาษีได้ สรรพากรคงมีไปก่อนแล้ว ยอมความคงไม่ช่วยแล้ว งั้นพี่ห่างอาจคุกแล้วนะครับถ้าพี่ห่างมีเจตนาเลี่ยงภาษีจริงตามที่ท่านว่า  


ในทางภาษี นิติบุคคล (ชสร) คือผู้โดนประเมินหนี้ก็จริงครับ แต่ถ้าบริษัทไม่มีเงินจ่าย กรมสรรพากรจะใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร ไล่เบี้ยและอายัดทรัพย์สินส่วนตัวของ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม(ซึ่งก็คือยัต) คนเดียวครับ ต้าที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและขายหุ้นออกไปแล้ว จะมีเกราะป้องกันทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทำให้ไม่ต้องเอาเงินส่วนตัวมาร่วมชดใช้หนี้ภาษีของบริษัทครับ

 


สมมตินะครับ เหลืองห่างเซ็นให้กู้ทั้งคู่ ห่างใช้หนี้สิบล้าน แล้วยกหุ้นตัวเองทั้งหมดให้ใครซักคน

อย่างงี้จะถือว่ารอดอาญาคู่มั้ยครับ
โพสต์บน Soccersuck V2
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
ดาวซัลโวโอลิมปิก
Status: 4 แชมป์ยังไงให้โลกจำ
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Mar 2018
ตอบ: 6155
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Sep 03, 2026 20:39
[RE: สรรพกร end game ต้ายัต]
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Crystal_Blue พิมพ์ว่า:
เปิดบัญชี บริษัท รายได้เข้ามา มันก็เสียภาษีอัตโนมัติอยู่แล้ว 20% นะครับ เลี่ยงไม่ได้อันนี้ ฉ นั้น เขาจะมากลัวภาษีอะไร  


จขกทเขาเชื่อในทฤษฏีสมคบคิด บางทีเรื่องนี้อาจจะถูกก็ได้  


ผมรอเม้นแบบนี้อยุ่พอดีเลย มาจะอธิบายให้ฟังน้า

สิ่งที่ยัตต้องกังวลไม่ใช่การจ่ายภาษีประจำปีปกติ แต่คือสิ่งที่เรียกว่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลังจากงบการเงินที่มีรายการเงินกู้ยืมกรรมการค้างอยู่หลักสิบล้านจั๊พ

 


ผมคืนครูหมดแล้วรบกวนท่านอธิบายเรื่องการจ่ายภาษีของรายการกูยืมกรรมการหน่อยครับ ต้องเป็นการกู้ยืมในลักษณะใหนถึงมีเบี้ยปรับครับ  


เนีียเราสู้มืออ่ะ บอกขนาดนี้แล้ว เด่วโทรไปบอกครูให้ตีตูดเลยนิ  


ผมไม่รู้เลยถามไงท่าน ผมไม่ได้รู้เรื่องภาษี  


มาครับ ยินดีอธิบายให้ฟังแบบละเอียดและสุภาพครับ (ครูไม่ต้องตีตู๊ดแล้วนะ 5555)

ประเด็นเรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการ ที่สรรพากรจะเข้ามาเล่นงานและมีเบี้ยปรับ มันเกิดจาก 2 เงื่อนไขหลักๆ

1. เรื่องดอกเบี้ยประเมิน (มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร)
ตามกฎหมาย บริษัทให้กรรมการยืมเงิน 14 ล้าน จะคิดดอกเบี้ย 0% หรือต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้ เว้นแต่จะมีเหตุผลอันสมควร หากในงบบัญชียื่นไปว่าไม่คิดดอกเบี้ย สรรพากรจะทำการ 'ประเมินดอกเบี้ยรับย้อนหลัง' ใส่เป็นรายได้ของบริษัททันที (คิดง่ายๆ ดอกเบี้ย MLR ประมาณ 5% ย้อนหลัง 3-4 ปี = บริษัทมีรายได้ซ่อนเพิ่มเข้ามาหลายล้าน)

2.เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (มาตรา 22 และ 27)
พอสรรพากรประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่บริษัทเคยยื่นไว้เดิมมัน ขาดหรือไม่ครบ

ภาษีฝั่งบุคคลธรรมดา (ของตัวกรรมการเอง) ถ้าสรรพากรประเมินว่าบริษัทมีดอกเบี้ยรับ ตัวกรรมการผู้กู้ก็อาจโดนประเมินว่า เงินต้น หลักสิบกว่าล้านนั้น ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน (มาตรา 40) หรือโบนัสแฝงที่ดึงออกมาจากบริษัท ซึ่งกรรมการต้องเอาเงินสิบกว่าล้านนี้ไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นบันไดสูงสุดถึง 35% ด้วย

ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) การที่บริษัทปล่อยกู้ให้กรรมการ แม้จะเป็นกรรมการตัวเอง สรรพากรจะมองว่าเข้าข่ายการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ บริษัทต้องนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะอีก 3.3% ของยอดดอกเบี้ยที่โดนประเมินด้วย


ผมอธิบายแบบนี้ ยังคิดว่าผมมโนไหมเนี๊ยครับ  


ข้อมูลพวกนี้ผมว่ายอมความไปก็ไม่รอดนะครับ  


หมายถึงไอ้ต้าไม่รอดเหรอครับ อธิบายผมที ไม่รอดอย่างไรครับ  


ผมหมายถึงสรรพากรเขาไม่น่าเว้นให้ ต่อให้ยอมความก็เถอะ  


ที่ผมถามก็เรื่องนี้แหละ สรรพกรจะจับต้าด้วยใช่ไหมที่ท่านกำลังจะสื่อ ? ผมจะได้อธิบาย  


น่าจะเป็นเรื่องระหว่างชสรกับสรรพากร รึเปล่าครับ ถ้าตัวเลขมันผิดจริงๆอาจต้องจ่ายเบี้ยปรับตามที่ท่านบอก ส่วนเรื่องฟ้องกรรมการผมไม่มีความรู้เลย  


ก็บอกแล้วไง ต้นโพส

พี่ยัตต้องตามง้อ ตาต้า แสนงอน ให้กลับมารับหุ้น

ผมถึงบอกไงว่าโครตฮา ตลกจัด เพราะตอนแรกแย่งหุ้นกัน

ตอนนี้ยัตต้องง้อให้ต้ามารับถือหุ้น ส่วนต้าก็จะลีลาหน่อยที่จะกลับไปรับหุ้น เผลอๆถ้าต้ามันไม่มีความรู้มากพอ มันกลัวที่จะรับหุ้นคืนด้วยซ้ำ แต่ทีมทนายเขาน่าจะบอกไว้หมดแล้ว

เรื่องนี้ถ้าถอนฟ้องทั้งสองฝั่ง มีคนคนเดียวที่เสี่ยงบิน ส่วนไอ้ต้า รอดแล้ว 100% ผมบอกแค่นี้แหละ  


รอดที่หมายถึงคืออะไรครับ? ถ้าชสรต้องจ่าย รายได้ของชสรที่ต้องประเมินเพื่อมาแบ่งให้ต้าตอนไกล่เกลี่ยก็ลดลงด้วยหนิครับ  


มันมีช่องรอดไม่บินอยู่

แต่พี่ยัตเจ็บทุกทางเลือก

ให้โอกาสไปอ่านต้นโพสอีกที

สรุปจบนะ เราพูดถึงหลักฐาน เอกสาร ไม่ใช่เรื่องมโน

คุณยังไม่ต้องเชื่อที่ผมพิมพ์ก็ได้ รอดูว่าคดีนี้จบยังไง ใครจ่าย ใครเจ็บ ไอ้ต้าต้องกลับไปถือหุ้นเปล่า ?

รอดูเอาเองเถอะ แต่เชื่อว่าถือหุ้นแปปเดียว เซ็นต์บางอย่างที่พี่ยัตยอมแลกทุกสิ่งในโลกเพื่อให้ได้แล้วเวลานี้เสร็จ ก็น่าจะขายหุ้น แยกย้าย

เอาตรงๆคือเจ็บ 2 เด้ง หรือจะเกียมมือโบกบิน ก็แล้วแต่พี่เขาเลย

 


เรื่องเบี้ยปรับ ชสรน่าจะจ่าย ถ้าประเมินแบ่งรายได้ตอนไกล่เกลี่ยน่าจะเจ็บทั้งคู่

ส่วนถ้าจะมีคดีอาญา เขาไม่น่าจะนับคนที่ถือหุ้นปัจจุบันรึเปล่าครับ อาจจะดูว่ากรรมการคนใหนมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี

ผมว่าถ้าท่านได้ข้อมูลเรื่องภาษีได้ สรรพากรคงมีไปก่อนแล้ว ยอมความคงไม่ช่วยแล้ว งั้นพี่ห่างอาจคุกแล้วนะครับถ้าพี่ห่างมีเจตนาเลี่ยงภาษีจริงตามที่ท่านว่า  


ในทางภาษี นิติบุคคล (ชสร) คือผู้โดนประเมินหนี้ก็จริงครับ แต่ถ้าบริษัทไม่มีเงินจ่าย กรมสรรพากรจะใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร ไล่เบี้ยและอายัดทรัพย์สินส่วนตัวของ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม(ซึ่งก็คือยัต) คนเดียวครับ ต้าที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและขายหุ้นออกไปแล้ว จะมีเกราะป้องกันทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทำให้ไม่ต้องเอาเงินส่วนตัวมาร่วมชดใช้หนี้ภาษีของบริษัทครับ

 


สมมตินะครับ เหลืองห่างเซ็นให้กู้ทั้งคู่ ห่างใช้หนี้สิบล้าน แล้วยกหุ้นตัวเองทั้งหมดให้ใครซักคน

อย่างงี้จะถือว่ารอดอาญาคู่มั้ยครับ  


สมมุติฐานนี้ในทางกฎหมายและบัญชี 'ไม่รอดครับ แถมจะหนักกว่าเดิมด้วย

1.ต้าเสี่ยงติดคุก อาญา กรณีทำย้อนหลังเพื่อจะช่วย
2.ยัต หนีหนี้ไม่ได้
3.คำถามที่ตามมาที่สรรพกรจะถาม คือ เงินสิบกว่าล้านนี้มาจากไหน

ผมละชอบ fc พี่ยัตจริงๆ พยายามหาทางให้รอดให้ได้เลยเชียว
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
นักเตะอบต.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 Oct 2022
ตอบ: 1799
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Sep 03, 2026 20:45
Re: สรรพกร end game ต้ายัต
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Crystal_Blue พิมพ์ว่า:
เปิดบัญชี บริษัท รายได้เข้ามา มันก็เสียภาษีอัตโนมัติอยู่แล้ว 20% นะครับ เลี่ยงไม่ได้อันนี้ ฉ นั้น เขาจะมากลัวภาษีอะไร  


จขกทเขาเชื่อในทฤษฏีสมคบคิด บางทีเรื่องนี้อาจจะถูกก็ได้  


ผมรอเม้นแบบนี้อยุ่พอดีเลย มาจะอธิบายให้ฟังน้า

สิ่งที่ยัตต้องกังวลไม่ใช่การจ่ายภาษีประจำปีปกติ แต่คือสิ่งที่เรียกว่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลังจากงบการเงินที่มีรายการเงินกู้ยืมกรรมการค้างอยู่หลักสิบล้านจั๊พ

 


ผมคืนครูหมดแล้วรบกวนท่านอธิบายเรื่องการจ่ายภาษีของรายการกูยืมกรรมการหน่อยครับ ต้องเป็นการกู้ยืมในลักษณะใหนถึงมีเบี้ยปรับครับ  


เนีียเราสู้มืออ่ะ บอกขนาดนี้แล้ว เด่วโทรไปบอกครูให้ตีตูดเลยนิ  


ผมไม่รู้เลยถามไงท่าน ผมไม่ได้รู้เรื่องภาษี  


มาครับ ยินดีอธิบายให้ฟังแบบละเอียดและสุภาพครับ (ครูไม่ต้องตีตู๊ดแล้วนะ 5555)

ประเด็นเรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการ ที่สรรพากรจะเข้ามาเล่นงานและมีเบี้ยปรับ มันเกิดจาก 2 เงื่อนไขหลักๆ

1. เรื่องดอกเบี้ยประเมิน (มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร)
ตามกฎหมาย บริษัทให้กรรมการยืมเงิน 14 ล้าน จะคิดดอกเบี้ย 0% หรือต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้ เว้นแต่จะมีเหตุผลอันสมควร หากในงบบัญชียื่นไปว่าไม่คิดดอกเบี้ย สรรพากรจะทำการ 'ประเมินดอกเบี้ยรับย้อนหลัง' ใส่เป็นรายได้ของบริษัททันที (คิดง่ายๆ ดอกเบี้ย MLR ประมาณ 5% ย้อนหลัง 3-4 ปี = บริษัทมีรายได้ซ่อนเพิ่มเข้ามาหลายล้าน)

2.เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (มาตรา 22 และ 27)
พอสรรพากรประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่บริษัทเคยยื่นไว้เดิมมัน ขาดหรือไม่ครบ

ภาษีฝั่งบุคคลธรรมดา (ของตัวกรรมการเอง) ถ้าสรรพากรประเมินว่าบริษัทมีดอกเบี้ยรับ ตัวกรรมการผู้กู้ก็อาจโดนประเมินว่า เงินต้น หลักสิบกว่าล้านนั้น ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน (มาตรา 40) หรือโบนัสแฝงที่ดึงออกมาจากบริษัท ซึ่งกรรมการต้องเอาเงินสิบกว่าล้านนี้ไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นบันไดสูงสุดถึง 35% ด้วย

ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) การที่บริษัทปล่อยกู้ให้กรรมการ แม้จะเป็นกรรมการตัวเอง สรรพากรจะมองว่าเข้าข่ายการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ บริษัทต้องนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะอีก 3.3% ของยอดดอกเบี้ยที่โดนประเมินด้วย


ผมอธิบายแบบนี้ ยังคิดว่าผมมโนไหมเนี๊ยครับ  


ข้อมูลพวกนี้ผมว่ายอมความไปก็ไม่รอดนะครับ  


หมายถึงไอ้ต้าไม่รอดเหรอครับ อธิบายผมที ไม่รอดอย่างไรครับ  


ผมหมายถึงสรรพากรเขาไม่น่าเว้นให้ ต่อให้ยอมความก็เถอะ  


ที่ผมถามก็เรื่องนี้แหละ สรรพกรจะจับต้าด้วยใช่ไหมที่ท่านกำลังจะสื่อ ? ผมจะได้อธิบาย  


น่าจะเป็นเรื่องระหว่างชสรกับสรรพากร รึเปล่าครับ ถ้าตัวเลขมันผิดจริงๆอาจต้องจ่ายเบี้ยปรับตามที่ท่านบอก ส่วนเรื่องฟ้องกรรมการผมไม่มีความรู้เลย  


ก็บอกแล้วไง ต้นโพส

พี่ยัตต้องตามง้อ ตาต้า แสนงอน ให้กลับมารับหุ้น

ผมถึงบอกไงว่าโครตฮา ตลกจัด เพราะตอนแรกแย่งหุ้นกัน

ตอนนี้ยัตต้องง้อให้ต้ามารับถือหุ้น ส่วนต้าก็จะลีลาหน่อยที่จะกลับไปรับหุ้น เผลอๆถ้าต้ามันไม่มีความรู้มากพอ มันกลัวที่จะรับหุ้นคืนด้วยซ้ำ แต่ทีมทนายเขาน่าจะบอกไว้หมดแล้ว

เรื่องนี้ถ้าถอนฟ้องทั้งสองฝั่ง มีคนคนเดียวที่เสี่ยงบิน ส่วนไอ้ต้า รอดแล้ว 100% ผมบอกแค่นี้แหละ  


รอดที่หมายถึงคืออะไรครับ? ถ้าชสรต้องจ่าย รายได้ของชสรที่ต้องประเมินเพื่อมาแบ่งให้ต้าตอนไกล่เกลี่ยก็ลดลงด้วยหนิครับ  


มันมีช่องรอดไม่บินอยู่

แต่พี่ยัตเจ็บทุกทางเลือก

ให้โอกาสไปอ่านต้นโพสอีกที

สรุปจบนะ เราพูดถึงหลักฐาน เอกสาร ไม่ใช่เรื่องมโน

คุณยังไม่ต้องเชื่อที่ผมพิมพ์ก็ได้ รอดูว่าคดีนี้จบยังไง ใครจ่าย ใครเจ็บ ไอ้ต้าต้องกลับไปถือหุ้นเปล่า ?

รอดูเอาเองเถอะ แต่เชื่อว่าถือหุ้นแปปเดียว เซ็นต์บางอย่างที่พี่ยัตยอมแลกทุกสิ่งในโลกเพื่อให้ได้แล้วเวลานี้เสร็จ ก็น่าจะขายหุ้น แยกย้าย

เอาตรงๆคือเจ็บ 2 เด้ง หรือจะเกียมมือโบกบิน ก็แล้วแต่พี่เขาเลย

 


เรื่องเบี้ยปรับ ชสรน่าจะจ่าย ถ้าประเมินแบ่งรายได้ตอนไกล่เกลี่ยน่าจะเจ็บทั้งคู่

ส่วนถ้าจะมีคดีอาญา เขาไม่น่าจะนับคนที่ถือหุ้นปัจจุบันรึเปล่าครับ อาจจะดูว่ากรรมการคนใหนมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี

ผมว่าถ้าท่านได้ข้อมูลเรื่องภาษีได้ สรรพากรคงมีไปก่อนแล้ว ยอมความคงไม่ช่วยแล้ว งั้นพี่ห่างอาจคุกแล้วนะครับถ้าพี่ห่างมีเจตนาเลี่ยงภาษีจริงตามที่ท่านว่า  


ในทางภาษี นิติบุคคล (ชสร) คือผู้โดนประเมินหนี้ก็จริงครับ แต่ถ้าบริษัทไม่มีเงินจ่าย กรมสรรพากรจะใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร ไล่เบี้ยและอายัดทรัพย์สินส่วนตัวของ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม(ซึ่งก็คือยัต) คนเดียวครับ ต้าที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและขายหุ้นออกไปแล้ว จะมีเกราะป้องกันทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทำให้ไม่ต้องเอาเงินส่วนตัวมาร่วมชดใช้หนี้ภาษีของบริษัทครับ

 


สมมตินะครับ เหลืองห่างเซ็นให้กู้ทั้งคู่ ห่างใช้หนี้สิบล้าน แล้วยกหุ้นตัวเองทั้งหมดให้ใครซักคน

อย่างงี้จะถือว่ารอดอาญาคู่มั้ยครับ  


สมมุติฐานนี้ในทางกฎหมายและบัญชี 'ไม่รอดครับ แถมจะหนักกว่าเดิมด้วย

1.ต้าเสี่ยงติดคุก อาญา กรณีทำย้อนหลังเพื่อจะช่วย
2.ยัต หนีหนี้ไม่ได้
3.คำถามที่ตามมาที่สรรพกรจะถาม คือ เงินสิบกว่าล้านนี้มาจากไหน

ผมละชอบ fc พี่ยัตจริงๆ พยายามหาทางให้รอดให้ได้เลยเชียว  


คือถ้าท่านข้อมูลวงในขนาดนี้ ห่างคงไม่รอดแล้ว แต่ผมยังคิดนะว่ากรรมการเซ็นให้กู้ทั้งคู่ตามที่เหลืองเคยเล่าว่าเป็นคนอนุมัติให้เอาเงินออกจากบริษัทที่ต้องเซ็นสองคน แต่ถ้าข้อมูลวงในท่านว่ามาว่าห่างเซ็นคนเดียวแสดงว่าเหลืองอาจจำผิดไปเหมือนเดิม

ขอบคุณข้อมูลวงในครับ หาจากที่ใหนไม่ได้มีแค่ที่SS
โพสต์บน Soccersuck V2
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
ดาวซัลโวโอลิมปิก
Status: 4 แชมป์ยังไงให้โลกจำ
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Mar 2018
ตอบ: 6155
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Sep 03, 2026 20:48
[RE: สรรพกร end game ต้ายัต]
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Pepsi Man พิมพ์ว่า:
bibimbub พิมพ์ว่า:
Crystal_Blue พิมพ์ว่า:
เปิดบัญชี บริษัท รายได้เข้ามา มันก็เสียภาษีอัตโนมัติอยู่แล้ว 20% นะครับ เลี่ยงไม่ได้อันนี้ ฉ นั้น เขาจะมากลัวภาษีอะไร  


จขกทเขาเชื่อในทฤษฏีสมคบคิด บางทีเรื่องนี้อาจจะถูกก็ได้  


ผมรอเม้นแบบนี้อยุ่พอดีเลย มาจะอธิบายให้ฟังน้า

สิ่งที่ยัตต้องกังวลไม่ใช่การจ่ายภาษีประจำปีปกติ แต่คือสิ่งที่เรียกว่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลังจากงบการเงินที่มีรายการเงินกู้ยืมกรรมการค้างอยู่หลักสิบล้านจั๊พ

 


ผมคืนครูหมดแล้วรบกวนท่านอธิบายเรื่องการจ่ายภาษีของรายการกูยืมกรรมการหน่อยครับ ต้องเป็นการกู้ยืมในลักษณะใหนถึงมีเบี้ยปรับครับ  


เนีียเราสู้มืออ่ะ บอกขนาดนี้แล้ว เด่วโทรไปบอกครูให้ตีตูดเลยนิ  


ผมไม่รู้เลยถามไงท่าน ผมไม่ได้รู้เรื่องภาษี  


มาครับ ยินดีอธิบายให้ฟังแบบละเอียดและสุภาพครับ (ครูไม่ต้องตีตู๊ดแล้วนะ 5555)

ประเด็นเรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการ ที่สรรพากรจะเข้ามาเล่นงานและมีเบี้ยปรับ มันเกิดจาก 2 เงื่อนไขหลักๆ

1. เรื่องดอกเบี้ยประเมิน (มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร)
ตามกฎหมาย บริษัทให้กรรมการยืมเงิน 14 ล้าน จะคิดดอกเบี้ย 0% หรือต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้ เว้นแต่จะมีเหตุผลอันสมควร หากในงบบัญชียื่นไปว่าไม่คิดดอกเบี้ย สรรพากรจะทำการ 'ประเมินดอกเบี้ยรับย้อนหลัง' ใส่เป็นรายได้ของบริษัททันที (คิดง่ายๆ ดอกเบี้ย MLR ประมาณ 5% ย้อนหลัง 3-4 ปี = บริษัทมีรายได้ซ่อนเพิ่มเข้ามาหลายล้าน)

2.เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (มาตรา 22 และ 27)
พอสรรพากรประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่บริษัทเคยยื่นไว้เดิมมัน ขาดหรือไม่ครบ

ภาษีฝั่งบุคคลธรรมดา (ของตัวกรรมการเอง) ถ้าสรรพากรประเมินว่าบริษัทมีดอกเบี้ยรับ ตัวกรรมการผู้กู้ก็อาจโดนประเมินว่า เงินต้น หลักสิบกว่าล้านนั้น ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน (มาตรา 40) หรือโบนัสแฝงที่ดึงออกมาจากบริษัท ซึ่งกรรมการต้องเอาเงินสิบกว่าล้านนี้ไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นบันไดสูงสุดถึง 35% ด้วย

ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) การที่บริษัทปล่อยกู้ให้กรรมการ แม้จะเป็นกรรมการตัวเอง สรรพากรจะมองว่าเข้าข่ายการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ บริษัทต้องนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะอีก 3.3% ของยอดดอกเบี้ยที่โดนประเมินด้วย


ผมอธิบายแบบนี้ ยังคิดว่าผมมโนไหมเนี๊ยครับ  


ข้อมูลพวกนี้ผมว่ายอมความไปก็ไม่รอดนะครับ  


หมายถึงไอ้ต้าไม่รอดเหรอครับ อธิบายผมที ไม่รอดอย่างไรครับ  


ผมหมายถึงสรรพากรเขาไม่น่าเว้นให้ ต่อให้ยอมความก็เถอะ  


ที่ผมถามก็เรื่องนี้แหละ สรรพกรจะจับต้าด้วยใช่ไหมที่ท่านกำลังจะสื่อ ? ผมจะได้อธิบาย  


น่าจะเป็นเรื่องระหว่างชสรกับสรรพากร รึเปล่าครับ ถ้าตัวเลขมันผิดจริงๆอาจต้องจ่ายเบี้ยปรับตามที่ท่านบอก ส่วนเรื่องฟ้องกรรมการผมไม่มีความรู้เลย  


ก็บอกแล้วไง ต้นโพส

พี่ยัตต้องตามง้อ ตาต้า แสนงอน ให้กลับมารับหุ้น

ผมถึงบอกไงว่าโครตฮา ตลกจัด เพราะตอนแรกแย่งหุ้นกัน

ตอนนี้ยัตต้องง้อให้ต้ามารับถือหุ้น ส่วนต้าก็จะลีลาหน่อยที่จะกลับไปรับหุ้น เผลอๆถ้าต้ามันไม่มีความรู้มากพอ มันกลัวที่จะรับหุ้นคืนด้วยซ้ำ แต่ทีมทนายเขาน่าจะบอกไว้หมดแล้ว

เรื่องนี้ถ้าถอนฟ้องทั้งสองฝั่ง มีคนคนเดียวที่เสี่ยงบิน ส่วนไอ้ต้า รอดแล้ว 100% ผมบอกแค่นี้แหละ  


รอดที่หมายถึงคืออะไรครับ? ถ้าชสรต้องจ่าย รายได้ของชสรที่ต้องประเมินเพื่อมาแบ่งให้ต้าตอนไกล่เกลี่ยก็ลดลงด้วยหนิครับ  


มันมีช่องรอดไม่บินอยู่

แต่พี่ยัตเจ็บทุกทางเลือก

ให้โอกาสไปอ่านต้นโพสอีกที

สรุปจบนะ เราพูดถึงหลักฐาน เอกสาร ไม่ใช่เรื่องมโน

คุณยังไม่ต้องเชื่อที่ผมพิมพ์ก็ได้ รอดูว่าคดีนี้จบยังไง ใครจ่าย ใครเจ็บ ไอ้ต้าต้องกลับไปถือหุ้นเปล่า ?

รอดูเอาเองเถอะ แต่เชื่อว่าถือหุ้นแปปเดียว เซ็นต์บางอย่างที่พี่ยัตยอมแลกทุกสิ่งในโลกเพื่อให้ได้แล้วเวลานี้เสร็จ ก็น่าจะขายหุ้น แยกย้าย

เอาตรงๆคือเจ็บ 2 เด้ง หรือจะเกียมมือโบกบิน ก็แล้วแต่พี่เขาเลย

 


เรื่องเบี้ยปรับ ชสรน่าจะจ่าย ถ้าประเมินแบ่งรายได้ตอนไกล่เกลี่ยน่าจะเจ็บทั้งคู่

ส่วนถ้าจะมีคดีอาญา เขาไม่น่าจะนับคนที่ถือหุ้นปัจจุบันรึเปล่าครับ อาจจะดูว่ากรรมการคนใหนมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี

ผมว่าถ้าท่านได้ข้อมูลเรื่องภาษีได้ สรรพากรคงมีไปก่อนแล้ว ยอมความคงไม่ช่วยแล้ว งั้นพี่ห่างอาจคุกแล้วนะครับถ้าพี่ห่างมีเจตนาเลี่ยงภาษีจริงตามที่ท่านว่า  


ในทางภาษี นิติบุคคล (ชสร) คือผู้โดนประเมินหนี้ก็จริงครับ แต่ถ้าบริษัทไม่มีเงินจ่าย กรมสรรพากรจะใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร ไล่เบี้ยและอายัดทรัพย์สินส่วนตัวของ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม(ซึ่งก็คือยัต) คนเดียวครับ ต้าที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและขายหุ้นออกไปแล้ว จะมีเกราะป้องกันทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทำให้ไม่ต้องเอาเงินส่วนตัวมาร่วมชดใช้หนี้ภาษีของบริษัทครับ

 


สมมตินะครับ เหลืองห่างเซ็นให้กู้ทั้งคู่ ห่างใช้หนี้สิบล้าน แล้วยกหุ้นตัวเองทั้งหมดให้ใครซักคน

อย่างงี้จะถือว่ารอดอาญาคู่มั้ยครับ  


สมมุติฐานนี้ในทางกฎหมายและบัญชี 'ไม่รอดครับ แถมจะหนักกว่าเดิมด้วย

1.ต้าเสี่ยงติดคุก อาญา กรณีทำย้อนหลังเพื่อจะช่วย
2.ยัต หนีหนี้ไม่ได้
3.คำถามที่ตามมาที่สรรพกรจะถาม คือ เงินสิบกว่าล้านนี้มาจากไหน

ผมละชอบ fc พี่ยัตจริงๆ พยายามหาทางให้รอดให้ได้เลยเชียว  


คือถ้าท่านข้อมูลวงในขนาดนี้ ห่างคงไม่รอดแล้ว แต่ผมยังคิดนะว่ากรรมการเซ็นให้กู้ทั้งคู่ตามที่เหลืองเคยเล่าว่าเป็นคนอนุมัติให้เอาเงินออกจากบริษัทที่ต้องเซ็นสองคน แต่ถ้าข้อมูลวงในท่านว่ามาว่าห่างเซ็นคนเดียวแสดงว่าเหลืองอาจจำผิดไปเหมือนเดิม

ขอบคุณข้อมูลวงในครับ หาจากที่ใหนไม่ได้มีแค่ที่SS  


ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนครับ

แต่ขอแก้ข่าวนิดนึงครับ ไม่ได้มีข้อมูลวงในอะไรเลยครับผม ตัวเลขเงินหลักสิบว่าล้าน เอกสารงบการเงิน และประเด็นเรื่องโอนหุ้น มันคือข้อมูลสาธารณะที่ทั้งสองฝ่ายพูดผ่านรายการและสื่อหลักไปหมดแล้วครับ
ส่วนเรื่อง ต้องเซ็นสองคนหรือใครอนุมัติ อันนี้อธิบายในเชิงกฎหมายบริษัทจำกัดได้ครับ

0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
icon-mybid
ไปหน้าที่ 1, 2, 3
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel