The Athletic วิเคราะห์ทีมชาติอังกฤษ ของ โธมัส ทูเคิล ในนัดเจอ อาเจนตินา
ปรบมือให้ความปอดแหก! ทูเคิลโชว์วิสัยทัศน์สุดขี้ขลาด รถบัสพังยับ สังเวยตั๋วชิงชนะเลิศ
นำ 1-0 แทนที่จะบุกฝัง แต่พี่แกสั่งถอยไปอุดจนแทบจะสิงอยู่ในประตูตัวเอง ยินดีต้อนรับสู่ความพินาศครั้งประวัติศาสตร์ของทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลก ที่แม้แต่ โชเซ มูรินโญ เห็นสถิติครองบอลแล้วยังต้องส่ายหน้า ต่อไปนี้คือบทวิเคราะห์แมตช์หยุดโลกที่กลายเป็นตราบาปไปตลอดกาล เมื่อทูเคิลโชว์ความป๊อด ปฏิเสธการใช้จุดเด่นของนักเตะพรีเมียร์ลีก แล้วเลือกขุดแผนขยะมาฝังตัวเอง...อ่านแล้วบอกเลยว่าแฟนบอลอังกฤษมีกระอักเลือด
KEY POINT:
ความคาดหวังพังทลาย: สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) จ้างทูเคิลมาเพราะคิดว่าเป็น "เจ้าพ่อบอลถ้วย" ที่จะแก้เกมเก่งและพาทีมเป็นแชมป์โลกได้
ทำตัวเองล้วนๆ: อังกฤษนำก่อน 1-0 แต่แทนที่จะใช้ความเร็วสวนกลับปิดกล่อง ทูเคิลกลับเลือกเปลี่ยนตัวรับมาอุดตั้งแต่นาทีที่ 60 ปล่อยให้เมสซี่และอาร์เจนตินาพับสนามบุกใส่จนโดนยิงแซงชนะ 2-1
หมดข้อแก้ตัว: ยุคเซาธ์เกตตกรอบเพราะนักเตะยังเด็กและขาดประสบการณ์ แต่นี่คือทีมยุคทองที่มีเพียบพร้อมทุกอย่าง ทว่ากลับตกรอบเพราะแผนการเล่นที่เน้น "อุดแหลก" จนน่าเกลียด
บทความ
ตรรกะที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) เลือกแต่งตั้ง โธมัส ทูเคิล เข้ามาคุมทีมเมื่อปี 2024 ก็เพราะเขาขึ้นชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ด้านบอลถ้วยระบบน็อคเอาต์ เป็นพ่อมดแท็กติก และเป็นคนที่สามารถวางแผนเฉพาะกิจอันชาญฉลาดในแต่ละแมตช์ เพื่อช่วยให้อังกฤษมีโอกาสมากที่สุดในการคว้าแชมป์โลก
จริงอยู่ว่าอังกฤษเคยเข้าถึงเกมนัดสำคัญๆ มาแล้วหลายครั้งภายใต้การคุมทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต แต่ความรู้สึกในตอนนั้นมักจะเหมือนกับว่าพวกเขาตัวแข็งทื่อด้วยความนิ่งเฉยในโมเมนต์สำคัญ ไม่สามารถเปลี่ยนเกมเพื่อก้าวให้ทันคู่แข่งที่ฉลาดกว่า จนสุดท้ายก็ต้องล่าถอยและพ่ายแพ้ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดเมื่อ 8 ปีที่แล้วที่มอสโก ตอนที่พวกเขานำอยู่ 1-0 ในขณะที่เหลือเวลาอีก 22 นาที ก่อนที่จะโดนโครเอเชียค่อยๆ ไล่บดจนแซงชนะไปได้
แต่อย่างน้อยในครั้งนี้ ก็ไม่มีใครสามารถตราหน้าผู้จัดการทีมชาติอังกฤษได้ว่าเป็นพวก "นิ่งเฉยไม่ทำอะไร" เพราะความพ่ายแพ้ต่ออาร์เจนตินาในนัดนี้ มันคือความหายนะจากการลงมือทำด้วยตัวเองแท้ๆ เป็นความล้มเหลวที่รนหาที่เอง และเป็นการตัดสินใจสั่งให้ทีมถอยร่นไปอุดในกรอบเขตโทษของตัวเองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมันจบลงในแบบเดียวกับที่มันควรจะเป็น นั่นคืออังกฤษต้องตกรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่สาม และเป็นอาร์เจนตินาที่ได้ตั๋วเดินทางไปนิวยอร์กแทน
บางคนอาจจะมองแค่สกอร์บอร์ด แล้วเห็นว่าเหลือเวลาอีกแค่ 5 นาทีเท่านั้นตอนที่ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ ยิงตีเสมอ 1-1 แล้วก็พยายามแย้งว่าอังกฤษแค่โชคร้าย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี เพราะในความเป็นจริง อังกฤษจมน้ำลึกดิ่งลงไปนานแล้วก่อนหน้านั้น พวกเขาไม่มีปัญญาจะต้านทานคลื่นการบุกระลอกแล้วระลอกเล่าของอาร์เจนตินาได้เลย มีเพียงแค่โชคช่วยนิดๆ หน่อยๆ กับลูกยิงที่ทิ้งขว้างของอาร์เจนตินาเท่านั้นที่ทำให้อังกฤษยังอุตส่าห์นำอยู่ได้
จุดเปลี่ยนที่แท้จริง ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่อังกฤษแพ้เกมนี้ มันเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นนานมาก ลองนึกย้อนไปตอนที่อังกฤษอยู่ในสถานการณ์ที่เหมือนฝัน ตอนที่ แอนโทนี กอร์ดอน ยิงให้ทีมนำ 1-0 จากจังหวะสวนกลับเร็วอันเฉียบคม ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ทูเคิลวางไว้เป๊ะๆ เกมดำเนินไปในทิศทางที่อังกฤษต้องการทุกอย่าง อาร์เจนตินาจำเป็นต้องเปิดหน้าบุกเข้าใส่ และนั่นจะทำให้มีพื้นที่ว่างให้บุกโจมตีตลบหลัง
แต่อังกฤษกลับตาขาว พวกเขาปฏิเสธโอกาสทองนั้น ไม่มีตัวจี๊ดความเร็วสูงถูกส่งลงมาจากม้านั่งสำรอง ไม่มีทั้ง บูกาโย ซาก้า, โนนี่ มาดูเอเก้ หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่จะลงมากดดันให้อาร์เจนตินาต้องถอยร่นหรือลงมาปิดกล่องฆ่าเกม อังกฤษแทบจะไม่มีจังหวะบุกเลยหลังจากนำ 1-0 มีแค่ลูกยิงของเคนท่ีติดบล็อกครั้งหนึ่ง กับจังหวะสวนกลับที่ มอร์แกน โรเจอร์ส เก็บบอลไว้กับตัวนานเกินไปอีกครั้งหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเลย เวลาที่เหลือของเกมถูกตรึงให้เล่นกันห่างจากหน้าประตูของ จอร์แดน พิคฟอร์ด แค่ 20 หลาเท่านั้น
ลองจำเกมที่เจอโครเอเชียที่ดัลลาสเมื่อ 4 สัปดาห์ก่อนได้ไหม ตอนนั้นอังกฤษนำอยู่ 3-2 และกำลังโดนบดหนัก ทูเคิลส่ง ซาก้า กับ แรชฟอร์ด ลงมา และทั้งสองคนก็ประสานงานกันในจังหวะสวนกลับช่วง 5 นาทีสุดท้ายจนพาทีมชนะมาได้ ทูเคิล และ แอนโทนี่ แบร์รี่ ผู้ช่วยของเขา ใช้เวลาตลอดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกพร่ำบอกเกี่ยวกับเรื่องพละกำลัง ความเร็ว และความดุดันในสไตล์พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ แต่พอถึงช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในนัดนี้ พวกเขากลับปฏิเสธที่จะใช้ประโยชน์จากมัน แล้วเลือกที่จะปักหลักตั้งรับอย่างเดียว ทั้งๆ ที่แนวรับของอาร์เจนตินาแพ้ทางความเร็วอย่างเห็นได้ชัด แถม เลอันโดร ปาเรเดส ก็ถูกถอดออก และ นิโคลัส โอตาเมนดี้ ลงมาแทน ลิซานโดร มาร์ติเนซ ซึ่งมันทิ้งพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ที่เหมือนกวักมือเรียกให้นักเตะอังกฤษวิ่งควบเข้าไปโจมตี
พอเข้าสู่ช่วงครบหนึ่งชั่วโมง อังกฤษก็ถอยร่นลงไปลึกจนน่ากังวล ปักหลักป้องกันอยู่แค่ในกรอบเขตโทษตัวเอง ลิโอเนล เมสซี่ เริ่มขยับเข้าไปในพื้นที่อันตรายที่เขาสามารถเล่นงานอังกฤษได้แล้ว และเมื่อเขาตักบอลไปให้ นิโก กอนซาเลซ ได้โหม่งจน จอร์แดน พิคฟอร์ด ต้องออกแรงเซฟ มันก็ชัดเจนแล้วว่าทูเคิลต้องทำอะไรสักอย่าง อาร์เจนตินาเริ่มได้กลิ่นคาวเลือดในน้ำแล้ว เหมือนอย่างที่ ลิโอเนล สคาโลนี่ ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างเห็นภาพหลังจบเกม ช่วงเบรกดื่มน้ำครั้งที่สองคือโอกาสที่ทูเคิลจะเข้ามาห้ามเลือด เหมือนอย่างที่เขาเคยเปลี่ยนเกมสำเร็จในนัดเจอโตโกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
แต่สิ่งที่ทูเคิลทำ กลับเป็นการปรับเปลี่ยนแท็กติกที่จะถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งในความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเคยทำมาในเกมระดับบิ๊กแมตช์ แทนที่จะดันเกมขึ้นไปข้างบน หรือสร้างความกังวลให้แก่อาร์เจนตินาบ้าง เขากลับเลือกที่จะขุดแผน "Azteca Plan" (ชื่อแผนการเล่นที่ โธมัส ทูเคิล และทีมงานตั้งขึ้นมา เพื่อใช้ในฟุตบอลโลกครั้งนี้) มาใช้ซ้ำอีกครั้ง ด้วยการปรับไปเล่นกองหลัง 5 คน ย้ายไปปักหลักในกรอบเขตโทษของตัวเอง โดยส่ง เอซรี คอนซ่า ลงมาเป็นเซนเตอร์แบ็กตัวพิเศษ แล้วถอดกอร์ดอนออก
แผน Azteca นั้นมันเคยใช้ได้ผลก็เพราะเม็กซิโกมีเจตนาเดียวคือการโยนบอลโด่งเข้าไปลุ้นให้ ราอูล ฮิเมเนซ เท่านั้น อังกฤษแค่ต้องคอยโหม่งสกัดบอลทิ้งไปเรื่อยๆ ก็ชนะและผ่านเข้ารอบได้ มันจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการสั่งให้ทีมถอยร่นตั้งรับ แต่การทำแบบนั้นในเกมนี้ การป้องกันในกรอบเขตโทษตัวเอง มันเท่ากับเป็นการยกพื้นที่ว่างทั้งหมดบริเวณหน้ากรอบเขตโทษให้กับเมสซี่ และเมื่อเมสซี่ชิปบอลดิ่งไปให้ กอนซาเลซ โหม่งหลุดกรอบออกไปในตอนที่เหลือเวลาอีก 12 นาที คุณไม่จำเป็นต้องเป็นผู้จัดการทีมที่เคยคว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีกหรอก ถึงจะเดาออกว่าผลลัพธ์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร
ทว่าทูเคิลยังคงดื้อดึง ดัน เบิร์น ถูกส่งลงสนามเพิ่ม อังกฤษถอยลงไปลึกกว่าเดิมในระบบ 5-4-1 แต่มันจะมีประโยชน์อะไรกับการมีเสื้อสีขาวเต็มไปหมดในกรอบเขตโทษ ในเมื่อ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ มีพื้นที่ว่างเหลือเฟือที่จะเลือกส่องไกลจากแถวสองข้างนอกนั้น? อังกฤษถึงขนาดเปิดโอกาสให้เขาได้ซ้อมส่องเป้าก่อนด้วยซ้ำ โดยพิคฟอร์ดต้องปัดทิ้งไปทีก่อนที่จะโดนลูกยิงตีเสมอ 1-1
หลังจากจุดนั้น ผู้ชนะในเกมนี้ก็มีอยู่แค่ฝั่งเดียว อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ยิงไปชนเสา ก่อนที่เมสซี่จะปั่นลูกเปิดสุดสวยอีกครั้งให้ เลาตาโร มาร์ติเนซ โหม่งพังประตูชัย
มันไม่มีวี่แววเลยว่าอังกฤษจะกลับสู่เกมและลากไปจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษได้ พวกเขาแทบไม่ได้บุกเลยตลอด 40 นาทีก่อนหน้านั้น มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเปลี่ยนทิศทางการเล่นกะทันหัน อังกฤษมีเปอร์เซ็นต์ครองบอลแค่ 12 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นับตั้งแต่กอร์ดอนยิงนำไปจนถึงตอนที่เฟอร์นันเดซตีเสมอ มันคือฟุตบอลสไตล์แอนตี้การครองบอลขั้นสุดโต่งที่แม้แต่ โชเซ มูรินโญ ยังต้องหยีตาด้วยความแหยง แล้วนักเตะจะกลับมาคิดทันทีได้อย่างไรว่าพวกเขาต้องหันมาเซ็ตบอลควบคุมเกมอีกครั้ง หลังจากที่ทำได้แค่เตะบอลทิ้งไปวันๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า?
ไม่มีเวลาเหลือให้แก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว และเมื่อสิ้นเสียงนกหวีด นักเตะอังกฤษต่างตกอยู่ในสภาพแตกสลาย พวกเขารู้ดีว่าตัวเองเข้าใกล้เกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกชายครั้งแรกในรอบ 60 ปีมากขนาดไหน กอร์ดอนใช้เวลาเดินเหม่อลอยอยู่บนสนามนานถึง 25 นาทีหลังจบเกม กว่าที่เขาจะยอมเดินคอตกกลับเข้าอุโมงค์ห้องแต่งตัว
ตอนที่อังกฤษแพ้ในรอบนี้ให้กับโครเอเชียที่สนามลุจนีกีในมอสโก ตอนนั้นมันเจ็บปวดรวดร้าวมาก แต่มันยังให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบทเรียนฟุตบอลชั้นดี นั่นคือทีมอังกฤษยุคสายเลือดใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ และมีผู้จัดการทีมที่ยังชั่วโมงบินน้อย พวกเขาแค่ขาดความฉลาดและชั้นเชิงในการประคองตัวข้ามเส้นชัยเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ การถอยร่นภายใต้ความกดดันในตอนนั้นมันคือปฏิกิริยาป้องกันตัวโดยสัญชาตญาณ เพราะเป็นวิธีเดียวที่พวกเขาทำเป็น
ทว่าข้อแก้ตัวเหล่านั้นใช้ไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ นี่คือการลงเล่นรอบรองชนะเลิศครั้งที่ 4 ในรอบ 8 ปีสำหรับนักเตะอังกฤษหลายๆ คนในทีม แกนหลักของกลุ่มนี้อยู่ร่วมกันมานานพอแล้ว ด้วยฟอร์มที่กำลังท็อปที่สุดของทั้ง แฮร์รี เคน และ จู๊ด เบลลิงแฮม ทำให้อังกฤษชุดนี้เป็นทีมที่ดีกว่าชุดปี 2018 มาก แถมยังมีตัวเลือกเจ๋งๆ บนม้านั่งสำรองเหนือกว่าเยอะ
ครั้งนี้มันควรจะแตกต่างออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ FA ยอมควักเงินก้อนโตเพื่อดึงตัวผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้มาร่วมทีม คนที่ควรจะสามารถวางแผนและนำพาอังกฤษผ่านทัวร์นาเมนต์นี้ไปได้ โดยใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางกายภาพของเหล่านักเตะพรีเมียร์ลีก แต่สุดท้ายมันกลับจบลงด้วยรูปแบบเดิมๆ ซ้ำซาก นั่นคืออังกฤษไม่มีอะไรเลยในเกมรุก เอาแต่ถอย ถอย และก็ถอย จนกระทั่งโดนบดขยี้ในที่สุด
ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวในครั้งนี้ก็คือ อังกฤษเป็นคนเลือกที่จะเดินหน้าเข้าสู่ความพินาศด้วยมือของตัวเอง
Credit: The Athletic
https://www.facebook.com/share/p/1H2yEocinT/