ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1, 2, 3
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
ผู้เยี่ยมชม
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 18 May 2022
ตอบ: 13598
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat Oct 04, 2025 13:53
ถูกแบนแล้ว
[RE: ดราม่า Emma watson Jk rolling]
ลุงหนวด พิมพ์ว่า:
RocketMan พิมพ์ว่า:
ลุงหนวด พิมพ์ว่า:
ตรรกะที่ JK ใช้นี่อะไร ทวงบุญคุณหรอ ถ้าใช้ตรรกะเดียวกันนี่ JK ต้องไปกราบหลุมศพ Tolkien เช้าเย็นเลยป่ะ เพราะปู่แกเป็นคนที่ reinvented+codified เรื่องแนว high fantasy ที่ทำให้อีป้ามีแดกอยู่ทุกวันนี้

ตรรกะปัญญาอ่อน

และสุดท้ายกระทู้นี้ก็ไม่วายวนมาโทษ woke คือถ้าทุกวันนี้ไม่มี woke แบบ Emma ท่านทั้งหลายก็คงด่า JK ว่าเป็น woke ปสด แบบที่ emma โดนอยู่นี่แหละ เพราะ Harry Potter เมื่อ 25 ปีก่อนนี่โคตร woke แล้วสำหรับมาตรฐานในยุคนั้น ไม่ว่าจะประเด็น เชิดชูผู้หญิง, เชิดชูชนชั้นแรงงาน, ต่อต้านเผด็จการ/อำนาจนิยม, เรียกร้องความเสมอภาคทางชนชั้น, ต่อต้านการเหยียด หรือกระทั่งการใส่ความหลากหลายทางเชื้อชาติ

คือถ้า Harry ถูกเขียนทุกวันนี้ ก็คงโดนด่าว่าหนังสือ woke ฉิบหายวายป่วงนั่นแหละ (จริงๆสมัยนั้นก็โดนด่าจากฝ่ายขวาหนักอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ identity politics มันไม่ได้ถูกเอามาใช้รุนแรงแบบทุกวันนี้)

แล้วตัวอีป้าเองก็ woke สาย TERF ที่ไม่ครอบคลุมไปถึงสิทธิคนข้ามเพศก็แค่นั้น กรณี้แบบที่จู่ๆอีป้าก็ออกมาบอกว่า Dumbledore เป็นเกย์ ถ้าคนไม่ woke มันจะทำไปทำไม

แล้วไหนจะซีรีส์รีบู้ทที่กำลังทำอยู่นี่ การแคสต์ Snape เป็นคนดำนี่แกก็ต้องอนุมัติในฐานะ EP ของโปรเจ็ค แบบนี้แปลว่า JK woke ปสด ฉิบหายเลยมั้ย

 

ไม่เชิงทวงบุญคุณ แต่บอกว่า เอมม่า ไม่เคยอยู่ในสถานะการ์ณที่ต้องใช้ห้องร่วมกับพวกทราน นั้นเพราะเธอเป็นนักแสดงในหนังที่เธอเขียน เธอเติบโตมาโดยมีแสงสี และมีบอดี้การ์ดคุ้มกันแม้ยามเธอจะเข้าห้องแต่งตัว ฉนั้นแล้วก็พูดทำนองว่า เอมม่า ไม่มีทางเข้าใจสิ่งที่เธอจะสื่อ หรือสั้นๆเอมม่ากลายเป็นคนพิเศษจนไม่ต้องเจอประสบการ์ณเหล่านั้นก็เพราะงานของ JK ของเธอเอง  


จะตีความยังไงก็คือการทวงบุญคุณนั่นแหละครับ เพราะที่ผ่านมาแก imply ตลอดว่าอดีตเด็กนักแสดงนำพวกนี้หักหลังแก ว่าเด็กพวกนี้มีทุกวันนี้ได้เพราะงานที่สร้างขึ้น ใช้ชื่อเสียงจากงานของแกในการเผยแพร่ความคิดที่แกไม่เห็นด้วย

ประเด็นต่อมา ทำไมคนเราต้องมีประสบการณ์โดยตรงต้องเจอกับตัวถึงจะ advocate ให้เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ เช่น ผมไม่เคยอดอยาก ผมโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางมีทุกอย่างให้พร้อมทั้งชีวิต แต่ผมก็สามารถ advocate ให้รัฐบาลช่วยเหลือคนจนมากขึ้นได้ ต่อให้มันจะหมายถึงผมต้องเสียภาษีมากขึ้นก็ตาม เพราะผมสามารถเข้าใจถึงความลำบากของคนเหล่านั้นได้ ซึ่ง Emma ก็ทำได้เหมือนกัน

อีกทั้ง Emma เองก็เป็น feminist แบบ JK เพียงแต่ไม่ได้เป็น TERF แบบป้า ทำไม Emma จะไม่เข้าใจสิ่งที่ป้าจะสื่อ

และในความเป็นจริงคือ Emma ใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ตัวเองมี ในการช่วย UN ลงพื้นที่ช่วยผู้หญิงช่วยเด็กในประเทศยากจน ไม่ใช่แค่นั่งอยู่ในบ้านหรูสบายๆแล้วเป็น keyboard activist

แน่นอนว่าต่อให้ Emma ได้รับอภิสิทธิ์ล้นเหลือแบบทุกวันนี้จากงานแสดงบท Hermione แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า Emma เองไม่ได้ใช้ความสามารถตัวเองในการออดิชั่น 8 ด่านจนได้บทที่ว่า ใช่ว่าได้รับการ handout ทั้งหมดจาก JK ซะที่ไหน

และที่สำคัญคือ Emma ยังยืนยันว่าตัวเองรู้สึก treasure ตัว JK และประสบการณ์ที่มีร่วมกันอยู่เสมอ  

หลงประเด็นละ คุณต้องเข้าใจก่อนว่าที่เค้าบอกว่า Emma ไม่มีประสบการณ์แล้วยังสนับสนุนสิ่งผิดๆโดยตัวเองไม่เข้าใจก็เพราะว่าสิ่งที่ Emma สนับสนุนมันผิดและไม่ได้ reflect ประสบการณ์ของผู้หญิงทั่วไป unprivilege ต่างหาก ยกตัวอย่างเช่น แปลงเพศเด็ก แชร์ห้องน้ำ ข้ามเพศมากีฬาหญิง เพราะ Emma สนับสนุนสิ่งเหล่านี้ใน JK ฐานะผู้หญิงจริงๆเลยบอกว่า emma ไม่เข้าใจปัญหาจริงๆเพราะ emma ไม่เคยเผชิญข้อเสียข้องการให้พวก trans เข้ามาใน space ของผู้หญิงแท้ เพราะตัวเองเป็นพวก privilege ตั้งแต่เด็กเพราะดังจากนิยายที่ JK แต่ง

มันไม่ใช่ว่าคุณต้องมีประสบการณ์ก่อนถึงจะพูดสนับสนุนอะไรได้ ถ้าหากสิ่งที่คุณสนับสนุนมันถูกต้องตามตรรกะและเข้าใจปัญหาจริงๆ ต่อให้คุณไม่มีประสบการณ์ก็ไม่มีใครเค้าว่าครับ

คุณจะ advocate อะไรให้ใครก็ได้แต่ถ้าหากสิ่งที่คุณ advocate มัน contradict คุณก็ต้องยอมรับเสียงด่าตามมานะ

สั้นๆคือเรียกว่าพวก virtue singaling นั่นแหละ

ลองตอบคำถามตัวเองก็ได้ครับว่าถ้า emma เคยแชร์ห้องน้ำ ห้องนอน หรือแข่งกีฬากับ trans emma ยังคงจะ advocate สิ่งเดิมอยู่ไหม นั่นแหละคนับทำไม ประสบการณ์ถึงสำคัญสำหรับการจะ advocate อะไรสักอย่างเพราะมันหมายความว่าคุณได้เข้าใจปัญหาจริงๆ
แก้ไขล่าสุดโดย SeQueda เมื่อ Sat Oct 04, 2025 14:04, ทั้งหมด 4 ครั้ง
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะอบจ.
Status: I rustle jimmies, you rustle cocks.
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 19 May 2011
ตอบ: 5858
ที่อยู่: Turin and Manchester
โพสเมื่อ: Sun Oct 05, 2025 01:51
[RE: ดราม่า Emma watson Jk rolling]
SeQueda พิมพ์ว่า:
ลุงหนวด พิมพ์ว่า:
RocketMan พิมพ์ว่า:
ลุงหนวด พิมพ์ว่า:
ตรรกะที่ JK ใช้นี่อะไร ทวงบุญคุณหรอ ถ้าใช้ตรรกะเดียวกันนี่ JK ต้องไปกราบหลุมศพ Tolkien เช้าเย็นเลยป่ะ เพราะปู่แกเป็นคนที่ reinvented+codified เรื่องแนว high fantasy ที่ทำให้อีป้ามีแดกอยู่ทุกวันนี้

ตรรกะปัญญาอ่อน

และสุดท้ายกระทู้นี้ก็ไม่วายวนมาโทษ woke คือถ้าทุกวันนี้ไม่มี woke แบบ Emma ท่านทั้งหลายก็คงด่า JK ว่าเป็น woke ปสด แบบที่ emma โดนอยู่นี่แหละ เพราะ Harry Potter เมื่อ 25 ปีก่อนนี่โคตร woke แล้วสำหรับมาตรฐานในยุคนั้น ไม่ว่าจะประเด็น เชิดชูผู้หญิง, เชิดชูชนชั้นแรงงาน, ต่อต้านเผด็จการ/อำนาจนิยม, เรียกร้องความเสมอภาคทางชนชั้น, ต่อต้านการเหยียด หรือกระทั่งการใส่ความหลากหลายทางเชื้อชาติ

คือถ้า Harry ถูกเขียนทุกวันนี้ ก็คงโดนด่าว่าหนังสือ woke ฉิบหายวายป่วงนั่นแหละ (จริงๆสมัยนั้นก็โดนด่าจากฝ่ายขวาหนักอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ identity politics มันไม่ได้ถูกเอามาใช้รุนแรงแบบทุกวันนี้)

แล้วตัวอีป้าเองก็ woke สาย TERF ที่ไม่ครอบคลุมไปถึงสิทธิคนข้ามเพศก็แค่นั้น กรณี้แบบที่จู่ๆอีป้าก็ออกมาบอกว่า Dumbledore เป็นเกย์ ถ้าคนไม่ woke มันจะทำไปทำไม

แล้วไหนจะซีรีส์รีบู้ทที่กำลังทำอยู่นี่ การแคสต์ Snape เป็นคนดำนี่แกก็ต้องอนุมัติในฐานะ EP ของโปรเจ็ค แบบนี้แปลว่า JK woke ปสด ฉิบหายเลยมั้ย

 

ไม่เชิงทวงบุญคุณ แต่บอกว่า เอมม่า ไม่เคยอยู่ในสถานะการ์ณที่ต้องใช้ห้องร่วมกับพวกทราน นั้นเพราะเธอเป็นนักแสดงในหนังที่เธอเขียน เธอเติบโตมาโดยมีแสงสี และมีบอดี้การ์ดคุ้มกันแม้ยามเธอจะเข้าห้องแต่งตัว ฉนั้นแล้วก็พูดทำนองว่า เอมม่า ไม่มีทางเข้าใจสิ่งที่เธอจะสื่อ หรือสั้นๆเอมม่ากลายเป็นคนพิเศษจนไม่ต้องเจอประสบการ์ณเหล่านั้นก็เพราะงานของ JK ของเธอเอง  


จะตีความยังไงก็คือการทวงบุญคุณนั่นแหละครับ เพราะที่ผ่านมาแก imply ตลอดว่าอดีตเด็กนักแสดงนำพวกนี้หักหลังแก ว่าเด็กพวกนี้มีทุกวันนี้ได้เพราะงานที่สร้างขึ้น ใช้ชื่อเสียงจากงานของแกในการเผยแพร่ความคิดที่แกไม่เห็นด้วย

ประเด็นต่อมา ทำไมคนเราต้องมีประสบการณ์โดยตรงต้องเจอกับตัวถึงจะ advocate ให้เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ เช่น ผมไม่เคยอดอยาก ผมโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางมีทุกอย่างให้พร้อมทั้งชีวิต แต่ผมก็สามารถ advocate ให้รัฐบาลช่วยเหลือคนจนมากขึ้นได้ ต่อให้มันจะหมายถึงผมต้องเสียภาษีมากขึ้นก็ตาม เพราะผมสามารถเข้าใจถึงความลำบากของคนเหล่านั้นได้ ซึ่ง Emma ก็ทำได้เหมือนกัน

อีกทั้ง Emma เองก็เป็น feminist แบบ JK เพียงแต่ไม่ได้เป็น TERF แบบป้า ทำไม Emma จะไม่เข้าใจสิ่งที่ป้าจะสื่อ

และในความเป็นจริงคือ Emma ใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ตัวเองมี ในการช่วย UN ลงพื้นที่ช่วยผู้หญิงช่วยเด็กในประเทศยากจน ไม่ใช่แค่นั่งอยู่ในบ้านหรูสบายๆแล้วเป็น keyboard activist

แน่นอนว่าต่อให้ Emma ได้รับอภิสิทธิ์ล้นเหลือแบบทุกวันนี้จากงานแสดงบท Hermione แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า Emma เองไม่ได้ใช้ความสามารถตัวเองในการออดิชั่น 8 ด่านจนได้บทที่ว่า ใช่ว่าได้รับการ handout ทั้งหมดจาก JK ซะที่ไหน

และที่สำคัญคือ Emma ยังยืนยันว่าตัวเองรู้สึก treasure ตัว JK และประสบการณ์ที่มีร่วมกันอยู่เสมอ  

หลงประเด็นละ คุณต้องเข้าใจก่อนว่าที่เค้าบอกว่า Emma ไม่มีประสบการณ์แล้วยังสนับสนุนสิ่งผิดๆโดยตัวเองไม่เข้าใจก็เพราะว่าสิ่งที่ Emma สนับสนุนมันผิดและไม่ได้ reflect ประสบการณ์ของผู้หญิงทั่วไป unprivilege ต่างหาก ยกตัวอย่างเช่น แปลงเพศเด็ก แชร์ห้องน้ำ ข้ามเพศมากีฬาหญิง เพราะ Emma สนับสนุนสิ่งเหล่านี้ใน JK ฐานะผู้หญิงจริงๆเลยบอกว่า emma ไม่เข้าใจปัญหาจริงๆเพราะ emma ไม่เคยเผชิญข้อเสียข้องการให้พวก trans เข้ามาใน space ของผู้หญิงแท้ เพราะตัวเองเป็นพวก privilege ตั้งแต่เด็กเพราะดังจากนิยายที่ JK แต่ง

มันไม่ใช่ว่าคุณต้องมีประสบการณ์ก่อนถึงจะพูดสนับสนุนอะไรได้ ถ้าหากสิ่งที่คุณสนับสนุนมันถูกต้องตามตรรกะและเข้าใจปัญหาจริงๆ ต่อให้คุณไม่มีประสบการณ์ก็ไม่มีใครเค้าว่าครับ

คุณจะ advocate อะไรให้ใครก็ได้แต่ถ้าหากสิ่งที่คุณ advocate มัน contradict คุณก็ต้องยอมรับเสียงด่าตามมานะ

สั้นๆคือเรียกว่าพวก virtue singaling นั่นแหละ

ลองตอบคำถามตัวเองก็ได้ครับว่าถ้า emma เคยแชร์ห้องน้ำ ห้องนอน หรือแข่งกีฬากับ trans emma ยังคงจะ advocate สิ่งเดิมอยู่ไหม นั่นแหละคนับทำไม ประสบการณ์ถึงสำคัญสำหรับการจะ advocate อะไรสักอย่างเพราะมันหมายความว่าคุณได้เข้าใจปัญหาจริงๆ  


ที่หลงน่าจะเป็นคุณมากกว่ามั้งครับ เพราะคุณใช้ตรรกะแบบ circular reasoning เพราะคุณเริ่มจาก premise ที่ปักใจไว้แล้วว่าสิ่งที่ Emma สนับสนุนมัน "ผิด" แล้วค่อยหา talking points มารองรับเป็นเหตุผล ไม่ว่าจะเรื่องการแปลงเพศเด็ก(what the actual fuck?) แชร์ห้องน้ำ หรือเรื่องกีฬา ถ้าคุณมีงานวิจัยมาอ้างอิงมารองรับ ยกมาเลยครับว่ามันจริง (ผมมีของผมพร้อมอยู่ละ) จะได้ถกกันตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่ยก talking point พวกนี้มาลอยๆต่อๆกันมาเฉยๆ

ผมเริ่มก่อนก็ได้

- แปลงเพศเด็ก
พูดกันจนเหมือนเด็กวัย 5 ขวบจะโดนจับตอนกันเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ในความจริงทุกประเทศ(เจริญแล้ว)มีกระบวนการคัดกรองยาวเหยียด มีจิตแพทย์ดูแล และ gender affirming care จริงๆแล้วมันคือการสนับสนุนทางด้านจิตใจ (และตรงกันข้ามกับวิธี "รักษา" ด้วยการบังคับเด็กไปทำ conversion therapy แบบพวกคลั่งศาสนาทำ ที่ส่งผลให้เด็กฆ่าตัวตาย) หรือจะเป็นการใช้ puberty blockers ซึ่งก็อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ทั้งหมด ไม่ใช่แจกยาเล่นๆมั่วๆ และไม่ใช่การผ่าตัดอะไรที่ reverse ไม่ได้ ซึ่งคนที่สนับสนุน trans rights เกือบทั้งหมดก็เห็นด้วยกับหลักการพวกนี้

( https://www.healthline.com/health/transgender/gender-transition-age )
( https://www.endocrine.org/-/media/endocrine/files/advocacy/society-letters/2022/december-2022/response-to-fl-rule-on-gac.pdf )
( https://segm.org/England-ends-gender-affirming-care/ )

- ห้องน้ำ
ประเด็นเรื่องที่เพ้อฝันกันไปเรื่อยว่า Emma ไม่เคยแชร์ห้องน้ำกับ trans นี่ก็พูดกันมาหลายปีแล้ว(รู้ได้ไงว่า Emma ไม่เคย?) งานวิจัยจากทั่วโลก(เช่น UCLA Williams Institute) ไม่พบหลักฐานว่าการให้ trans แชร์ห้องน้ำไปเพิ่มอัตราคุกคามทางเพศ แต่ตรงกันข้ามมันลดความเสี่ยงที่ trans จะโดนคุกคามเองเวลาโดนบังคับให้ใช้ห้องน้ำผู้ชายด้วยซ้ำ
( https://williamsinstitute.law.ucla.edu/wp-content/uploads/Trans-Bathroom-Access-Feb-2025.pdf )

- กีฬา
พูดกันเหมือน trans จะโกงชนะทุกคน ทั้งที่ข้อมูลจริงคือ หลังการทำฮอร์โมนบำบัด มวลกล้ามเนื้อ ความหนาแน่นกระดูก และพลังกล้ามเนื้อลดลงจนใกล้เคียงกับผู้หญิงแท้ทั่วไป และในระดับโอลิมปิกก็ไม่มีหลักฐานว่าผู้หญิงข้ามเพศคว้ารางวัลมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญเลย IOC กับ World Athletics ยังตั้งเกณฑ์โคตรเข้มจนแทบจะกีดกันแล้วด้วยซ้ำ
( https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8944319/ )

จาก talking points พวกนี้ ผมก็อดไม่ได้ที่จะตีไปว่าที่คุณปักใจว่าการสนับสนุน trans คือเรื่องที่ผิด เพราะคุณไม่ยอมรับว่าผู้หญิงข้ามเพศเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมและควรมีสิทธิ์เหมือนคนเพศอื่น ก็แค่นั้นเอง แล้วพอไม่ยอมรับตรงนี้ เหตุผลที่เหลือทั้งหมดของคุณมันก็หมุนอยู่ในวงเดิม โดยใช้แนวคิดพวก gender-critical มาอ้างอิงไม่จบ เหมือนพวก race realist ที่อ้าง pseudoscience มาสนับสนุนการเหยียดผิว

ประเด็นสอง แล้วผู้หญิงที่มีประสบการณ์แบบนั้นทุกคนเขาจะรู้สึกแบบเดียวกับ JK หรือเปล่าก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ทุกคนจะตีตราสร้าง stigma แบบผิดๆใส่คนข้ามเพศไปก่อนแล้วว่าพวกเขามีแนวโน้มจะเป็น sexual predators หรือต้องการเอารัดเอาเปรียบผู้หญิงแท้ ตรรกะเดียวกับ pattern ของพวกขยะเหยียดผิวที่เห็นคนดำแล้วตีตราว่าเป็นอาชญากรไว้ก่อน

ประเด็นสาม ผมว่าคุณกำลังสับสนระหว่าง understanding กับ empathy กล่าวคือ คนเราไม่จำเป็นต้องเคยโดนยิงก่อนถึงจะ advocate ให้เลิกความรุนแรงจากอาวุธปืนได้ แบบเดียวกับที่คุณไม่จำเป็นต้องเคยเป็นคนจนถึงจะเข้าใจว่าความจนมันไม่แฟร์ เหตุผลของคุณเลยย้อนกลับไปตรงประเด็นที่ผมบอกไว้ข้างบน ว่าคุณปักใจไปแล้วว่าการสนับสนุนคนข้ามเพศคือเรื่องผิด ทำให้คุณคิดว่าตรรกะพวกนี้มันผิด ซึ่งผมก็แย้งไปตามที่คุณอ้างมาแล้วเหมือนกัน

อ้างอิงจาก:
คุณจะ advocate อะไรให้ใครก็ได้แต่ถ้าหากสิ่งที่คุณ advocate มัน contradict คุณก็ต้องยอมรับเสียงด่าตามมานะ  

ผมไม่เห็น Emma ออกมาดิ้นเรื่องคนด่านะ มีแต่ JK หรือเปล่าที่ทำแบบนั้น ถ้าคุณมีหลักฐานว่า Emma ทำก็แปะให้ผมอ่านหน่อย

ประเด็นสี่ ผมว่าคุณควรไปทำความเข้าใจกับคำว่า "virtue signaling" ใหม่นะครับว่าคำนี้มันใช้แบบไหน คุณใช้ถูกหรือเปล่า หรือแค่หว่านคำนี้ถึงคนที่พยายามทำอะไรดีๆไปทั้งหมด เหมือนที่พวก alt-right ในทวิตชอบทำ คำนี้จริงๆมันเอาไว้ใช้เรียกพวกชอบโชว์หล่อโชว์เท่เวลาที่เกิดประโยชน์กับตัวเองหรือให้ตัวเองพ้นภัย แต่ไม่ได้เชื่อแบบนั้นจริงๆ เช่นพวกสลิ่มที่แสร้งกลับใจตอนที่กระแสตีกลับมาหาส้มมันแรงจนหยุดไม่อยู่

เช่นในเคสของ Emma ที่ใช้ privilege ของตัวเองไปทำงานกับ UN Women ช่วยผู้หญิงในประเทศยากจน เดินทางลงพื้นที่จริง พูดแทนคนที่ไม่มีเสียง คือพูดจริงทำจริง ไม่ได้พูดเอาสวย เอาประโยชน์ ถ้าคุณมองว่านั่นเป็นการ virtue signaling ก็ไม่รู้จะว่ายังไงละ

ในทางกลับกัน JK เองก็มี privilege เท่ากันหรือมากกว่า แต่เลือกใช้มันในการ amplify เสียงของกลุ่มที่ผลักคนอีกกลุ่มให้ตกขอบสังคมแทน นี่อ่ะครับ vice signaling ของแทร่

เพราะฉะนั้น ประเด็นมันไม่ใช่ว่า Emma ไม่มีประสบการณ์อะไรหรอกครับ ประเด็นคือคนอย่าง JK ไม่อยากฟังเสียงของใครที่ขัดกับ narrative ตัวเอง แล้วก็มองทุกคนที่เห็นต่างว่าหักหลังจนไม่อาจให้อภัยได้

สุดท้าย การมี trans rights มากขึ้น ไม่ได้แปลว่า women's rights ต้องหายไป ของแบบนี้มันไม่ใช่ zero sum game ที่ได้อย่างต้องเสียอีกอย่างไปเลย และการสนับสนุน trans rights ก็ไม่ได้แปลว่าต้องเห็นด้วยกับทุกเรื่องโดยไร้เงื่อนไข ของแบบนี้มันมี nuance มีขอบเขต และมีพื้นที่ให้ถกอย่างมีเหตุผล (เช่นผมไม่เอียงไปทางไม่เห็นด้วยคนข้ามเพศในกีฬาหญิง) ไม่ใช่ผลักดันสังคมด้วยความกลัวแบบที่คนอย่าง JK ทำอยู่ทุกวันนี้ (ถ้าใช้ตรรกะเบี้ยวๆแบบนั้นล่ะก็ สมมติว่าชอบทรัมป์ แปลว่าต้องชอบ the king of pedo Epstein ด้วยมั้ยครับ?)
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1, 2, 3
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel