quote="Luxology"]
one2013 พิมพ์ว่า:
คนที่ประกาศว่าจะส่งคนไปดวงจันทร์เมื่อ50 ปีก่อน จุดประสงค์ในยุคนั้นคืออะไร ทำไมต้องเหยียบดวงจันทร์ก่อน10ปี
ทำไมยุคก่อน เราเริ่มจาก0 ใช้เวล9 ปี เหยียบดวงจันทร์ได้ สื่อสารไม่ติดขัด ทุกวันนี้เริ่มจาก 100 ต้องรออีกหลายปีกว่าจะไปได้อีก
ทำไมอ้างเรื่อง งบประมานทั้งๆที่เรา ไปมาแล้วตั้งแต่ อะพอลโล1 ถึงอะพอลโล่17 ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบัน อาจใช้งบน้อยกว่า17 ครั้งรวมกันก็ได้
ทำไมมนุษย์ฝ่ารังษีออกไปได้ ทำไมมนุษย์อยู่ในสภาพอากาศดวงจันทร์ได้ ยานลูก กลับสู่ยานแม่ได้ยังไง ยุคนั้นสื่อสารมาโลกยังไง
คำถามเหล่านี้ ทำไมมองว่าโง่ ทั้งๆที่ เด็กๆ หรือคนยังไม่รู้สามารถสงสัยและตั้งคำถามได้ หรือเข้ามาอ่านเพื่อหาความรู้ได้ หรือนิสัยคนไทยมันชินกับ ถ้ามีเพื่อนชอบตั้งคำถามและยกมือถามครู มันชอบหัวเราะและแซวเพื่อนว่าโง่ ทั้งๆที่เขาไม่รู้และอยากได้คำตอบมากกว่าการแซะโง่ๆ
คนที่ยังเข้าใจผิดๆอยู่ ถ้าได้มาอ่านข้อมูลที่เอามาแย้งกัน เขาจะได้วิเคราะห์ได้เอง ได้มุมมองหลายแบบ ยิ่งเป็นประโยชน์เป็นสังคมที่โต้เเย้งด้วยเหตุผล ถ้าจะเชื่อโคตรง่ายเรื่องนี้ ผมเชื่อได้ง่ายๆเลย แต่ผมชอบสงสัยไว้ก่อน มันมีมุมไหนที่เราคิดเป็นอย่างอื่นได้บ้าง เป็นการฝึกตั้งข้อสังเกต ฝึกวิเคราะห์ ผิดถูกไม่แย่นะ เพราะเรื่องแค่นี้เอง ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ผิดก็แค่เราได้ข้อมูลที่ถูกใหม่ แต่ถ้ายังไม่เคลียร์เราก็หาความรู้ต่อไป
ถ้าคิดให้ลึก ผมว่ามันง่ายมากเลยนะ ง่ายกว่าจะมาสงสัย โดยตั้งแง่ว่าไม่เชื่อด้วยซ้ำ
ถ้าเหตุผลของการไปเมื่อก่อนมันเพียงแค่เอาชนะ เพียงเพื่อเอาคนลงไปเดินแล้วถ่ายรูป
ผมบอกเลยว่าสมัยนี้ถ้าจะทำ ก็ทำได้ ด้วยการเริ่มจากร้อย แบบที่ท่านคิดนั่นแหล่ะ
งั้นผมถามท่าน เราจะทำแบบเดียวแบบเดิมเมื่อ 50 ปีที่แล้วไปเพื่ออะไร ประโยชน์ของการส่งคนไปถ่ายรูปเพื่อพิสูจน์
ให้คนที่ไม่เชื่อ ด้วยการผลาญงบตั้งเท่าไหร่ ผมว่าไอ้เหุตผลเปลืองตังก็ดูสมเหตุผลดีออก
ผมกลับคิดว่า ก็เพราะ 50 ปีเราเรียนรู้อะไรมามากพอ ที่จะรู้ว่าเราจะศึกษาดวงจันทร์เราไม่จำเป็นต้องส่งคนลง
ไปเดินก็ได้หนิ่ ทุกวันนี้ก็ทำแม็พดวงจันทร์ได้ทั้งดวงแล้ว
และถ้างบตรงนั้นมันสามารถช่วยส่งคนไปดาวอังคารได้มันจะไม่ดีกว่าเหรอ
อ่ะต่อมา ไปรอบหน้าทำไมต้องใช้เวลานานถึงหลายสิบปี
ผมว่าท่านต้องไปดูก่อนนะว่าส่งไปรอบหน้าไปทำอะไร ถ้าแค่ส่งคนลงไปเดิน แล้วถ่ายรูปแล้วบอก
ว่ากุเนี่ย เก่งกว่า รัซเซีย กุเป็นมหาอำนาจ กุมาถ่ายซ้ำให้มึงดุและว่ากุของจริง
ถ้าเมกามันทำอย่างนั้นกับรอบหน้าจริง ผมจะยอมเชื่อว่าแม่มไม่เคยไปมาก่อน
ผมว่าไปดูแพลนรอบหน้าก่อนดีกว่าครับว่าเค้าจะไปทำอะไร วางแพลนอะไรไว้บ้าง ทำไมต้องใช้เวลาไม่ใช่
คิดว่า ที่ไปรอบหน้าแค่จะเอาคนลงเดินไปถ่ายรูปสองรูปแล้วกลับ ยุคนี้ทำไมเราต้องเอาทรัพยากรมนุษย์ไปเสี่ยง
เพียงเพราะเคยทำไปแล้ว ประโยชน์ของการเอาคนลงไปดวงจันทร์ คืออะไร
ถ้าในเมื่อเวลาและงบประมาณตรงนั้น มันเอาคนไปที่ที่ไม่เคยไปได้
(ซึ่งแพลนรอบหน้าก็มีให้อ่านจาก Keyword ของเมนท์ก่อนหน้านี้)
ทุกวันนี้เราส่งคนไป อวกาศ ไปประจำสถานีอวกาศตั้งเท่าไหร่ ดาวเทียม ที่อยู่รอบโลกมันเยอะแค่ไหน
ผมว่านาซ่าแม่มไม่สนใจแล้วว่าคนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แม่มสนใจว่าจะไปตั้ง Colony ดาวอังคารเป็นคนแรก
มากกว่า
ข้อมูลเพิ่มเติมที่หาได้จาก Pantip ข้อมูล Artemis Program
https://pantip.com/topic/41741103
https://pantip.com/topic/41551155
(แก้คำผิด)
เพิ่มเติมครับมันคันมือ
เอาบทความมาแปะให้ดูเลยละกัน
ทำไมถึงยากกว่าโครงการอะพอลโลมากมายขนาดนั้นมาดูกัน
1. โอไรออน จะเพิ่มขนาดของ crew module บรรจุเป็น 4 คน จากสมัยอะพอลโลแค่3คน แต่จุดสำคัญไม่ใช่ตรงนั้น จุดสำคัญคือ การเพิ่มพื้นที่ที่ใหญ่กว่าเดิมมาก โดยสมัยอะพอลโล มีพื้นที่แค่ 6.2 ลูกบาศก์เมตร (คือแทบจะขยับตัวไม่ได้) แต่สำหรับโอไรออนจะเพิ่มเป็น 20 ลูกบาศก์เมตร คือ กว้างกว่ากันมากๆเลยครับ
2. เมื่อขนาดยานโอไรออนมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักก็มากขึ้นด้วย เราจึงต้องพัฒนาระบบจรวดขึ้นมาใหม่ เพราะจรวดที่ทรงพลังที่สุดในอดีตอย่าง Saturn 5 ไม่สามารถส่งยานโอไรออนออกไปสู่ วงโคจรระดับสูงได้ เพราะน้ำหนักของภารกิจนี้มากกว่าสมัยอะพอลโลเยอะมากๆ ทางนาซ่าจึงได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชน พัฒนาจรวด SLS ที่ทรงพลังที่สุด เพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ
** นอกจากต้องส่งยานโอไรออนแล้ว ในอนาคตยังต้องส่งลูน่าเกตย์เวย์ และ สตาร์ชิป ขึ้นไปด้วย ถ้าจรวดไม่ทรงพลังมากพอ ก็ส่งขึ้นไปไม่ได้ครับ **
3. โครงการ Artemis จะไม่นำตัวลูนาโมดูลไปลงจอดในดวงจันทร์แบบโครงการอะพอลโล แต่...จะเอาไปเชื่อมกับลูนาเกตเวย์ และ สตาร์ชิปที่โคจรรอบดวงจันทร์ (ที่เราทำแบบนี้ เพราะจะจำลองการขึ้นและลงจอดดาวอังคาร เนื่องจากตัวลูนาโมดูล ไม่มีแรงขับเคลื่อนมากพอที่จะหนีแรงโน้มถ่วงดาวอังคารได้)
4. การลงจอด ในโครงการอะพอลโล จะลงจอดด้านที่หันหน้าเข้าหาโลก เพื่อใช้ติดต่อสื่อสาร และง่ายต่อการลงจอด แต่...โครงการArtemis จะลงจอดที่ขั้วใต้ดวงจันทร์ ตรงบริเวณรอยต่อด้านมืดและด้านสว่าง ที่สำรวจพบน้ำแข็ง และจะตั้งอาณานิคม+เจาะสำรวจที่บริเวณนี้
5. การจะส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร นักบินอวกาศจะต้องใช้ชีวิตในการเดินทางประมาณ 1-2 ปี ดังนั้นตัวยานอวกาศจะต้องปกป้องตัวนักบินจากรังสีต่างๆได้ ตัว crew module จึงต้องทำมาจากวัสดุที่มีอนุภาคน้อย แข็งแกร่งและน้ำหนักเบา ตัวยานจึงต้องสร้างมาจากวัสดุพิเศษ
นี่แหละครับ คือความยากมายมายมหาศาลในจุดใหญ่ๆ ของโครงการ Artemis คือ ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นใหม่ทั้งหมด เพราะเป้าหมายครั้งนี้ไม่ใช่การสำรวจดวงจันทร์อีกแล้ว แต่เป็นการตั้งอาณานิคม การขุดเจาะน้ำแข็งบนดวงจันทร์ และ การก้าวไปสู่การส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร **