แสดงความเห็น
1, 2, 3 ... 11, 12, 13, 14, 15
ไปที่หน้า
GO
ชมรมคลังความรู้ นิยาย-ประวัติศาสตร์ ต่างๆ
สมาชิก 91 คน, จำนวนคอมเมนต์ 220
Description
ให้ข้อมูลด้านนิยายเทพเจ้ากรีก - โรมัน หรือประเทศต่างๆ และให้ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์เรื่องเล่าต่างๆของทุกมุมโลก ซึ่งเป็นชมรมที่ให้สาระแก่เพื่อนชาว SS โดยเพื่อนชาว SS สามารถเสนอหรือบอกกล่าวว่าอยากได้ข้อมูลของประเทศนั้นประวัติของบุคคลสำคัญท่านต่างๆได้ โดยจะมีทีมงานหาข้อมูลโดย จะมี ผม 1.Falcon_Pee V0.1 , 2.ท่านพริกหวาน ,3.ท่านmubmibkung เป็นคนหาข้อมูลมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันคับ ขอฝากชมรมน้องใหม่ด้วยน่ะคับผม

ระเบียบการชมรม

  • สมาชิกที่ต้องการเข้าร่วมชมรมให้กดปุ่ม join ที่อยู่ด้านบนของกระทู้
  • สมาชิกที่เข้าร่วมชมรมเสีย 10 แผล่บครั้งเดียวถาวร(หัวหน้าไม่เสีย)
  • สมาชิกที่เข้าร่วมแล้วเสีย 10 แผล่บจะได้รับการคืนหากหัวหน้ากดปฏิเสธไม่ให้ร่วมกลุ่ม
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
นักบอล ดิวิชั่น 1
Status:
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 7806
ที่อยู่: Ok,bye!
โพสเมื่อ: Fri Nov 08, 2013 20:04
22nd พิมพ์ว่า:
เพิ่งได้ลูกหมามา แถมเจ้าของเก่าคลอด ต้องรับเลี้ยงหมาอีก4

วันๆต้องเลี้ยงหมา5ตัว หมาใหญ่ก็ดราม่าคิดถึงเจ้าของ ตัวนึงก็แด๊กทั้งวันทั้งคืน ที่เหลือหมาเด็ก ทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน

เวียนหัว เหนื่อย นอนไม่เป็นนอน  

เขาว่าเนื้อมันอร่อยนะครับ
My Locker
ออฟไลน์
นักบอล ดิวิชั่น 1
Status:
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 7806
ที่อยู่: Ok,bye!
โพสเมื่อ: Fri Nov 08, 2013 20:06
อ้าว ลืมเรื่องจะลง คิดไว้ตอนอาบน้ำ

ให้ตายเถอะ ไอ้สมองงง
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
เข้าร่วม: 10 Jul 2008
ตอบ: 1603 (บอร์ดเก่า 8372)
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Sat Nov 09, 2013 00:39
พริกหวาน พิมพ์ว่า:
22nd พิมพ์ว่า:
เพิ่งได้ลูกหมามา แถมเจ้าของเก่าคลอด ต้องรับเลี้ยงหมาอีก4

วันๆต้องเลี้ยงหมา5ตัว หมาใหญ่ก็ดราม่าคิดถึงเจ้าของ ตัวนึงก็แด๊กทั้งวันทั้งคืน ที่เหลือหมาเด็ก ทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน

เวียนหัว เหนื่อย นอนไม่เป็นนอน  

เขาว่าเนื้อมันอร่อยนะครับ  


ไม่ไหวนะฮะ ชิวาว่าเนื้อนิดเดียวแถมแพงอีกต่างหาก

ไม่คุ้มอย่างแรง
My Locker
ออฟไลน์
แข้งดัทช์ลีก
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 3937 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Sat Nov 09, 2013 01:05
22nd พิมพ์ว่า:
พริกหวาน พิมพ์ว่า:
22nd พิมพ์ว่า:
เพิ่งได้ลูกหมามา แถมเจ้าของเก่าคลอด ต้องรับเลี้ยงหมาอีก4

วันๆต้องเลี้ยงหมา5ตัว หมาใหญ่ก็ดราม่าคิดถึงเจ้าของ ตัวนึงก็แด๊กทั้งวันทั้งคืน ที่เหลือหมาเด็ก ทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน

เวียนหัว เหนื่อย นอนไม่เป็นนอน  

เขาว่าเนื้อมันอร่อยนะครับ  


ไม่ไหวนะฮะ ชิวาว่าเนื้อนิดเดียวแถมแพงอีกต่างหาก

ไม่คุ้มอย่างแรง  


เปิดฟาร์มเลยท่านไม่ซงไม่ซ่อมคอมแล้วหุหุหุ
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
เข้าร่วม: 10 Jul 2008
ตอบ: 1603 (บอร์ดเก่า 8372)
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Sat Nov 09, 2013 16:49
Falcon_pee V 0.1 พิมพ์ว่า:
22nd พิมพ์ว่า:
พริกหวาน พิมพ์ว่า:
22nd พิมพ์ว่า:
เพิ่งได้ลูกหมามา แถมเจ้าของเก่าคลอด ต้องรับเลี้ยงหมาอีก4

วันๆต้องเลี้ยงหมา5ตัว หมาใหญ่ก็ดราม่าคิดถึงเจ้าของ ตัวนึงก็แด๊กทั้งวันทั้งคืน ที่เหลือหมาเด็ก ทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน

เวียนหัว เหนื่อย นอนไม่เป็นนอน  

เขาว่าเนื้อมันอร่อยนะครับ  


ไม่ไหวนะฮะ ชิวาว่าเนื้อนิดเดียวแถมแพงอีกต่างหาก

ไม่คุ้มอย่างแรง  


เปิดฟาร์มเลยท่านไม่ซงไม่ซ่อมคอมแล้วหุหุหุ  


แค่5ตัวผมน้ำตาจะเล็ดแล้วท่าน
My Locker
ออฟไลน์
นักบอล ดิวิชั่น 1
Status:
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 7806
ที่อยู่: Ok,bye!
โพสเมื่อ: Tue Nov 12, 2013 22:13
เทพโอดิน (Odin)

โอดีน เป็นมหาเทพที่เป็นหัวหน้าอยู่เหนือทวยเทพทั้งหลายในตำนานทางยุโรปเหนือ ชื่อโอดีนมีความหมายแปลว่า “ตื่นเต้น” “โกรธา” และ “กวีนิพนธ์” โอดีนมีบทบาทเกี่ยวพันละเป็นองค์อุปถัมภ์ของหลากหลายกิจการ ตั้งแต่ การสงคราม ปัญญา สงคราม และ ความตาย นอกจากนี้ยังถือว่าโอดีนเป็นเทพเจ้าแห่งอาคมมนตรา การพยากรณ์ ชัยชนะ และการล่าสัตว์ด้วย

โอดีนมีสมญานาม นามเรียกขานที่แตกต่างออกไปมากมาย ซึ่งนั่นก็มาจากรูปแบบทางกวีนิพนธ์ของทางยุโรปเหนือนั่นเอง เพื่อใช้คำที่อ้างสื่อถึงบุคคลเดียวกันแต่ใช้ชื่อเรียกขานแตกต่างกัน เป็นทั้งความงามสละสลวยทางภาษา และเป็นรูปแบบปริศนาสำหรับสอดแทรกในงานกวีนิพนธ์ด้วย นามเรียกขานโอดีนอื่น ๆ ที่เด่นชัดก็มี อัลฟอร์ (บิดาแห่งทั้งมวล สื่อถึงโอดีนที่เป็นมหาเทพ บิดาแห่งทุกสรรพสิ่งนั่นเอง) อิก, โบลเวิร์ค, กริมเนียร์ เป็นต้น


ลักษณะทั่วไปของโอดีน
โอดีนมีลักษณะปรากฏอย่างหลากหลาย ทั้งในแง่จอมปราชญ์อาวุโสผู้ดูคงแก่เรียน หรือนักรบที่ทรงหลังม้าอย่างกล้าหาญ โอดีนมีดวงตาเพียงข้างเดียวเท่านั้น เพราะเขาได้สละดวงตาข้างซ้ายใส่ลงไปในน้ำพุแห่งมิเมอร์ เพื่อที่จะได้มาซึ่งภูมิปัญญา องค์ความรู้แห่งยุคสมัย นอกจากนี้โอดีนยังเกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์ด้วย
เมื่อนักรบผู้กล้าได้สูญเสียชีวิตตายลง วาลคิรี่จะนำพาดวงวิญญาณของนักรบผู้กล้านั้นมายังห้องโถงแห่งวัลฮาร่า สถานที่ซึ่งโอดีนจะให้การต้อนรับนักรบผู้กล้านั้นด้วยการให้เกียรติอย่างดี บรรดาวิญญาณของวิญญูชนเหล่านี้ จะถูกเรียกว่า เอนเฮอร์จาร์ จะได้รับความสุขสม ความชื่นชมยินดีเปี่ยมสุขอย่างเต็มที่ในงานเลี้ยงอันมิวันเลิกราที่จัดโดยโอดีน ร่วมฉลอง ร่วมชื่นชมยินดี ซ้อมรบ ซ้อมต่อสู้กันไปเรื่อย ๆ เป็นการเตรียมพร้อมก่อนจะถึงสงครามศึกใหญ่ครั้งสุดท้ายที่พวกเค้าจะเข้าร่วมด้วย ซึ่งนั่นก็คือสงครามของบรรดาทวยเทพในวันแร็คน่าร็อคนั่นเอง
โอดีนในฐานะเทพแห่งสงครามถือว่าเป็นผู้นำพามาซึ่งชัยชนะในสนามรบ ในบางตำนานทีกล่าวถึงบทบาทโอดีนในสนามรบไว้ว่าเป็นผู้เริ่มเปิดฉากการรบด้วยการขว้างหอก กุนกุเนียร์ หอกประจำตัวของตนออกไป เป็นการเปิดฉากสงครามการต่อสู้ในครั้งนั้น ก่อนจะส่งวาลคิรี่ทั้งหลายออกไปช่วยชักนำพาสงครามให้เป็นไปอย่างที่เขาต้องการ
โอดีนในฐานะ นักแปลงร่าง เชื่อว่าโอดีนมีความสามารถเปลี่ยนรูปร่างภายนอกของตนเองได้ดังใจปรารถนาด้วย ซึ่งหลายต่อหลายครั้งโอดีนก็ได้แปลงรูปร่างของตนเองออกมาเป็น ชายชราผู้มีตาข้างเดียว ถือไม้เท้าใช้ในการเดินทาง และมีเคราสีเทา แต่งตัวเหมือนชายชรานักเดินทางธรรมดาทั่วไป และใช้รูปลักษณ์นี้ในการออกผจญภัยไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลกด้วย
โอดีนในฐานะผู้รักษา จอมอาคมมนตรา และจอมพยากรณ์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดแนวคิดทางชาแมนด้วย


วงศ์วาน
โอดีนเป็นบุตรของเทพ เบสท์ลา กับ บอร์ มีน้องชายอีก 2 คนชื่อ วี กับ วิลี ด้วยการร่วมแรงกันกับน้องชายทั้ง 2 ก็ยังผลให้โอดีนสามารถสยบยักษ์น้ำแข็ง ยเมียร์ ลงได้ และได้สร้างโลก มิดการ์ด ขึ้นมาจากร่างกายของยเมียร์
โอดีนมีภริยามากมายตามอย่างแนวคิดของเทพสมัยโบราณ และแน่นอนทำให้โอดีนมีบุตร ธิดา ผู้เปี่ยยมด้วยพลังและปัญญาออกมามากมาย ซึ่งที่เด่น ๆ ก็มีดังนี้

-ฟริกก์ ภริยาแรกสุดของโอดีนเป็นผู้ได้ให้กำเนิด บัลเดอร์ ตัวแทนแห่งความสุขสม ความดีงาม ปัญญา และ ความงาม
เรื่องความรักที่ฟริกก์มีต่อบัลเดอร์บุตรของนางนั้นเป็นที่เลื่องลือมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินท่องไปยังโลกของนางเพื่อปกป้องบุตรของนางจากชะตากรรมแห่งความตาย

-ยอร์ธ ยักษณีผู้นี้ ด้ให้กำเนิดเทพสายฟ้า ธอร์ ผู้มีชื่อเสียงออกมานั่นเอง

-ไกรเดอร์ ยักษณีเช่นเดียวกันและได้ให้กำเนิด วิดาร์

-รินดา ได้ให้กำเนิด วาลี

และอื่น ๆ ที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึง ณ ที่นี่
ผู้ให้กำเนิดอักษร รูน
เชื่อว่าโอดีนเป็นผู้คิดค้นให้กำเนิดอักษร รูน (Rune) ที่ทางยุโรปเหนือใช้ขึ้นมา โดยเชื่อว่าอักษรรูนเป็นผลขององค์ความรู้ที่โอดีนได้รับมาจากการแขวนตัวเองไว้กับต้นไม้โลกอิคดราซิล


สถานที่พำนัก

โอดีนมีที่พำนักอยู่ในดินแดนแห่งทวยเทพ แอสการ์ด

สถานที่แรกคือ กลัดเชม ห้องโถงขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับดำเนินการประชุมร่วมกับผู้คุ้มกฎทั้ง 12 และเป็นสถานที่สำหรับจัดการเรื่องราวทั่วไปที่เกิดขึ้นในแอสการ์ด

วาลาสคิอัลฟ์ อาคารสีเงินที่ยกสูงอยู่ในอากาศ

ฮิลด์สคิอัลฟ์ สถานที่อันเป็นที่ตั้งของบัลลังก์ของโอดีน สถานที่ซึ่งโอดีนสามารถนั่งสอดส่องเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลกได้

สุดท้ายคือวัลฮาลา สถานที่เลี้ยงต้อนรับวิญญาณของบรรดานักรบผู้จบชีวิตลงอย่างกล้าหาญในสนามรบนั่นเอง
วัลฮาลาประกอบด้วยประตู 540 บาน ห้องโถงใหญ่ประดับประดาด้วยทองคำ และมีโล่ หอก และ เกราะทั้งหมดทำมาจากทองคำถูกทองห้อยประดับตกแต่งอยู่รอบ ๆ

ของวิเศษที่โอดีนครอบครอง

มีของวิเศษและทรัพย์สมบัติเลอค่ามากมายที่โอดีนได้เก็บสะสมเอาไว้ บ้างก็ได้มาจากพวกดวาร์ฟ บ้างก็ได้รับมาจากเทพองค์อื่น ๆ ซึ่งของวิเศษที่เด่น ๆ ก็มีดังนี้

-กุนกุเนียร์ หอกประจำกายโอดีน เป็นหอกที่โอดีนจะปาออกไปเป็นอันดับแรกในสนามรบเพื่อเป็นสัญญาณของการเปิดศึก เป็นหอกวิเศษที่ขว้างออกไปคราใดจะไม่มีวันพลาดเป้า

-สเลปเนียร์ เป็นม้าประจำตัวของโอดีน มีขา 8 ขา โอดีนได้รับม้าตัวนี้มาจากโลคิ เป็นม้าวิเศษที่วิ่งได้อย่างรวดเร็ว มิรู้จักเหน็ดเหนื่อย สามารถวิ่งเหิรไปยังอากาศและวิ่งข้ามผ่านไปยังแต่ละโลกได้

-แหวนทองคำวิเศษ ดราอุปเนียร์ มีความพิเศษอยู่ที่ว่า ทุก ๆ ค่ำคืนที่ 9 แหวนวงใหม่ 8 วงจะเพิ่มขึ้นมา

-อีกาคู่ ฮูจิน กับ มูนิน (ความคิด และ ความทรงจำ) อีกาวิเศษคู่ที่จะบินวนรอบโลกในแต่ละวัน และคอยรายงานเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลกต่อโอดีนในวัลฮาลาในยามค่ำคืน

-หมาป่าคู่ เกริ และ เฟรคิ ผู้ดำรงชีพด้วยการดื่มแต่สุรา และ ไวน์

จุดจบของโอดีน

ในสงครามแห่งทวยเทพ แร็คน่าร็อค นั้น โอดีนได้เข้าร่วมทำสงคราม และถูกเฟนเรียหมาป่าน้ำแข็งผู้เป็นบุตรของยักษ์โลคิ กัด และทำร้ายจนเสียชีวิตลงในที่สุด เป็นฉากสุดท้ายของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่



ขอขอบคุณ http://writer.dek-d.com/Invincible/story/viewlongc.php?id=351387&chapter=11
แก้ไขล่าสุดโดย พริกหวาน เมื่อ Tue Nov 12, 2013 22:17, ทั้งหมด 2 ครั้ง
My Locker
ออฟไลน์
แข้งดัทช์ลีก
Status:
เข้าร่วม: 09 Jan 2011
ตอบ: 10806 (บอร์ดเก่า 1296)
ที่อยู่: darkside
โพสเมื่อ: Wed Nov 13, 2013 17:12
ประวัติศาสตร์จีน ขอยุค 7 ก๊กฮะ


My Locker
ออฟไลน์
แข้งดัทช์ลีก
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 3937 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Fri Nov 15, 2013 15:44
ธอร์เทพเจ้าแห่งสายฟ้า
ธอร์ เจ้าแห่งสายฟ้า

ธอร์-Thorเทพแห่งสายฟ้า



ธอร์ เป็นลูกของโอดินและจอร์ดนางยักษ์แห่งแผ่นดินซึ่งมีฐานะเป็นครึ่งเทพ แต่แม้ว่าแม่ของเขาจะเป็นยักษ์ แต่ธอร์กลับเกลียดยักษ์เข้าไส้ตลอดชีวิตเช่นเดียวกับโอดิน คงจะพิศมัยเฉพาะยักษ์สาวๆ เช่นเดียวกับพ่ออีกเหมือนกัน (เป็นลูกพ่อจริงๆ) ธอร์เป็นผู้มีพละกำลังมหาศาล กินจุ กินดุมาตั้งแต่กำเนิด อีกทั้งยังขี้โมโห ขี้หงุดหงิดจนเป็นที่เลื่องลือ ชื่อของธอร์คือที่มาของวันพฤหัส-Thursday ในภาษาฝรั่ง ซึ่งลักษณะของเทพก็ไม่ตรงกับลักษณะของวันเอาเลย

ความแข็งแรงของธอร์สร้างปัญหาให้กับชาวแอสการ์ด (และตัวเขาเองด้วย) ขนาดอายุไม่เท่าไรเขาก็แบกเอาม้วนหนังหมีขนาดใหญ่ 10 ม้วนเดินเล่นสบายใจเฉิบ ทำเอาเทพที่มีร่วมชุมนุมฉลองให้ต่างอ้าปากค้างไปตามๆ กัน ธอร์เลยต้องถูกส่งไปให้วิงเนียร์-Vingnir และโลร่า-Hlora สามีภรรยาผู้รักษาสายฟ้าเอาไปเลี้ยงนอกสวรรค์ช่วยเลี้ยงดูจนกว่าจะเติบโตพอควบคุมอารมณ์ได้ค่อยส่งกลับมาแอสการ์ดใหม่ ด้วยเหตุนี้เขาเลยกลายเป็นเทพแห่งสายฟ้าไปโดยปริยาย

เมื่อเติบโตขึ้นเทพองค์นี้ก็สูงใหญ่ แข็งแรงใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของสายฟ้าแลบ เสียงของเขากึกก้องน่ากลัวราวกับเสียงฟ้าฟาด ไม่ค่อยมีใครทนเขาได้นอกจากโลกิจอมโกง อาจเป็นเพราะธอร์เป็นเลิศในทางพลัง ส่วนอีกฝ่ายเป็นเลิศในทางปัญญา สมดุลที่พอฟัดพอเหวี่ยง โลกิจึงกลายเป็นเพื่อนผจญภัย (อย่างกระท่อนกระแท่น) ของธอร์ในหลายครั้ง

ธอร์เป็นเทพหนึ่งใน 12 เทพสำคัญของสภาแกลดไฮล์ม-Gladsheim เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้บรรดาเทพอุ่นใจว่าอย่างน้อยเมื่อธอร์อยู่จะไม่มียักษ์มากวนใจ เขามีพระราชวังของตัวเองชื่อบิลสเกอร์เนียร์-Bilskirnir อยู่บริเวณธรุดไฮล์ม-Thrudheim รอบนอกของแอสการ์ด ด้วยเหตุที่เขามีหน้าที่เป็นเทพของคนยากและทาส พระราชวังนี้เลยเต็มไปด้วยวิญญาณทหารและชาวไร่ชาวนา ซึ่งเป็นพวกที่ตามมารับใช้วิญญาณของนายที่เป็นนักรบที่ขึ้นมาอยู่บนวัลฮัลลาแต่แม้จะมีความสำคัญมากมายขนาดนี้ ธอร์กลับเป็นเทพองค์เดียวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สะพานสายรุ้ง เพราะต่างกลัวกันว่าฝีเท้าของเขาซึ่งก็คือสายฟ้า จะทำลายสะพานพังลง ดังนั้นเวลาธอร์จะมาแกลดสไฮล์มแต่ละที เขาจะต้องใช้ทางอ้อม ข้ามมาทางแม่น้ำออมต์และแม่น้ำคอมต์กับสายธารเกอลัง ธอร์มีอาวุธวิเศษอยู่สามอย่าง ที่สำคัญคือค้อนมจอลเนียร์-Mjolnir ผลงานของคนแคระซินดรี-Sindri ถึงแม้ด้ามมันจะสั้นไปสักหน่อยแต่มันกลับเหมาะให้เทพเหวี่ยงใส่ศัตรูมากกว่าทุบ จากนั้นมันจะหมุนกลับมากหาเจ้าของเอง อย่างที่สองเข็มขัดรัดเอวเพิ่มพลัง อย่างที่สามคือถุงมือวิเศษใช้คู่กับค้อน ทั้งสามอย่างนี้เป็นอาวุธคู่มือที่ช่วยธอร์ผจญภัยหลายครั้ง นอกจากนี้ธอร์ยังมีราชรถเทียมแพะชื่อทังนิออสกับทังริสต์ไว้ใช้ในบางโอกาสที่ไม่ต้องการเดินทางด้วยเท้า ภาพเขียนของยุโรปหลายภาพจึงมีรูปธอร์ปรากฏอยู่บนรถเทียมแพะที่ว่านี้

ธอร์มีเมียสองคน คนแรกเป็นยักษ์ชื่อลานซาซ่า-Larnsaxa มีลูกชายกับยักษีตนนี้สอง คือแมกนี-Magni (ความแข็งแกร่ง) โมดี-Modi (ความกล้าหาญ) เป็นเทพครึ่งยักษ์สองคนที่รอดจากช่วงแร็กนาร็อค

เมียคนที่สองเป็นเทพด้วยกันชื่อซิฟ-Sif คนนี้ผมสวยมาก ทั้งยาวและสมบูรณ์เหมือนรวงข้าวกำลังสุก กับเทพีองค์นี้ธอร์มีลูกด้วยสองคน เป็นชายชื่อ ลอร์ไรด์-Lorride และเป็นหญิงชื่อ ธรุด-Thrud ธรุดมีร่างกายใหญ่โตเหมือนยักษ์ แต่งามเหมือนเทพธิดา ความงามของเจ้าหล่อนเล่นเอาบรรดาผู้ชายทุกเหล่าไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เทพหรือคนแคระ ต่างก็เพ้อหานางด้วยกันทั้งนั้น แต่ปรากฏว่าคนที่ธรุดยอมคบหาด้วยกลับเป็นคนแคระชื่ออัลวิส-Alvis หน้าตาไม่หล่อเหลา ร่างกายก็เล็กแคระ แต่ปัญญามากจนเอาชนะใจสาวได้ ติดอยู่นิ๊ดเดียวเท่านั้นละครับก็ตรงที่ เทพธอร์เป็นพ่อประเภทหวงลูกสาวมาก ไม่ว่าใครก็ตามที่มาติดพันเขาไม่ชอบทั้งนั้น ความหวงลูกของธอร์ถึงขนาดทำร้ายฝ่ายที่จะมาพรากลูกไปจากอกเขาได้ง่ายๆ




ธรุดและอัลวิส

อย่างที่บอกละครับว่าธรุดและอัลวิสเริ่มพึงใจกัน ความรักระหว่างสองคนนี้เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยๆ โดยที่ธอร์ไม่รู้ ก็เนื่องจากเหตุเดียวละครับ อัลวิสเป็นคนแคระไง คนแคระเวลาจะออกเดินทางไปไหนมาไหนทีต้องรอตอนกลางคืน ฉะนั้นเวลาที่อัลวิสมาหาธรุดก็เป็นเวลากลางคืนที่ธอร์หลับไปนานแล้ว

ถึงอย่างนั้นธอร์ก็ระแคะระคาย เขาไม่ชอบว่าที่ลูกเขยตัวเตี้ย หรือคนไหนๆ ทั้งนั้น อุปสรรคอย่างเดียวที่ทำให้เขาจับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็คือเวลาที่ไม่ตรงกันนั่นละครับ ธอร์หลับอัลวิสมา อัลวิส กลับธอร์ตื่น เป็นอย่างนี้เรื่อยมา มันเป็นช่วงเวลาที่นานพอจะทำให้หนุ่มสาวสานสัมพันธ์จนกลายเป็นความรักที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นที่คนแคระเอ่ยปากขอธรุดแต่งงาน และสาวเจ้าก็ยินดีอย่างสุดๆ

แต่แล้วคืนนั้นเอง ธอร์กลับปรากฏตัวขึ้นกลางดึก เขาเพิ่งกลับมาจากแกลดสไฮล์มสภาเทพ เจอเข้ากับคู่รักกำลังพร่ำคำสัญญาต่อกันอย่างจังโดยที่หนุ่มสาวทั้งสองก็ไม่ทันระวังตัว ภาพทั้งสองอยู่ด้วยกันทำให้ความโกรธของธอร์แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ ธอร์พยายามสะกดอารมณ์ ครู่หนึ่งเขาเรียกมนุษย์ตัวเตี้ยเข้าไปคุยกันสองคนในห้อง จากนั้นตั้งปัญหาทดสอบประลองปัญญาคำถามแล้วคำถามเล่าเพื่อจะหยั่งว่า เจ้าแคระนี่จะเลี้ยงดูลูกสาวเขาได้หรือไม่ แต่ปรากฏว่าอัลวิสตอบคำถามได้หมดไม่มีติดขัดจนธอร์ไม่รู้จะถามอะไร ช่วงเวลาที่เงียบงันทำให้คนแคระเหมาเอาเองว่าเมื่อสิ้นคำถาม การทดสอบก็ถือว่าผ่าน อัลวิสรีบออกไปหาธรุดด้านนอก…แต่เจ้าคนแคระคาดผิด เขาประเมินเทพเจ้าต่ำไป

อัลวิสมัวแต่ตอบคำถาม มุ่งหวังจะได้ลูกสาวของเทพเพียงอย่างเดียวจนทำให้ลืมเวลา ลืมไปว่าเขาคือคนแคระ เมื่ออัลวิสเอื้อมมือไปสัมผัสมือธรุด แสงอาทิตย์แรกของวันก็สาดลงมาพอดี ร่างของอัลวิสกลายเป็นหินในฉับพลัน ความรัก ความฝันของหนุ่มสาวละลายกลายเป็นอากาศธาตุ เป็นบทเรียนของผู้มุ่งหมายลูกสาวเทพตั้งแต่นั้นมา

เด๋วมีต่อภาค 2 น่ะคับประวัติเทพธอร์เยอะอยุ่หุหุหุ

CR.http://writer.dek-d.com/freedeal/story/viewlongc.php?id=50498&chapter=6

คับผม
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
เข้าร่วม: 10 Jul 2008
ตอบ: 1603 (บอร์ดเก่า 8372)
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Fri Nov 15, 2013 17:42
ฮ่วย ไม่มีเวลาไปหาเมียน้อย เฮ่ย!!

ตอนหน้ามาช้าหน่อย ทีแรกจะอัพตั๋งโต๊ะไม่พวกกุนซือขาโฉด แต่การเมืองยังร้อนๆ
กลัวๆเหมือนกันว่าเดี๋ยวใครทะลึ่งจะโยงไปกับเรื่องการเมือง(ได้ทีแอบอู้ หุหุ )

เลยคิดว่าจะเปลี่ยนไปเป็นพวกขุนพลบู๋ดีกว่า อ่านเอามันส์ไม่ต้องคิดมาก

ท่านใดว่างๆช่วยเสนอแนะขุนพลบู๊ยุคสามก๊กหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ

ปล.แต่ถ้าคิดไม่ออกจริงๆ ผมจะเขียนเรื่องอื่นเลย
แก้ไขล่าสุดโดย 22nd เมื่อ Fri Nov 15, 2013 17:42, ทั้งหมด 1 ครั้ง
My Locker
ออฟไลน์
นักบอล ดิวิชั่น 1
Status:
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 7806
ที่อยู่: Ok,bye!
โพสเมื่อ: Tue Nov 26, 2013 20:33
เงียบจัง
My Locker
ออฟไลน์
ดาวซัลโวฟุตบอลโลก
Status:
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 18173 (บอร์ดเก่า 5081)
ที่อยู่: ทางช้างเผือก
โพสเมื่อ: Wed Nov 27, 2013 01:55
เข้าร่วมด้วยครับ ชอบปกรณัมกรีกมาก ชอบอ่านนิยายด้วยครับ




My Locker
ออฟไลน์
แข้งดัทช์ลีก
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 3937 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Wed Nov 27, 2013 02:22
อันยองตอนดึกๆคับ
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
นักเตะท้ายซอย
Status:
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 820 (บอร์ดเก่า 193)
ที่อยู่: Old trafford
โพสเมื่อ: Wed Nov 27, 2013 09:34
Lebron17 พิมพ์ว่า:
เข้าร่วมด้วยครับ ชอบปกรณัมกรีกมาก ชอบอ่านนิยายด้วยครับ  


ในลอคเกอร์ผมเต็มเบยงับ

แต่ช่วงนี้่ไม่ได้เขียนเพิ่มเบย งานชุกปลายปีฝุดๆ

ต้องขอโทษท่านพริกหวานกะท่านพีร์ด้วยนะครัช



ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
My Locker
ออฟไลน์
แข้งดัทช์ลีก
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 3937 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Wed Nov 27, 2013 09:43
mubmibkung พิมพ์ว่า:
Lebron17 พิมพ์ว่า:
เข้าร่วมด้วยครับ ชอบปกรณัมกรีกมาก ชอบอ่านนิยายด้วยครับ  


ในลอคเกอร์ผมเต็มเบยงับ

แต่ช่วงนี้่ไม่ได้เขียนเพิ่มเบย งานชุกปลายปีฝุดๆ

ต้องขอโทษท่านพริกหวานกะท่านพีร์ด้วยนะครัช  


ไม่เป็นไรคับท่านผมก็ติดงานอยู่อ่ะคับเด๋วว่างๆผมก็จะอัพน่ะครับ
Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
ออฟไลน์
แข้งดัทช์ลีก
Status:
เข้าร่วม: 03 Nov 2010
ตอบ: 3937 (บอร์ดเก่า 2265)
ที่อยู่: ณ เวลาที่หิมะไม่ตกในประเทศไทย
โพสเมื่อ: Wed Nov 27, 2013 15:24
สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน
สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน หรือภาษาอังกฤษว่า “The Hanging Gardens of Babylon”



นึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ตั้งอยู่บนแม่น้ำยูเฟรติส ประเทศอิรักในปัจจุบัน

สวนลอยแห่งนี้สร้างเมื่อประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตกาลโดย กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่ 3

แห่งกรุงบาบิโลเนีย สร้างให้แก่มเหสีของพระองค์ชื่อพระนางเซมีรามีส ในยุค รุ่งเรืองเมโสโปเตเมีย

โดยก่อเป็นเนินสูงซ้อนกันเป็นชั้นสูง ๆ สูงถึง 100 เมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงแข็งแกร่งหนา

ถึง 7 เมตรระเบียงทุกชั้นได้รับการตกแต่งด้วยไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนพุ่มชนิดต่างๆ มีระบบ

ชลประทานชักน้ำจากแม่น้ำไทกิสไปทำเป็นน้ำตกและนำไปเลี้ยงต้นไม้ตลอดปี มีทั้งสิ่งตกแต่ง

และอำนวยความสะดวกมากมาย ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจเพราะ สวนลอยแห่งนี้ตั้งอยู่ในทะเลทราย

ว่ากันว่าใช้ทาสขนน้ำขึ้นไปเลี้ยงต้นไม้หรือ ตามแบบที่ว่ามาเบื้องต้นคือ มีระบบชลประทานที่

สมบูรณ์ทำให้ต้นไม้ดอกไม้พืชพรรณ ต่างๆ ยังคงสภาพได้ดี สวนลอยแห่งนี้อยู่สูงเด่นเห็นแต่ไกล

เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็นยิ่งนักทั้งความหรูหรา ความตระกรานตาด้วยความสูงใหญ่

และความสวยงามหลังจากพระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์สิ้นพระชนม์ลงได้ 22 ปี

อาณาจักรนี้ก็ตกเป็นของจักรพรรดิไซรัสมหาราช แห่งเปอร์เชีย สันนิษฐานกันว่า

สวนลอยแห่งบาบิโลนนี้ ยังคงอยู่คู่เมืองจนถึงศรรตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล

ตามตำนานที่เล่ากันมา แต่ก็ยังมีข้อโต้แย้ง หลายๆอย่าง จากนักวิจารณ์หรือข้อสังเกตุถึง

ความเป็นไปได้ต่อการมีอยู่จริงของ สวนลอยแห่งบาบิโลนแห่งนี้ เช่น เรื่องหลักฐาน ซาก

ของตัวอาคารที่มีหลงเหลือมาน้อยมากมีแค่การบันทึกของคนโบราณ ถึงความสวยงาม ของมัน

หรือความเพ้อฝันเกินจริงของความสมบูรณ์แบบของสวนลอยแห่งนี้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับ สถานที่ตั้ง

เรื่องแม่น้ำยูเฟรติส หรือ สภาพพื้นดิน ในการสร้างสวนลอยว่าตกลงแล้วอยู่ปนพื้นที่ ทรายปนดิน

หรืออยู่ใน สภาพที่เป็นโคลนตม กันแน่ การบรรยาย เกี่ยวกับสวนลอยบาบิโลนนี้

มีการอ้างอิงว่าอาจจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ดูเยอะและมากเกิน จนดูเหมือนว่า ยังเอาแน่เอานอน

กับลักษณะที่แท้จริงไม่ได้ทั้งนี้ทั้งนั้น ตำนานเรื่องนี้เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างแห่งนี้ ก็ได้รับการยอมรับ

ให้เป็น สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แล้วด้วยตามหลักฐานการบันทึก ต่างๆถึงความงามของ

สวนลอยแห่งบาบิโลน แห่งนี้ แอบหวังว่าน่าจะมีการสร้างจำลอง ขึ้นมา ด้วยสภาพการทำงาน

ของคนงาน สภาพเทคโนโลยี ต่างๆในแบบเดียวกับยุคสมัยนั้น เพื่อดูความเป็นไปได้ใน

การสร้างสิ่งเหล่านี้ คงดีไม่น้อย ในทุกวันนี้ยังไม่มีไครพบหลักฐานยืนยันการมีอยู่จริงของ

สวนลอยแห่งนี้ มีแต่เฉพาะแค่หลักฐานจากคนโบราณ นักประวัติศาสตร์บางคนก็ไม่เชื่อว่ามัน

จะมีอยู่จริง เพราะหลายๆคนยังสงสัยต่อเรื่องที่ว่าแล้วจะใช้น้ำจากที่ไหปนต้นไม้หละดอกไม้

พืชพรรณต่างๆนั้นจะโตอยู่ได้อย่างไรในสภาพบรรยากาศแบบนั้น ถึงจะบอกว่ามีระบบ

ชลประทานที่ดีมารองรับแต่ก็นั้นแหละว่าแหล่งน้ำและอากาศที่ร้อน มันต้องส่งผลอะไรบ้าง

กับสวนลอยบาบิโลนแห่งนี้





Cr.http://blog88.exteen.com/20130615/8220-the-hanging-gardens-of-babylon-8221

Rain & man Utd


ชมรมคลังความรู้ประวัติศาสตร์ - นิยายทั่วทุกมุมโลก คับผม
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/64
ยังคงเลือกที่จะตามหาส่วนหนึ่งของหัวใจที่หลงลืม ไว้กับใครบางคน
My Locker
1, 2, 3 ... 11, 12, 13, 14, 15
ไปที่หน้า
GO
ดูทีวีย้อนหลัง
แสดงความเห็น