ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
ซุปตาร์โอลิมปิก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Mar 2006
ตอบ: 3770
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Mon Nov 02, 2026 16:15
โดนไบรทตันถล่ม ปืนเปลี่ยนแนวทาง จนเอามาใช้ตอนเจอหงส์เลย
เครดิต บทความจ่ายเงิน จาก The Athletic สังเกตเหมือนกัน เมื่อคืนเลิกบิลด์อัพแดนหลังแบบไม่จำเป็นแต่น่าจะอยู่ที่มที่เจอด้วยแหละ และเน้นปิดช่องว่าง ระหว่างหลังและ กลางไม่โบ๋เท่าตอนเจอไบรทตัน

ชัยชนะ 1-0 ของอาร์เซนอลเหนือลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์ อาจไม่ใช่เกมที่สวยงามที่สุดในยุคของมิเกล อาร์เตต้า แต่กลับเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนว่าอาร์เซนอลพัฒนาจากทีมที่ต้องการควบคุมเกมด้วยการครองบอล ไปสู่ทีมที่สามารถปรับวิธีการเล่นเพื่อเอาชนะคู่แข่งได้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาร์เซนอลขึ้นชื่อเรื่องการสร้างเกมจากแดนหลัง การต่อบอลผ่านแนวเพรสซิ่ง และการครองพื้นที่ในแดนคู่แข่ง แต่เกมนี้อาร์เตต้าเลือกทำสิ่งที่แทบจะตรงกันข้าม ด้วยการให้ลูกทีมเปิดบอลยาวข้ามแดนกลาง ยอมเสียการครองบอล และถอยลงมารับแรงกดดันจากลิเวอร์พูลเป็นเวลานาน

แม้ลิเวอร์พูลจะสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง แต่สุดท้ายไม่สามารถยิงตรงกรอบได้เลย ขณะที่อาร์เซนอลอาศัยความผิดพลาดในแดนหลังของเจ้าถิ่น ก่อนที่ไค ฮาแวร์ตซ์จะยิงประตูชัยจากการเปิดบอลของดีแคลน ไรซ์

นี่จึงไม่ใช่ชัยชนะของทีมที่เล่นเหนือกว่าตลอด 90 นาที แต่เป็นชัยชนะของทีมที่ยอมเปลี่ยนวิธีเล่นเพื่อเพิ่มโอกาสคว้าสามแต้ม
1. อาร์เตต้าทิ้งการ Build-up จากแดนหลัง เพื่อหลบ High Press ของลิเวอร์พูล
หนึ่งในประเด็นทางแท็กติกที่น่าสนใจที่สุดคือการตัดสินใจของอาร์เตต้าที่แทบไม่พยายามสร้างเกมจากแดนหลังตามรูปแบบปกติ

ลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของอันโดนี่ อิราโอล่า ใช้การเพรสซิ่งสูงอย่างดุดัน โดยพยายามบีบให้แนวรับอาร์เซนอลต้องเล่นบอลในพื้นที่จำกัด และบังคับให้เกิดความผิดพลาดใกล้เขตโทษของตัวเอง

แทนที่จะพยายามต่อบอลสู้ อาร์เตต้ากลับเลือกใช้วิธีที่ตรงไปตรงมากว่า นั่นคือการเปิดบอลยาวข้ามแนวเพรสซิ่ง เพื่อลดโอกาสที่ลิเวอร์พูลจะสามารถแย่งบอลในพื้นที่อันตรายได้




นอกจากนี้ ดาบิด ราย่า ยังเลือกเปิดบอลยาวประมาณสามในสี่ของจำนวนครั้งที่เขาจ่ายบอล แสดงให้เห็นว่าการเล่นโดยตรงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นแนวทางที่อาร์เซนอลตั้งใจใช้ในเกมนี้

เหตุผลสำคัญคือ อาร์เตต้าต้องการตัดจุดแข็งของลิเวอร์พูลออกจากเกม โดยไม่เปิดโอกาสให้คู่แข่งได้เพรสซิ่งในพื้นที่ที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ก็มีข้อเสีย เพราะเมื่ออาร์เซนอลไม่สามารถเก็บบอลจังหวะสองได้ พวกเขาจึงต้องรับแรงกดดันกลับมาอย่างต่อเนื่อง และแทบไม่สามารถควบคุมเกมด้วยการครองบอลเหมือนที่เคยทำได้
2. ลิเวอร์พูลบีบอาร์เซนอลจนถอยลึก แต่ทำไมถึงยิงตรงกรอบไม่ได้?
หลังเสียประตูตั้งแต่ต้นเกม ลิเวอร์พูลตอบสนองด้วยการเดินหน้าโจมตีอย่างหนัก โดยใช้การขึ้นเกมจากด้านข้างและการเปิดบอลเข้าสู่เขตโทษเป็นอาวุธหลัก

ในครึ่งแรกเพียงครึ่งเดียว ลิเวอร์พูลเปิดบอลจากจังหวะโอเพนเพลย์ 13 ครั้ง และมีจำนวนการเปิดบอลรวมถึง 19 ครั้ง ขณะที่ผู้เล่นสัมผัสบอลในเขตโทษอาร์เซนอลถึง 28 ครั้ง

อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ มีโอกาสโหม่งระยะใกล้แต่ส่งบอลข้ามคาน ขณะที่ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ยิงฟรีคิกชนคาน นอกจากนี้ยังมีจังหวะที่อเล็กซานเดอร์ อิซัค ถูกเยอร์เรียน ทิมเบอร์ดึงเสื้อ ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องจุดโทษ

แม้เกมรุกลิเวอร์พูลจะสร้างความกดดันได้อย่างมาก แต่ปัญหาคือพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนการเข้าพื้นที่สุดท้ายให้กลายเป็นการยิงตรงกรอบได้

ส่วนหนึ่งมาจากการที่อาร์เซนอลถอยลงมาป้องกันเป็น สองแนวรับ แนวละสี่คน (Two Banks of Four) เพื่อลดพื้นที่ระหว่างแนว และบังคับให้ลิเวอร์พูลต้องโจมตีจากพื้นที่ด้านข้างมากขึ้น

การตั้งรับลักษณะนี้ทำให้แบรดลีย์ บาร์โคล่า ซึ่งมีจุดเด่นด้านการใช้ความเร็วโจมตีพื้นที่ว่าง ไม่สามารถเล่นในรูปแบบที่ตัวเองถนัดได้มากนัก เพราะแทบไม่มีพื้นที่ด้านหลังแนวรับให้เร่งความเร็วเข้าโจมตี

บาร์โคล่ายังคงสร้างปัญหาได้ด้วยการเลี้ยงบอลและเปิดบอล แต่ส่วนใหญ่ต้องเผชิญหน้ากับทิมเบอร์ในพื้นที่จำกัด ขณะที่แนวรับอาร์เซนอลยังมีผู้เล่นคอยช่วยปิดช่องทางเข้าทำอยู่ด้านใน

สิ่งนี้สะท้อนความแตกต่างระหว่างการสร้างแรงกดดันกับการสร้างโอกาสคุณภาพสูง เพราะแม้ลิเวอร์พูลจะครองพื้นที่และส่งบอลเข้าเขตโทษได้บ่อยครั้ง แต่การผ่านแนวรับที่รักษาตำแหน่งได้ดียังคงเป็นเรื่องยาก

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าอาร์เซนอลมีช่วงเวลาที่เกือบเสียประตูเช่นกัน โดยเฉพาะโอกาสของแม็ค อัลลิสเตอร์ และจังหวะดึงเสื้อของทิมเบอร์ ดังนั้นการไม่เสียประตูจึงไม่ได้หมายความว่าแนวรับของพวกเขาสามารถควบคุมทุกสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
3. Odegaard และ Rice: กองกลางที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ครองบอล
อีกหนึ่งจุดสำคัญของเกมนี้คือความยืดหยุ่นในการเล่นของกองกลางอาร์เซนอล โดยเฉพาะมาร์ติน โอเดการ์ด และดีแคลน ไรซ์

ประตูชัยเริ่มต้นจากการที่โอเดการ์ดขยับเข้าไปกดดันความผิดพลาดระหว่างอลิสซอนกับเฌเรมี่ ฌักเกต์ ก่อนที่ไรซ์จะมีโอกาสเปิดบอลให้ฮาแวร์ตซ์จบสกอร์

จังหวะนี้สะท้อนการเคลื่อนที่ของกองกลางที่ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งตายตัว โอเดการ์ดซึ่งปกติถูกมองว่าเป็นผู้สร้างสรรค์เกมทางฝั่งขวา สามารถขยับไปเพรสซิ่งจากทางซ้ายได้ ขณะที่ไรซ์ได้รับอิสระในการเติมเกมรุกและเข้าสู่พื้นที่อันตราย

สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนบทบาทของไรซ์ในฤดูกาลนี้ จากกองกลางที่โดดเด่นด้านเกมรับและลูกตั้งเตะ ไปสู่ผู้เล่นที่มีส่วนร่วมกับการสร้างโอกาสจากโอเพนเพลย์มากขึ้น

จากข้อมูลในบทความ ไรซ์ทำไปแล้ว 5 แอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ เท่ากับจำนวนแอสซิสต์ทั้งหมดของฤดูกาลก่อน และทุกแอสซิสต์ในฤดูกาลนี้เกิดขึ้นจากโอเพนเพลย์

นั่นหมายความว่าอาร์เซนอลกำลังมีอาวุธเพิ่มขึ้นจากการเคลื่อนที่ของกองกลาง ไม่ว่าจะเป็นการเติมเข้าเขตโทษ การวิ่งโจมตีพื้นที่ว่าง หรือการเปิดบอลจากตำแหน่งสูง

ขณะเดียวกัน ไรซ์และบรูโน่ กิมาไรส์ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันเมื่อทีมตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน ทำให้อาร์เซนอลสามารถรักษาความสมดุลระหว่างการเติมเกมรุกกับการป้องกันได้

นี่คือคุณค่าของกองกลางยุคใหม่ในระบบอาร์เตต้า ที่ต้องสามารถเปลี่ยนจากผู้เล่นเกมรับมาเป็นผู้สร้างโอกาสทำประตูได้ภายในจังหวะเดียว
4. ยอมเสียการครองบอล เพื่อแลกกับการควบคุมพื้นที่สำคัญ
หากมองเฉพาะสถิติการครองบอลและความแม่นยำในการจ่ายบอล อาร์เซนอลอาจดูเป็นรองลิเวอร์พูลอย่างชัดเจน

แต่เกมนี้ทำให้เห็นว่าการควบคุมเกมฟุตบอลไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงการครองบอลมากกว่าเสมอไป

อาร์เซนอลเลือกป้องกันพื้นที่อันตรายมากกว่าพยายามรักษาบอลไว้กับตัวเอง โดยให้ความสำคัญกับการปิดช่องยิง การลดพื้นที่ระหว่างแนวรับ และการบังคับให้คู่แข่งต้องเล่นบอลในพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างความเสียหายได้น้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าอาร์เซนอลสามารถควบคุมเกมได้ทั้งหมด เพราะในครึ่งแรก ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางการแข่งขัน และมีหลายจังหวะที่แนวรับทีมเยือนต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า

เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง ความเข้มข้นในการเพรสซิ่งของลิเวอร์พูลเริ่มลดลง อาร์เซนอลจึงค่อย ๆ กลับมาครองบอลและจัดระเบียบเกมของตัวเองได้มากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาร์เตต้าไม่ได้บังคับให้ลูกทีมต้องเล่นฟุตบอลตามรูปแบบเดิมตลอด 90 นาที แต่เลือกใช้แนวทางที่เหมาะกับสภาพเกมในแต่ละช่วง

เมื่อคู่แข่งเพรสซิ่งหนัก อาร์เซนอลเล่นบอลยาวเพื่อลดความเสี่ยง เมื่อจำเป็นต้องตั้งรับ พวกเขายอมถอยลึก และเมื่อความเข้มข้นของคู่แข่งลดลง ทีมจึงค่อยกลับมาควบคุมเกมมากขึ้น

ถึงแม้จะเป็นวิธีที่เสี่ยงและไม่ได้รับประกันชัยชนะ แต่ครั้งนี้อาร์เตต้าได้รับผลตอบแทนเป็นสามแต้มสำคัญ
5. จากทีมที่เล่นฟุตบอลสวยงาม สู่ทีมที่รู้จักเอาชนะในวันที่เล่นไม่ดี
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากชัยชนะที่แอนฟิลด์อาจไม่ใช่การเปลี่ยนแท็กติกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพัฒนาการด้านความยืดหยุ่นของอาร์เซนอล

ในอดีตทีมของอาร์เตต้ามักถูกจดจำจากการครองบอล การต่อบอลผ่านแนวเพรสซิ่ง และการใช้การประสานงานของผู้เล่นเพื่อสร้างโอกาสทำประตู

แต่เกมนี้พวกเขาแสดงให้เห็นว่าสามารถเอาชนะได้ด้วยฟุตบอลอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเน้นความแข็งแกร่งในการป้องกัน การลดความเสี่ยง และการใช้โอกาสที่มีอยู่อย่างจำกัด

สถิติที่อาร์เซนอลเก็บชัยชนะด้วยผลต่างหนึ่งประตูได้ถึง 19 นัดนับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลก่อน สะท้อนว่าพวกเขาสามารถประคองผลการแข่งขันในเกมที่มีความสูสีได้อย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่าการชนะด้วยผลต่างเพียงประตูเดียวไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าทีมเล่นเหนือกว่าคู่แข่งเสมอไป แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาความได้เปรียบภายใต้ความกดดัน

สำหรับเกมนี้ ลิเวอร์พูลมีช่วงเวลาที่เล่นได้ดีกว่า และอาร์เซนอลเองก็ต้องอาศัยทั้งการป้องกันที่มีประสิทธิภาพและการพลาดโอกาสของเจ้าบ้าน

แต่การตัดสินใจไม่ฝืนเล่นบอลสั้นจากแดนหลัง รวมถึงการปรับระบบป้องกันให้รับมือกับจุดแข็งของลิเวอร์พูล ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมเยือนรักษาผลการแข่งขันเอาไว้ได้
บทสรุป: อาร์เตต้ากำลังสร้างอาร์เซนอลที่ชนะได้มากกว่าหนึ่งวิธี
ชัยชนะเหนือ Liverpool 1-0 ที่แอนฟิลด์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการด้านแท็กติกของมิเกล อาร์เตต้า

จากทีมที่เน้นการควบคุมเกมผ่านการครองบอล วันนี้อาร์เซนอลสามารถเลือกเล่นฟุตบอลโดยตรง ถอยลงมาตั้งรับ และยอมเสียการครองบอลเมื่อสถานการณ์บังคับได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งหลักการเรื่องวินัยในการยืนตำแหน่งและการประสานงานระหว่างผู้เล่น

อย่างไรก็ตาม การเล่นลักษณะนี้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะหากคู่แข่งสามารถเปลี่ยนลูกเปิดและโอกาสในเขตโทษให้กลายเป็นประตูได้ เกมอาจเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

แต่สิ่งที่อาร์เซนอลทำได้ในเกมนี้คือการลดความเสี่ยงจากการเสียบอลในแดนตัวเอง รักษาโครงสร้างเกมรับ และใช้ความผิดพลาดของคู่แข่งสร้างความแตกต่าง

เมื่อรวมกับผลการแข่งขันที่ทำให้พวกเขาทิ้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ออกไป 3 คะแนน ชัยชนะครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าเพียงการบุกชนะที่แอนฟิลด์เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี

เพราะบทเรียนสำคัญของฟุตบอลระดับลุ้นแชมป์ อาจไม่ใช่การเล่นให้ดีกว่าคู่แข่งทุกนัด แต่เป็นการรู้ว่าในแต่ละเกมควรเล่นฟุตบอลแบบไหนเพื่อให้มีโอกาสชนะมากที่สุด

และนั่นคือสิ่งที่อาร์เตต้ากับอาร์เซนอลกำลังแสดงให้เห็นจากชัยชนะครั้งนี้
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
icon-mybid
ออนไลน์
ดาวเตะพรีเมียร์ลีก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 01 Sep 2017
ตอบ: 11817
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Mon Nov 02, 2026 16:35
[RE: โดนไบรทตันถล่ม ปืนเปลี่ยนแนวทาง จนเอามาใช้ตอนเจอหงส์เลย]
นัดเจอไบรท์ตันเป็นหนึ่งเกมที่แพ้เสร็จหลังเกมผมไม่รู้สึกเครียดหรือเซ็งอะไรเลย เพราะมันแพ้แบบหมดสภาพสู้ไม่ได้จริงไม่รู้สึกว่าสู้ได้เลยสักนิด เกมรับน่อลคือพวกบีบพื้นที่ทำให้คู่แข่งเข้าทำยาก แต่ไบรท์ตันยิงไกลเละเทะหายหมดไม่รู้จะสู้ยังไง
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

ออนไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 317
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Mon Nov 02, 2026 16:44
Re: โดนไบรทตันถล่ม ปืนเปลี่ยนแนวทาง จนเอามาใช้ตอนเจอหงส์เลย
เล่นทรงนี้ ผมว่าทั้งฤดูกาลที่แล้วเลยนะ ผมว่าใข้คำว่ายังเล่นเหมือนเดิมดีกว่า
โพสต์บนแอป Soccersuck บน Android
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
icon-mybid
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel