พัฒนาเทคฯ แทบตาย สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการต้มน้ำ
คิดพลังงานนิวเคลียร์อย่างหรู เพื่อเอาไปต้มน้ำปั่นไฟ
มนุษย์เราใช้เวลาศึกษาธรรมชาติมานานนับร้อยปี จนถึงขั้นได้ปลดล็อกเคล็ดลับวิชาขั้นสูง อย่างกลศาสตร์ควอนตัมและฟิสิกส์นิวเคลียร์มาได้
และแล้วในปี 1938 นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถทำปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน (Nuclear fission) หรือการแยกอะตอมเพื่อปลดปล่อยพลังงานความร้อนมหาศาลออกมาได้สำเร็จ!
เราสร้างเตาปฏิกรณ์ที่ซับซ้อนและคิดค้นวัสดุศาสตร์ล้ำยุคเพื่อมาควบคุมปฏิกิริยาเหล่านี้อย่างพิถีพิถันที่สุด
แต่ท้ายที่สุดแล้ว พลังงานความร้อนทั้งหมดที่รวบรวมได้จากเทคโนโลยีระดับนี้ (รวมถึงความร้อนจากการเผาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ) กลับถูกนำไปใช้ทำสิ่งพื้นฐานมากๆ นั่นคือการ "ต้มน้ำ" ให้เดือดกลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง!
เพื่อเอาไอน้ำไปเป่ากังหันให้หมุน แล้วกังหันก็จะไปปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าอีกที..
ข้อมูลจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า กระแสไฟฟ้าประมาณ 70% ทั่วโลกในปัจจุบัน ยังคงมาจากการผลิตในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้หลักการต้มน้ำเพื่อหมุนกังหันอยู่
และถ้ารวมการผลิตไฟฟ้าที่ใช้แรงธรรมชาติไปหมุนกังหันตรงๆ อย่างพลังงานน้ำและพลังงานลมเข้าไปด้วย จะพบว่าไฟฟ้ากว่า 95% ของทั้งโลก ล้วนได้มาจากการหมุนกังหันปั่นไฟทั้งสิ้น !
มีกระแสไฟฟ้าเพียงสัดส่วนประมาณ 4.5% ถึง 5% เท่านั้นที่ได้มาจากแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถแปลงอนุภาคแสงให้กลายเป็นกระแสไฟฟ้าได้โดยตรงผ่านปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก โดยได้ไฟฟ้ามาใช้ทันทีแบบไม่ต้องพึ่งพาการต้มน้ำหรือมีชิ้นส่วนกลไกอะไรให้หมุนเลย
ที่มา : เพจ SCIWAYS
https://www.facebook.com/share/p/1EApf5QE4x/