วันนี้ขอเขียนถึงเรื่องราวของเด็กตุ้ยนุ้ยคนหนึ่งหน่อย
ผมเฝ้าดูไอ้หนูคนนี้จากนที่ผมและขนยังดกดำ ร่างกายแข็งแรง จนวันนี้ทั้งผม หนวด และขนเริ่มหงอก
วันนี้ไอ้หนูนี่คว้าบัลลงดอร์ได้แล้ว แอบทำให้ผมน้ำปริ่ม ๆ บริเวณลูกนัยน์ตา เหมือนได้เห็นลูกเห็นหลานคว้าปริญญาได้
เลยอยากมาเล่าเรื่องราวเจ้าหนูคนนี้หน่อย
เจ้าหนูคนนี้มีชื่อว่าแฮร์รี่ เคน
-----
(รูป คนขวาเด็กอ้วนเคน เด็กหญิงซ้ายคือเคที กู๊ดแลนด์ ต่อมาคือภรรยาของเคนในอนาคต)
แฮร์รี่ เคน เกิดที่วอลแธมสโตว์ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 1993 ก่อนเติบโตในย่านชิงฟอร์ด ย่านเดียวกับเดวิด เบ็คแฮม
ทั้งเติบโตในละแวกเดียวกัน เล่นให้ทีมเด็ก Ridgeway Rovers เหมือนกัน และเรียนที่โรงเรียน Chingford Foundation เช่นเดียวกัน จึงไม่แปลกที่ไอ้หนูเคนจะมีซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอังกฤษคนนี้เป็นไอดอล
เคนเคยเล่าว่า การเห็นคนที่มีจุดเริ่มต้นคล้ายกันก้าวไปประสบความสำเร็จ ทำให้ความฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพดูใกล้ตัวขึ้น และทำให้เขาเชื่อว่า สักวันตัวเองก็อาจทำได้เช่นกัน
“David Beckham was my big idol growing up.”
“เดวิด เบ็คแฮมเป็นไอดอลคนสำคัญของผมตอนโตขึ้นมา”
บทสัมภาษณ์บนเว็บไซต์ทีมชาติอังกฤษปี 2024

ช่วงอายุประมาณ 7–9 ขวบ เคนได้เข้าอะคาเดมีของอาร์เซนอล แต่เส้นทางกับทีมปืนใหญ่กลับจบลงตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม เมื่อสโมสรตัดสินใจปล่อยตัวเขาออกมา
เลียม เบรดี อดีตผู้อำนวยการอะคาเดมีของอาร์เซนอล เคยเล่าย้อนถึงเคนในวัยเด็กว่า เขาอวบเล็กน้อยและดูไม่ค่อยมีความเป็นนักกีฬา ก่อนยอมรับในภายหลังว่าสโมสรตัดสินใจผิด
เคนเขียนถึงเหตุการณ์นี้ไว้ในบทความ Zero to 100 ของ The Players’ Tribune เมื่อปี 2018 ว่า เขาจำความรู้สึกในวินาทีที่รู้ข่าวไม่ได้ชัดนัก เพราะยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าการถูกปล่อยตัวหมายความอย่างไร
แต่สิ่งที่เขาจำได้แม่น คือท่าทีของพ่อ
พ่อไม่ตำหนิเขา ไม่ต่อว่าอาร์เซนอล และไม่กดดันให้เขาต้องพิสูจน์อะไร เพียงให้กำลังใจว่า พวกเขาจะพยายามให้มากขึ้น แล้วหาสโมสรใหม่ไปด้วยกัน
เคนจึงกลับไปเล่นฟุตบอลกับ Ridgeway Rovers และเดินหน้าตามความฝันต่อ
กระทั่งได้โอกาสทดสอบฝีเท้ากับสเปอร์สเป็นเวลาหกสัปดาห์
แต่ประตูบานนั้นก็ปิดลงอีกครั้ง เมื่อสเปอร์สตัดสินใจไม่รับเขาเข้าทีม
เจ้าหนูเคนจึงไปทดสอบฝีเท้ากับวัตฟอร์ด คราวนี้ผลงานของเขาดีพอจนสโมสรเสนอรับเข้าทีม และดูเหมือนว่าเส้นทางบทต่อไปกำลังจะเริ่มต้นที่นั่น
แต่เหมือนพระเจ้าจะขีดเส้นให้เคนกับคลับไก่จะต้องมาลงเอยกัน
ระหว่างเล่นให้ทีมเยาวชนของวัตฟอร์ดในช่วงทดสอบฝีเท้า เคนได้ลงสนามพบกับสเปอร์ส ทีมที่เพิ่งปฏิเสธเขาไป และเจ้าหนูคนนี้ก็จัดการซัดเต็มข้อล่อเต็มแข้งจัดแฮตทริกใส่สเปอร์ส
สามประตูวันนั้นทำให้ทีมงานสเปอร์สต้องหันกลับมามองเขาใหม่ พร้อมยื่นข้อเสนอให้เข้าร่วมอะคาเดมีแทบจะทันที
ท้ายที่สุด เคนเลือกสเปอร์ส และก้าวเข้าสู่รั้วไก่เดือยทองในวัย 11 ปี
ในช่วงอะคาเดมี่นั้นเคนได้พบกับเพื่อนอยู่หนึ่งคนชื่อ คาเมรอน แลนคาสเตอร์
แลนคาสเตอร์ เล่าว่า
"มันเป็นวันแรกของผมที่ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และมีไอ้เด็กน่ารำคาญคนหนึ่งกำลังกวนประสาทผมอยู่"
เด็กชาย G: "ว๊อท อีส ยัว แหนมม?"
แลนคาสเตอร์: "คาเมรอน แลนคาสเตอร์"
เด็กชาย G: "ว๊อท?"
แลนคาสเตอร์: "คาเมรอน แลนคาสเตอร์!"
เด็กชาย G: "ว๊อท !!?"
แลนคาสเตอร์: "เยดดด แหมมม ยัวร์ ฟาเธอร์เดธ (คิดในใจ) มาย แหนม อีส คาเมรอน แลนคาสเตอร์!!!"
เด็กชาย G: "อาร์ ยว์ อะ แพร๊อต?" (มึงเป็นนกแก้วเหรอพูดซ้ำ ๆ อยู่ได้)
จนกระทั่งมีเด็กชาย K เดินเข้ามาแล้วพูดใส่เด็กชาย G ว่า "หุบปากไปเลยจอร์จ"
แลนคาสเตอร์บอกว่า ในวัย 11 ขวบ ผมเป็นแค่เด็กขี้อายที่เพิ่งมาทดสอบฝีเท้ากับสเปอร์สจากทีมซันเดย์ลีกแถวบ้าน ผมไม่ได้อยากเป็นจุดสนใจเลยสักนิด การที่มีใครสักคนก้าวออกมาปกป้องผมในนาทีนั้นมันจึงมีความหมายมาก และทำให้ผมยอมรับในตัวเขาแทบจะทันที
ใช่แล้วเด็กชาย K คนนั้นคือ แฮร์รี่ เคนนั้นเอง
ส่วนเด็กชาย G เดาเอานะว่าน่าจะเป็นเด็กชาย [url="
https://en.wikipedia.org/wiki/George_Moncur"]George Moncur[/url] ซึ่งเคยอยู่ทีมเยาวชนสเปอร์สและรู้จักเคนตั้งแต่เด็ก ทั้งสองอายุห่างกันประมาณเดือนเดียว และยังเป็นเพื่อนเล่นกอล์ฟกันภายหลังด้วย
หลังจากนั้นทั้งคู่เคน และ แลนคาสเตอร์ ก็กลายเป็นเพื่อนร่วมรุ่นและคู่หูแดนหน้า แม้บางครั้งเคนจะถูกถอยไปเล่นมิดฟิลด์ หรือถึงขั้นมีการคุยกันว่าจะให้เคนลองเล่นเซนเตอร์แบ็ก แต่โดยปกติทีมเล่นระบบ 4-4-2 โดยมีเคนกับแลนคาสเตอร์ยืนคู่กัน และช่วยกันยิงประตูเป็นว่าเล่น
แลนคาสเตอร์ยอมรับว่าตอนเด็กเขาเร็วกว่า แข็งแกร่งกว่า และทรงพลังกว่าเคน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาสู้ไม่ได้เลยคือ
“ทัศนคติ”
ขณะที่เขาอยากออกไปเที่ยวกับเพื่อนและใช้ชีวิตวัยรุ่น เคนกลับกิน นอน และหายใจเป็นฟุตบอล จนบางครั้งมีเพื่อนร่วมทีมแอบนินทาว่า
“ไอ้หมอนี่ขยันเกินไปไหม จะซ้อมเพิ่มทำไมอีก?”
แต่เคนไม่เคยสนใจว่าใครจะคิดยังไง ส่วนแลนคาสเตอร์ก็ไม่เคยหมั่นไส้เพื่อนคนนี้ อาจเพราะยังจำเด็กชายที่เข้ามาปกป้องเขาในวันแรกได้ดี และเข้าใจว่าเคนก็แค่พยายามทำให้ตัวเองเก่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
เขาจำได้ว่าตอนนั่งปั่นจักรยานฟิตเนสด้วยกัน เคนบอกว่าตัวเองน่าจะแย่งตำแหน่งของ คลินท์ เดมป์ซีย์ ในทีมชุดใหญ่ได้
ผมหันไปมองหน้าแฮร์รี่แล้วคิดในใจ
"มึงบ้าไปแล้วรึเปล่าวะ? มึงเพิ่งล้มเหลวกับการไปยืมตัวในแชมเปี้ยนชิพกับเลสเตอร์มานะเว้ย แล้วนี่มึงกำลังพูดถึงเรื่องจะไปแย่งตำแหน่ง คลินท์ เดมป์ซีย์ ในทีมชุดใหญ่เนี่ยนะ!!?"
แต่นั่นแหละคือทัศนคติและความมั่นใจในแบบฉบับของแฮร์รี่ เคน
เคนเคยประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ของสเปอร์สตั้งแต่ปี 2011 พร้อมความทรงจำเรื่องจุดโทษที่ยิงไม่เข้า ผ่านมา 2 ปีหลังกลับจากเลสเตอร์ เขาก็ค่อย ๆ สร้างตำนานที่ไวต์ ฮาร์ต เลน สานต่อมาถึงท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม ก่อนจะก้าวไปคว้าบัลลงดอร์ในสีเสื้อของ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค
"ความสำเร็จของเขาไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจเลยสักนิด คุณจะเห็นเรื่องแบบนี้ได้ในโลกกีฬา เหมือนกับ ทอม เบรดี้ (ควอเตอร์แบ็ก NFL) เขาไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด ไม่ใช่นักกีฬาที่มีร่างกายดีที่สุด แต่เขามีทัศนคติระดับยอดมนุษย์ และแฮร์รี่ก็อยู่ในระดับเดียวกันนั้น เขาตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไรแล้วก็พุ่งชนมันจนสำเร็จ คุณไม่มีทางอิจฉาคนแบบนั้นได้หรอก มีแต่ต้องยอมรับนับถือเท่านั้น ผมรู้สึกภูมิใจด้วยซ้ำที่มีชื่อเชื่อมโยงกับเขา และภูมิใจที่เด็กในรุ่นของเราที่สเปอร์สคนหนึ่งก้าวไปได้ไกลขนาดนี้"
แลนคาสเตอร์ กล่าว
(อ่านเรื่องราว เต็ม ๆ ของเคนและแลนคาสเตอร์ ได้ที่ [url="">https://www.facebook.com/SpursFanTH/posts/pfbid035Hz26LuaYD6kJa1Kz53UySG23RLQu1UoyeSA8ZBNXYmJgm62fFNeDiYqr5w6mi66l"]SpursFanTH[/url])
-----
ยาวโครต เริ่มเหนื่อยแล้ว ต่ออีกนิดละกัน
ครั้งหนึ่งราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท อดีตจอมทัพของคลับไก่เคยบอกว่า
ตอนเคนขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ครั้งแรก ๆ เขาเห็นการจับบอลของเด็กคนนี้แล้วถึงกับหันไปบ่นกับเพื่อนร่วมทีมว่า ฝีเท้าแบบนี้จะไหวเหรอ แค่คุมบอลยังดูมีปัญหาเลย
แต่หลายปีต่อมา ฟาน เดอร์ ฟาร์ทกลับต้องยอมรับว่าเขาประเมินเด็กคนนี้ผิดไปมาก สิ่งที่ทำให้เขาทึ่งไม่ใช่แค่เคนกลายเป็นยอดกองหน้า แต่คือการที่นักเตะคนหนึ่งสามารถพัฒนาตัวเองจากภาพที่เขาเคยเห็น มาได้ไกลถึงขนาดนี้
ซานโดร อดีตกองกลางตัวรับทีมชาติบราซิล เป็นอีกคนที่ได้เห็นความมุ่งมั่นของเคนตั้งแต่ยังเป็นแค่เด็กอะคาเดมี่
"ไอ้หนูเคนมันชอบเรียกผม ไปซ้อมประกบตัว เพราะเคนมันรู้ว่าตอนซ้อมผมจัดเต็มตลอด เขาอยากทดสอบตัวเองกับทีมชุดใหญ่"
แต่ความกระตือรือร้นนั้นกลับกลายเป็นเรื่องให้เพื่อนร่วมทีมบางคนแซว พวกเขาจะมองหน้ากันแล้วพูดทำนองว่า
“ดูไอ้หนูเคนสิ นึกว่าตัวเองจะได้ลงเล่นกับเขาด้วย”
สำหรับคนเหล่านั้น เคนยังเป็นแค่เด็กอะคาเดมี่ที่ขึ้นมาร่วมซ้อม ส่วนตำแหน่งในสนามจริงก็เป็นเรื่องของนักเตะชุดใหญ่ ต่อให้เด็กคนนี้ตั้งใจแค่ไหน สุดท้ายก็คงได้แค่ซ้อมอยู่ตรงนั้น
ซานโดรเล่าว่า ทุกคนชอบเคนเพราะเป็นเด็กสุภาพ แต่การเป็นคนที่ใคร ๆ เอ็นดู กับการเป็นนักเตะที่เพื่อนร่วมทีมยอมรับในฝีเท้า มันเป็นคนละเรื่องกัน ตอนนั้นหลายคนยังคิดว่าเขาต้องออกไปเก็บประสบการณ์ที่อื่นก่อน
เคนจึงต้องค่อย ๆ สร้างการยอมรับผ่านผลงาน เมื่อได้โอกาสในบอลถ้วย เขาก็เริ่มยิงได้ทีละลูก จนซานโดรเริ่มรู้สึกว่า เด็กคนนี้กำลังมีบทบาทในทีมมากขึ้นเรื่อย ๆ และเวลาของเขากำลังจะมาถึง
สำหรับซานโดร ถ้าจะนิยามเคนด้วยคำเดียว คำนั้นคือ
“คนขยัน” เพราะเขาเห็นมาตลอดว่าความสำเร็จของไอ้หนุ่มนี่ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่มาจากการฝึกและพัฒนาตัวเองซ้ำ ๆ ในทุกฤดูกาล แม้ในวันที่บางคนยังมองความพยายามนั้นเป็นเรื่องขำขันก็ตาม
ริชาร์ด อัลเลน อดีตหัวหน้าฝ่ายสรรหานักเตะอะคาเดมี่ของสเปอร์ส
ตอนไอ้หนูนี่ก้าวเข้ามาในเล้าไก่มาตอน 11 ขวบ มีโค้ชคนเห็นเคนแล้วถามว่า
“ไอ้เด็กอ้วนคนนั้นใคร?”
อัลเลนยอมรับว่า ถ้าสเปอร์สใช้ผลทดสอบสมรรถภาพร่างกายเป็นตัวตัดสิน เคนคงไม่ได้ก้าวเข้ามาในสโมสรด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่ทีมงานเห็นคือ เด็กคนนี้ยิงบอลได้ดี ยิงบอลได้เต็มเท้า และทำประตูได้อยู่เสมอ แม้รูปร่างจะยังไม่โดดเด่น แต่ทักษะฟุตบอลมีอยู่แล้ว อีกทั้งพ่อของเคนก็เป็นคนตัวใหญ่ พวกเขาจึงคิดว่าเคนอาจยังโตได้อีก และไม่ควรรีบตัดสินเขาจากร่างกายในวัยนั้น
ที่สำคัญ เคนเป็นเด็กมุ่งมั่น ขยัน และเรียนรู้เร็ว เมื่อโค้ชสอนอะไร เขารับไปพัฒนาต่อได้ และยังอยากเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอด สิ่งเหล่านี้ทำให้สเปอร์สเลือกให้โอกาสเขา
ถึงอย่างนั้น อัลเลนก็ไม่ได้อ้างว่าตัวเองมองออกตั้งแต่แรกว่าเคนจะเป็นยอดนักเตะ ตรงกันข้าม เขายอมรับว่า
หากคนในสเปอร์สพูดกันอย่างซื่อสัตย์ ไม่มีใครคาดว่าเด็กคนนี้จะเติบใหญ่ไปเป็นยอดดาวยิงระดับโลก
---------------
เอาเท่านี้พอละกัน น้ำตาผมเริ่มหมดกลายเป็นเหงื่อเริ่มหยดแทนเพราะพิมพ์เยอะเกิน
ก็เอาเป็นว่ากว่าไอ้เด็อ้วนจะคว้าบัลลงดอร์ได้นั้นมันไม่ได้ง่ายเลย
พรสวรรค์ไม่กี่อย่างที่เขามีคือทัศนคติ และ ความขยัน
ไอ้เด็กอ้วนเอ้ย เอ็งทำให้คนหมอยหงอกอย่างเราเริ่มมีไฟ!!!
ลุยงานต่อ !!!