ดราม่า“กฎใหม่สนามบิน”เปิดค้นกระเป๋าโหลดใต้เครื่องเริ่มใช้ เสียงสะท้อน”ออกกฎเอื้อมิจฉาชีพ ส่วนผู้โดยสารรับความเสี่ยงเพิ่ม”
หลังกฎใหม่สนามบิน ซึ่งออกโดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ให้อำนาจพนักงานตรวจค้นเปิดกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารได้ โดยไม่ต้องตรวจค้นต่อหน้าผู้โดยสารและไม่ต้องแจ้งเจ้าของล่วงหน้า ยังไม่ถึงสัปดาห์ ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย
โดยส่วนใหญ่พบว่ากระเป๋าที่โหลดใต้ท้องเครื่อง เสียหาย มีสภาพถูกรื้อค้น สิ่งของภายใน บางรายหนักถึงขั้นทรัพย์สินสูญหาย
ขณะที่ ตามประกาศดังกล่าว ฯ ระบุมาตรการกรณีมีการเปิดตรวจค้นกระเป๋า เจ้าหน้าที่จะมีการบันทึกภาพระหว่างการเปิดตรวจไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ รวมทั้งจะมีเอกสารแจ้งการตรวจค้นสัมภาระไว้ภายในกระเป๋า เพื่อให้ผู้โดยสารทราบว่าสัมภาระของตนผ่านการเปิดตรวจตามมาตรการรักษาความปลอดภัย แต่กระเป๋าที่ถูกรื้อค้นกลับไม่มีเอกสารแจ้งแต่อย่างใด
ตัวอย่างกรณี เพจเฟซบุ๊ก “เบ้นพาไป-Benz pa pai Journey”ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปฉงชิ่ง ด้วยสายการบินไห่หนานแอร์ไลน์ เมื่อถึงประเทศจีน พบว่า โหลดใต้เครื่องถูกเปิดตรวจ มีร่องรอยรื้อค้น เข้าใจว่าเป็นกฎใหม่เรื่องการเปิดตรวจกระเป๋าผู้โดยสารโดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน แต่สิ่งที่เจอวันนี้คือ “คนไทยที่เดินทางมากับเครื่องบินลำเดียวกันถูกเปิดกระเป๋ากันทุกคน!”
“เจ้าของโพสต์นี้ เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า หลักเกณฑ์ที่ระบุว่าต้องมีเหตุอันควรสงสัยนั้น ในทางปฏิบัติเขาใช้เกณฑ์อะไรในการพิจารณา? หรือมีเหตุผลอะไรที่ทำให้กระเป๋าของผู้โดยสารกลุ่มนี้ต้องถูกเปิดตรวจทั้งหมด?”
เข้าใจเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง แต่ในฐานะผู้โดยสารก็อยากรู้เหมือนกันว่า การตรวจค้นเกิดขึ้นเพราะอะไร และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง “โชคดีมากที่ของมีค่าที่อยู่ข้างในยังอยู่ครบ ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่สิ่งของที่ถูกค้นแล้วยัดกลับเข้าไปแบบไม่เป็นระเบียบ โดยเฉพาะของใช้ส่วนตัว และไม่มีใบแจ้งการตรวจค้นสีขาวใดๆ”
กรณีนี้ สนามบินสุวรรณภูมิชี้แจงว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลจากระบบตรวจสอบสัมภาระ บันทึกการปฏิบัติงาน และภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วพบว่า สัมภาระใบดังกล่าวผ่านกระบวนการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัย โดยระบบไม่พบวัตถุต้องห้ามหรือวัตถุที่เป็นอันตรายต่ออากาศยานซึ่งไม่จำเป็นต้องดำเนินการตรวจค้นเพิ่มเติม และสัมภาระได้ถูกลำเลียงผ่านระบบอัตโนมัติไปยังพื้นที่คัดแยกสัมภาระ (Make-up Unit) ตามขั้นตอนปกติ โดยผลการตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องไม่พบว่ามีการเปิดตรวจสัมภาระใบดังกล่าวโดยเจ้าหน้าที่ของ สนามบินสุวรรณภูมิ
พร้อมย้ำว่า การเปิดตรวจสัมภาระจะดำเนินการเฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนด้านการรักษาความปลอดภัยการบินที่กำหนด มิใช่การเปิดตรวจสัมภาระทุกใบ เป็นการทั่วไป ส่วนขั้นตอนการลำเลียง คัดแยก และขนถ่ายสัมภาระ (Baggage Handling) อยู่ในความรับผิดชอบและการดูแลของสายการบินและผู้ให้บริการภาคพื้น (Ground Handler) ที่สายการบินจัดจ้างเพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างครบถ้วนและรอบด้าน
จึงแนะนำให้ผู้ร้องเรียนแจ้งสายการบินเพื่อประสานการตรวจสอบกับผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสามารถแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการตรวจสอบต่อไป
คำถามคือ เมื่อระบบของสนามบินไม่พบวัตถุต้องสงสัย ไม่พบการเปิดกระเป๋า แล้วกระเป๋าถูกเปิดตอนไหน มีจุดไหนที่เป็นช่องโหว่ได้อีก บางคนรู้สึกว่า” เป็นกฎที่ออกมาเอื้อโจรมากกว่า เป็นกฎที่ น่ากลัว เพราะถ้าของไม่หาย ก็อาจจะมีของแบบผิดกฎหมายเพิ่มเข้า หรือถ้ากระเป๋าพัง ใครจะรับผิดชอบ”
ด้าน CAAT ยืนยันว่า มาตรการตรวจค้นสัมภาระมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยในการบิน โดยดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ พร้อมให้ความสำคัญกับสิทธิและทรัพย์สินของผู้โดยสาร
และขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบสิ่งของภายในกระเป๋าก่อนนำไปเช็กอิน ต้องไม่มีสิ่งของต้องห้าม โดยเฉพาะแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใส่ทรัพย์สินมีค่า เช่น เงินสด เครื่องประดับ และสิ่งของสำคัญไว้ในสัมภาระลงทะเบียน เนื่องจากกระเป๋าต้องผ่านกระบวนการขนส่งและส่งต่อระหว่างหน่วยงานหลายขั้นตอน ซึ่งมีระบบและวิธีการติดตามสัมภาระที่แตกต่างกัน
https://news1live.com/detail/1792657994230
ถึงจะบอกมีการถ่ายวีดีโอทุกครั้งที่มีการตรวจค้นก็เถอะ แต่หลังจากตรวจค้นแล้วล่ะ มั่นใจยังไงว่าไม่มีอะไรหลังจากนั้น เพราะกระเป๋าที่มีการใส่กุญแจไว้หรือตัวล็อคที่โดนทำลายไปแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้