ทำไมคนถึมีความเชื่อว่าเผาบ้านตัวเองแล้วจะเจริญขึ้น
การเผาบ้านตัวเองคือสัญญาณของความอ่อนแอในทุกอาณาจักร
หมายความว่าปัญหาภายในไม่สามารถจัดการได้ และนำไปสู่ความขัดแย้งสูงสุดที่ไม่สามารถมองหน้ากันได้อีก
ฝรั่งเศสเป็นประเทศมหาอำนาจมานาน รากฐานผู้คนปฏิวัติวิทยาศาสตร์ก่อนประเทศอื่นๆ
ครองภาคพื้นทวีปยุโรป ก่อนที่จะมีการส่งเสริมความหลากหลายและกระจายอำนาจให้ประชาชน
ความเป็นผู้ของผู้คนฝรั่งเศสอยู่สบายในยุคล่าอาณานิคม เพราะมีทรัพยากรจากทั้งโลกมาป้อนให้
ฝรั่งเศสมีการปฏิรูปประเทศหลายครั้งก็จริง
- ตั้งแต่เอาชนะ สเปนและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
- สร้างซอฟพาวเพอร์ในสมัยพระเข้าหลุยที่ 14 ส่งออกศิลปะวัฒนธรรมไปทั่วยุโรป
- พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก่อตั้ง ราชบัณฑิตยสถานวิทยาศาสตร์แห่งฝรั่งเศส 1666
- ยุคทองของวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศส เกิดขึ้นก่อนมีการเปลี่ยนเปนสาธารณะรัฐ
- คิดค้นระบบเมตริก สร้างมาตรฐาน มาตรวัดสากลขึ้นมา
การปฏิวัติวิทยาศาสตร์นำไปส่การยึดครองยุโรป และล่าอาณานิคม
พื้นฐานคนพื้นเมืองฝรั่งเศส ก้าวล้ำไปไกลก่อนที่จะมีวัฒนธรรมการประท้วงเกิดขึ้นแล้ว
ปัจจุบันฝรั่งเศสยังนับว่าเป็นมหาอำนาจ
- ฝรั่งเศสเป็น 1 ใน 5 สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC P5)
- ชาติเดียวในสหภาพยุโรป (EU) ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง
- มีเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์
Civil War มีทั้งทำให้ชาติอ่อนแอนลง และเข้มแข็งขึ้นได้ก็จริง
แต่วันนี้ขอพูดเรื่องผลกระทบจากการเผาเมืองในเชิงเศรษฐศาสตร์
1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
- ค่าเสียหายทางเศรษฐกิจวนกลับมาเป็นการเรียกเก็บภาษีที่ต้องใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมากขึ้นเรื่อยๆ ภาระงบประมาณย้อนกลับมาที่ประชาชน ยิ่งเผารัฐยิ่งมีค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสูง ส่งผลให้ภาษีต้องนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่ควรใช้มากขึ้น
- งานได้บริการล้มละลาย ทุกครั้งที่มีการเผาทำลายทรัพย์สิน ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าต้องปิด ขาดรายได้ อีกทั้งบางรายเป็นเพียงผู้ซื้อแฟรนไชน์ ส่งผลให้ลูกจ้างหลายคนตกงานทันที เพราะไม่มีงานทำ
2. ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและโครงสร้างพื้นฐาน
- คนที่เดือนร้อนที่สุดจากการที่ขนส่งสาธารณะใช้งานไม่ได้ ก็คือประชาชนรากหญ้าเอง เพราะไม่มีขนส่งส่วนตัว
- บริการภาครัฐหยุดชะงัก คนที่เดือดร้อนดูแลตัวเองไม่ได้ต้องพึ่งพารัฐ ยิ่งเข้าไม่ถึงบริการ
------------------------------------------------------------------
ผลการศึกษาและสถิติดังกล่าวมาจากงานวิจัยชิ้นประวัติศาสตร์ในวงการรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ ชื่อว่า "Why Civil Resistance Works: The Strategic Logic of Nonviolent Conflict" จัดทำโดย ดร. เอริกา เชโนเวท (Erica Chenoweth) และ ดร. มาเรีย เจ. สเตฟาน (Maria J. Stephan) ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารวิชาการ International Security (ปี 2008) และขยายผลเป็นหนังสือวิชาการโดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University Press, ปี 2011)
อัตราความสำเร็จเปรียบเทียบ (Success Rate)
- ขบวนการสันติวิธี (Nonviolent Resistance): มีอัตราความสำเร็จอยู่ที่ 53%
- ขบวนการใช้ความรุนแรง/ติดอาวุธ (Violent Resistance): มีอัตราความสำเร็จอยู่ที่ 26%
สันติวิธีจึงมีโอกาสนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายสูงกว่าการใช้กำลังอาวุธหรือความรุนแรง ราว 2 เท่า (หรือมากกว่า 100% เมื่อเทียบสัดส่วน)
การค้นพบ
กฎ 3.5% (The 3.5% Rule)
หนึ่งในการค้นพบที่โด่งดังที่สุดของงานวิจัยคือ:
- ไม่มีขบวนการเคลื่อนไหวใดที่ล้มเหลวเลย หากสามารถระดมประชากรเข้าร่วมได้อย่างต่อเนื่องแตะระดับ 3.5% ของประชากรทั้งประเทศ (เช่น ประเทศที่มีประชากร 60 ล้านคน หากมีคนเข้าร่วมประท้วงอย่างต่อเนื่องราว 2.1 ล้านคน ไม่เคยมีระบอบใดต้านทานได้สำเร็จ)
- ทุกขบวนการที่แตะระดับ 3.5% นี้ ล้วนเป็นขบวนการสันติวิธีทั้งสิ้น เพราะไม่มีขบวนการติดอาวุธใดในประวัติศาสตร์ที่สามารถดึงดูดคนเข้าร่วมได้ถึงสัดส่วนนี้
ความยั่งยืนของประชาธิปไตยหลังชนะงานวิจัยของ
ยังศึกษาต่อเนื่องไปถึงสภาพของประเทศในอีก 5 ปีหลังขบวนการชนะ
มิติหลังการเปลี่ยนแปลง
- ขบวนการสันติวิธีชนะ ~57%
- ขบวนการใช้ความรุนแรงชนะ ~6%
ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยความเสี่ยงเกิดสงครามกลางเมืองซ้ำซ้อน
- ขบวนการสันติวิธีชนะ ต่ำมาก (~10%)
- ขบวนการใช้ความรุนแรงชนะ สูงมาก (~42%)
https://www.jstor.org/stable/10.7312/chen15682