ยกที่ 1: ใครสั่งขังแม่? (พี่ชาย vs น้องสาว)
มุมพี่ชาย (เบนซ์):
▪ งัดหลักฐานแชตและรูปถ่ายว่าน้องสาวเป็นตัวตั้งตัวตี
▪ เบนซ์อ้างว่าสาเหตุที่ต้องพาแม่ไปส่งศูนย์ เพราะแม่มีอารมณ์รุนแรง อาละวาด และทำร้ายร่างกายคนในบ้าน พร้อมโชว์รูปถ่ายที่บีม (น้องสาว) โดนข่วนหน้าจนเป็นแผลเลือดออก
▪ เบนซ์งัดแชตไลน์มาโชว์ว่า บีมมีความกังวลอย่างหนักว่าแม่จะไปทำร้ายหลานๆ (ลูกของบีม) จึงเป็นคนขอร้องให้เบนซ์พาแม่ไปรักษา
▪ เบนซ์ยังนำ "จดหมายเขียนด้วยลายมือ" มาโชว์กลางรายการ โดยอ้างว่าเป็นลายมือของบีมที่เขียนอธิบายพฤติกรรมและอาการของแม่
▪ เพื่อฝากให้เบนซ์นำไปยื่นให้หมออ่านประเมินอาการ ซึ่งเบนซ์มองว่านี่คือหลักฐานชัดเจนว่าบีมรับรู้และต้องการให้ส่งแม่ไป
มุมน้องสาว (บีม) และ คุณแม่:
▪ คุณแม่ชี้แจงแทนลูกสาวเรื่องรอยข่วนบนหน้าว่า เป็นเพียงการทะเลาะมีปากเสียงกันตามประสาแม่ลูก แล้วแม่จะพุ่งเข้าไปตีบีม
▪บีมจึงยกมือขึ้นมาปัดป้อง ทำให้เล็บไปข่วนโดนหน้าแม่ ไม่ใช่การตั้งใจทำร้ายร่างกายรุนแรงถึงขั้นต้องจับขังคุก
▪ บีมปฏิเสธเสียงแข็งเรื่องจดหมายลายมือว่า "ตนไม่ได้เป็นคนเขียน!" บีมย้ำว่า แชตหลักฐานระบุชัดเจนว่าตนอนุญาตให้พี่ชายพาแม่ไป "โรงพยาบาล" ไปหาหมอ
▪ โดยพี่ชายหลอกว่าจะพาแม่ไปรักษาที่ "โรงพยาบาลมนารมณ์" (รพ.จิตเวชเอกชนที่ได้มาตรฐาน) ตนจึงยอมให้ไป
▪ ไม่เคยอนุญาตและไม่รู้มาก่อนเลยว่าพี่ชายจะพาแม่ไปทิ้งไว้ในเนิร์สซิ่งโฮมเถื่อนและถูกจับขังกรง
------------------------------
ยกที่ 2: ปมฮุบตู้เซฟและเพชรทอง 9 ล้าน!
มุมพี่ชาย (เบนซ์):
▪ เบนซ์ยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นคนพาคนไปบุกยกตู้เซฟ แต่มีแชตหลักฐานชัดเจนว่า บีมเป็นคนทักมาบอกให้เบนซ์มาย้ายตู้เซฟไปเก็บไว้ที่บ้านเบนซ์ เพราะบีมกำลังจะปล่อยบ้านให้ลูกค้าเช่า
▪ เบนซ์งัดหลักฐานเด็ด เป็นภาพที่บีมถ่ายรูปเครื่องเพชรและต่างหู (ซึ่งเป็นของในเซฟ) ส่งมาถามเบนซ์ว่า "จะเอาไปขายที่ไหนดี?"
▪เบนซ์จึงชี้จุดว่า บีมอ้างว่าไม่มีรหัสเปิดเซฟ แล้วบีมเอาของพวกนี้ออกมาถ่ายรูปได้อย่างไร? นี่คือหลักฐานว่าบีมเปิดเซฟได้ และแอบเอาทรัพย์สินแม่ไปขายก่อนที่เบนซ์จะยกตู้เซฟไปคืนแม่เสียอีก
มุมน้องสาว (บีม):
▪ บีมยืนยันคำเดิมว่า ตนเปิดตู้เซฟไม่เป็นและไม่เคยมีรหัสเปิดเซฟ แต่ของมีค่าบางส่วนบีมสามารถหยิบออกมาได้
▪ บีมยอมรับว่า "เอาเพชรและต่างหูบางส่วนไปขายจริง!" แต่สาเหตุที่ต้องทำแบบนั้น เป็นเพราะพี่ชายเอาแม่ไปขังลืมแล้วเงียบหายไปเลย
▪ทำให้บีมต้องแบกรับภาระจ่ายค่าผ่อนบ้านและผ่อนรถของคุณแม่เดือนละกว่า 100,000 บาท แบกอยู่ถึง 6 เดือนเต็มจนตนเองหมดตัว
▪ ไม่มีเงินไปจ่ายค่างวด จึงจำเป็นต้องนำทรัพย์สินของแม่มาหมุนเงินเพื่อรักษาบ้านและรถของแม่เอาไว้ไม่ให้ถูกยึด
------------------------------
ยกที่ 3: ปมฮุบโรงงานผลิตเครื่องสำอาง
มุมลูกสะใภ้ (กุ้งฝอย) และน้องชาย:
▪ กุ้งฝอยชี้แจงว่า เงิน 1 แสนบาทที่จ่ายให้แม่ทุกเดือน ไม่ใช่แค่ค่าเช่าธรรมดา แต่เป็น "ค่าเช่า 20,000 บาท + ค่าผ่อนเซ้งกิจการ 80,000 บาท" และเบนซ์อ้างว่าช่วงแรกได้โอนเงินก้อนให้แม่ไปแล้ว 1 ล้านบาท
▪ กุ้งฝอยเล่าว่า วันที่เข้ามารับช่วงต่อ โรงงานอยู่ในสภาพทิ้งร้าง ไม่มีเครื่องจักร ไม่มีพนักงานเหลือเลยสักคน
▪ ตนจึงตั้งบริษัทใหม่ชื่อ แกรม (Gram) และลงทุนควักเงินกว่า 2.5 ล้านบาท เพื่อรีโนเวท ปรับปรุงอาคาร และสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
▪ น้องชายของกุ้งฝอย (ผู้จัดการโรงงาน) สวนกลับอย่างดุเดือดว่า ตนเป็นคนสัมภาษณ์รับพนักงานเองทั้ง 20 คน
▪ถ้าวันนี้แม่จะมายึดโรงงานคืนและไล่พวกตนออก ใครจะรับผิดชอบค่าชดเชยพนักงาน 20 คน? พวกตนไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องมาควักเงินจ่ายค่าชดเชย
▪ กุ้งฝอยทิ้งท้ายว่า ขอให้แยกแยะเรื่องครอบครัวกับธุรกิจ หากแม่จะเอาโรงงานคืน ตนคงคืนให้ทันทีไม่ได้ ต้องขอเวลาดำเนินการทางกฎหมาย และแม่ต้องชดใช้เงินค่ารีโนเวท 2.5 ล้านบาทคืนมาให้พวกตนด้วย
มุมทีมกฎหมาย
▪ คุณเอกภพ (สายไหมต้องรอด) ชี้ว่า สลิปโอนเงินไม่ใช่สัญญาเซ้ง ในเมื่อไม่มีสัญญาเซ้ง โรงงานยังเป็นของแม่ 100%
▪ และในทางกฎหมาย ผู้เช่าไม่สามารถไปเรียกเก็บค่ารีโนเวทจากเจ้าของโรงงานได้เมื่อเจ้าของต้องการพื้นที่คืน
------------------------------
ประเด็นปมหลอกเจ้าของที่ดิน ฮุบสัญญาเช่าโรงงาน!
มุมคุณแม่:
▪คุณแม่บอกว่าในช่วงที่ตนเองถูกจับไปขัง เบนซ์ (ลูกชาย) ได้ไปหลอก "เจ้าของที่ดิน" (ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าที่ดินตั้งโรงงาน)
▪ว่าสัญญาเช่าฉบับเดิมของคุณแม่นั้นไม่ถูกต้อง และอ้างว่าคุณแม่ฝากให้เบนซ์มาทำสัญญาเช่าฉบับใหม่ในชื่อของเบนซ์แทน
▪โดยเบนซ์แต่งเรื่องหลอกเจ้าของที่ดินว่า "คุณแม่หนีไปอยู่ต่างประเทศกับน้องสาวแล้ว" จนเจ้าของที่ดินหลงเชื่อและยอมเซ็นสัญญาฉบับใหม่ให้
มุมลูกชาย (เบนซ์โต้กลับ):
▪เบนซ์ชี้แจงปฏิเสธว่า "ตนไม่ได้ไปหลอกเจ้าของที่ดิน" แต่เจ้าของที่ดินทักไลน์มาบอกเองว่าสัญญาฉบับเดิมใกล้จะหมดอายุ ให้มาทำสัญญาใหม่
▪ตนจึงเข้าไปทำสัญญาในฐานะคนที่ "จ่ายค่าเช่าทุกเดือน" และเป็นคนที่ทำธุรกิจนี้อยู่ ณ ปัจจุบัน
▪ และที่ไปบอกว่าแม่อยู่ญี่ปุ่น เพราะแม่มีสังคม กลัวว่า วันหนึ่งถ้าแม่ ออกมาจะเสียหน้า
เจ้าของที่ดินยันความจริง
▪โดยเจ้าของที่ดินยืนยันกับคุณแม่ว่า "ถูกเบนซ์หลอกให้ทำสัญญา และตนเองไม่ได้เต็มใจ"
▪ ซึ่งหลังจากที่คุณแม่ได้รับการช่วยเหลือออกมาและเจ้าของที่ดินได้ทราบความจริงทั้งหมด เจ้าของที่ดินก็ได้จัดการ "โอนเงินมัดจำคืนเบนซ์ไปหมดแล้ว" เพื่อยกเลิกสัญญาที่เกิดจากการถูกหลอกนั้นทันที
------------------------------
เปิดใจฝั่งลูกสะใภ้-น้องชาย ยันไม่มีส่วนรู้เห็น คิดว่าไปญี่ปุ่น!"
◼ ลูกสะใภ้ (กุ้งฝอย) และน้องชาย (ก้อง ผู้จัดการโรงงาน) ชี้แจงว่า ไม่เคยรู้เรื่องที่แม่ถูกนำไปขัง
◼ เข้าใจมาตลอดตามที่บอกกันว่าแม่ "ไปญี่ปุ่น" พอได้เห็นภาพแม่ในกรงขังก็รู้สึกสะเทือนใจและอึดอัดมาก พร้อมยืนยันว่าพวกตนเข้ามาบริหารโรงงานอย่างสุจริต ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำนี้เลย
◼ น้องชายวอนสังคมเห็นใจ ขอความเห็นใจจากสื่อและสังคม ยืนยันว่ารับพนักงานและทำธุรกิจด้วยตัวเองอย่างถูกต้อง
◼ แต่หากสังคมมองว่าผิด ก็พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการทางกฎหมาย และยินดีคืนโรงงานให้แม่ไป ถ้าในมุมกฏหมายมองเป็นเช่นนั้น
------------------------------
ช่วงท้ายรายการ ที่พูดถึงบรรยากาศในกรงขัง
◼ เบนซ์พยายามยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า ตนจ่ายเงินให้ศูนย์ 20,000 บาท/เดือน
◼ เพื่อขอ "ห้องเดี่ยวแอร์เย็นๆ" ให้แม่ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแม่จะถูกเอาไปขังในกรงเหล็ก หรือนอนเตียงตะแกรง เพราะทางศูนย์ไม่เคยส่งรูปความโหดร้ายเหล่านี้มาให้ดูเลย
◼ พอคุณเอกภพถามว่า เคยไปเยี่ยมแม่บ้างไหม ทางเบนช์บอกว่า ไป แต่แม่ยืนยันว่าไม่เคยเห็น เบนช์เลยบอกว่า ไปแต่ไม่ได้เจอแม่
◼ ระหว่างที่ถูกขังลืมอยู่ในกรง คุณแม่เล่าว่ามีเจ้าหน้าที่บางคนในศูนย์ที่มีความเมตตา ได้แอบมากระซิบเตือนแม่ให้ดูแลตัวเองให้ดีๆ
◼ เจ้าหน้าที่คนนั้นบอกความจริงที่ทำเอาแม่ใจสลายว่า "ลูกชายสั่งพี่แมว (เจ้าของศูนย์) ไว้ว่า ถ้าแม่เป็นอะไร ไม่ให้พาไปหาหมอ ให้ปล่อยตายอยู่ในนี้เลย"
◼ คุณแม่เล่าทั้งน้ำตาว่า คนที่เข้ามาช่วยเหลือกดดันจนเบนซ์ยอมปล่อยตัวแม่ คือ "ป๋า" (อดีตสามี) ซึ่งแม้ป๋าจะเลิกรากับคุณแม่ไปนานกว่า 10 ปีแล้ว
◼ แต่พอทราบเรื่องก็ทนไม่ได้ และเข้ามาเป็นพยานบีบบังคับให้เบนซ์ไปรับตัวแม่ออกมา
◼ ความน่ากลัวขั้นสุดคือ คุณแม่พูดว่า หากวันนั้นอดีตสามีและน้องสาวตามไปช่วยไม่ทัน
◼ เบนซ์ได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว โดย "เตรียมจะย้ายแม่จากศูนย์โสธรชัย และจะส่งตัวแม่ลงไปขังไว้ที่ภาคใต้"
◼ เบนซ์ทนรับกับความรู้สึกผิดและภาพความโหดร้ายที่แม่ต้องเจอไม่ไหว เริ่มมีอาการเครียดจัด หน้าซีด ร้องไห้โฮออกมาอย่างหนักกลางรายการ
◼ ภาพสุดท้ายที่สะเทือนอารมณ์คนดูทั้งประเทศคือ เบนซ์ลุกจากเก้าอี้ เดินเข้าไปหาคุณแม่ และ "ทรุดตัวลงก้มกราบแทบเท้าคุณแม่" เพื่อขออโหสิกรรมกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
◼ คุณแม่ผู้ใจสลาย เมื่อเห็นลูกชายสำนึกผิด ก็เอื้อมมือไปลูบหัวและให้อภัยลูกชาย พร้อมกับพูดปลอบใจว่า "ไม่เป็นไรลูก เบนซ์ลุกขึ้นมา ไม่เป็นไร" ปิดฉากบาดแผลในครอบครัวด้วยการสวมกอดและร้องไห้ไปด้วยกัน
------------------------------
คิวต่อไป "ป้าแมว เนิร์สซิ่งโฮมเถื่อน" เตรียมรับกรรม!
◼ แม้ครอบครัวจะเคลียร์ใจกันได้ แต่คดีความของ "ศูนย์ขังเถื่อน" เพิ่งเริ่มต้น! ป้าแมว (เจ้าของศูนย์) อ้างว่าการเอาตะแกรงมาครอบเตียง เพื่อให้ผู้ป่วยพลิกตัวไปมาได้ ดีกว่าจับมัดมือไว้ตลอดจนมือบวม และป้องกันคนไข้ตกเตียง
◼ แต่ทนายแก้วและ สบส. ชี้แจงข้อกฎหมายชัดเจนว่า เนิร์สซิ่งโฮมประเภทนี้ทำได้แค่ดูแลประคับประคอง ไม่มีแพทย์ประจำศูนย์ และไม่มีสิทธิ์สั่งจ่ายยาจิตเวชเพื่อทำการรักษาเด็ดขาด การที่ลูกชายอ้างว่าศูนย์รับปากว่ามีหมอเข้ามาดูทุกวัน ถือว่าศูนย์แอบอ้างและเข้าข่ายเปิดสถานพยาบาลเถื่อน มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท!
◼ งานนี้ พี่หนุ่ม กรรชัย ทิ้งท้ายว่า พรุ่งนี้จัดหนักแน่นอน! จะนำอดีตผู้ป่วยที่เคยถูกขังในแต่ละแดนของศูนย์นี้ มาแฉความจริงแบบจัดเต็ม
ที่มา..........เพจอรรถรส
รอพรุ่งนี้เรื่องเนิร์ส แอบกลัวว่ามันจะมีแบบนี้เยอะ บั้นปลายชีวิตแทนที่จะได้อยู่แบบดีๆ ยิ่งกว่าคุกซะอีก เพราะแทบไม่มีโอกาสเห็นเดือน เห็นตะวันเลย ส่วนครอบครัวนี้บอกตรงๆ ไม่น่าเชื่อใจสักคนจากคำพูด เพราะมีผลประโยชน์ทั้งพี่และน้อง