ปัญหาใหญ่ของสายการบินแห่งชาติ เมื่อน้ำท่วมทำระบบรวน แต่สิ่งที่เผยให้เห็นคือความหละหลวมของการบริหารจัดการ

เรื่องเริ่มจากคลิปพนักงานร้องไห้ นำไปสู่การขุดคุ้ยปัญหาใหญ่ของสายการบินแห่งชาติ เมื่อน้ำท่วมทำระบบรวน แต่สิ่งที่เผยให้เห็นคือความหละหลวมของการบริหารจัดการ
จุดเริ่มต้นจากคลิปไวรัล
◼ เรื่องของเรื่องคือ ไปเห็นคลิปที่น้องพนักงานภาคพื้นของการบินไทย โดนผู้โดยสารกดดันและต่อว่าอย่างหนักจนยืนร้องไห้หน้าเคาน์เตอร์
◼ ซึ่งพอดูต้นสายปลายเหตุแล้ว น่าเห็นใจทั้งสองฝั่งเลย ฝั่งผู้โดยสารก็เหนื่อยและโกรธมาก เพราะต้องมายืนรอกระเป๋านานถึง 5-6 ชั่วโมง
◼ บางคนพลาดการประชุมสำคัญ บางคนเสียค่าจองโรงแรมไปฟรีๆ เพราะไฟลต์ดีเลย์ข้ามวัน
◼ อย่างในรายการเที่ยงวัน พี่หนุ่ม กรรชัย ยกตัวอย่างเคสไฟลต์ของคุณโอ๊ต ปราโมทย์ ที่กำหนดเดิมคือ 07.00 น. แต่เลื่อนไปเป็นบ่ายโมงกว่า หรือเคสเพื่อนพี่หนุ่มที่เลื่อนจาก 22.50 น. ไปเป็น 10.00 น. ของอีกวัน! จนผู้โดยสารหลายคนต้องนอนรอตามทางเดินสนามบิน
◼ สรุปตอนนั้นมีกระเป๋าตกค้าง กองรวมกันอยู่ที่สายพานถึง 5,600 ใบ จาก 52 เที่ยวบิน จน AOT ต้องมาช่วยลากกระเป๋าไปกองไว้ด้านนอกเพื่อจัดการพื้นที่
◼ น้องๆ พนักงานหน้างานเลยต้องกลายเป็นหนังหน้าไฟ รับแรงปะทะจากผู้โดยสารไปเต็มๆ ทั้งที่พยายามทำดีที่สุดแล้วในสภาวะที่คนขาดแคลนขนาดนั้น
คำอธิบายแรกที่ออกมาคือ
◼ เนื่องจาก เกิดเหตุ "ฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง" ทำให้พนักงานมาทำงานไม่ได้ รถลำเลียงเสีย เลยขาดคนทำงาน
◼ รวมถึงฝั่งคลังสินค้า (คาร์โก้) ก็แน่น เพราะบริษัทขนส่งข้างนอกก็เจอน้ำท่วม มารับของไม่ได้เหมือนกัน
◼ แต่สังคมก็ตั้งคำถามว่า น้ำท่วมเหมือนกัน ทำไมสายการบินอื่นถึงรอด มีปัญหาหนักๆ แค่บริการภาคพื้นของการบินไทยที่เดียว?
◼ ใดๆ มีกระแสข่าวลือออกมาอีก 2 เด้ง คือ
▪1. พนักงาน Outsource ทิ้งงานไปรับจ้างที่อื่นที่ให้ค่าแรงสู้ราคาแพงกว่าถึง 3 เท่า
▪2. มีข่าวลือว่าผู้บริหารบางท่าน ดันเดินทางไปต่างประเทศในช่วงวิกฤตนี้พอดี!
ทางด้าน คุณชาย เอี่ยมศิริ CEO การบินไทย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวด่วน
◼ โดยอธิบายต้นตอว่า ปัญหาเกิดจากภาวะ "ขาดแคลนคนทำงาน" อย่างหนัก เพราะบ้านพนักงานที่อยู่รอบสนามบินโดนน้ำท่วม
◼ ท่าน CEO ระบุว่า ปัญหาคอขวดที่หนักที่สุดคือขาดพนักงานกลุ่มทักษะเฉพาะทางที่ต้องมี "ใบอนุญาต" อย่างตำแหน่ง "โหลดมาสเตอร์"
◼ ซึ่งปกติต้องใช้ 45 คน แต่ฝ่าด่านน้ำท่วมมาทำงานได้แค่ 20 คนเท่านั้น ขาดแคลนหนักจนถึงขั้นต้องให้ผู้บริหารที่มีใบอนุญาตลงไปคุมหน้างานเอง
◼ แม้บริษัทจะพยายามแก้ปัญหา ด้วยการประสานขอยืม "รถบรรทุกทหาร " ลุยน้ำเข้าไปรับพนักงานถึงในซอยบ้านแบบรายบุคคล
◼ แต่หลายคนก็ยังมีห่วงเรื่องครอบครัวและบ้านที่น้ำท่วมสูง จึงจำใจทิ้งบ้านออกมาทำงานไม่ได้จริงๆ
◼ สถานการณ์ยังบานปลายไปถึงฝั่ง "คลังสินค้า" เพราะรถบริษัทขนส่งข้างนอกก็เจอน้ำท่วม มารับของไม่ได้
◼ สินค้าเลยล้นคลังและต้องกองค้างไว้บนรถลากจูง ทำให้อุปกรณ์ลากจูงขาดแคลน กระทบชิ่งทำให้ไม่มีรถไปลากกระเป๋าผู้โดยสารลงจากเครื่อง
◼ เมื่อระบบรวนจนรับไม่ไหว วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือต้องยอม "เฉือนเนื้อตัวเอง" สั่งลดกำลังการผลิตลง 30-40%
◼ โดยการยุบรวมเที่ยวบินและประกาศยกเลิกเที่ยวบิน (ลดไปกว่า 30 เที่ยวบินต่อวัน จากเดิม 110 เที่ยวบิน) เพื่อตัดวงจรปัญหา "ดินพอกหางหมู" ไม่ให้ระบบพังไปกว่านี้ พร้อมเร่งโอนย้ายผู้โดยสารไปให้สายการบินอื่นดูแลแทน
◼ สำหรับวิกฤตกระเป๋าตกค้าง 5,600 ใบ ผู้บริหารประกาศใช้แผน "Set Zero" คือแยกระบบของใหม่ไม่ให้ปะปนกับของเก่า และตั้งเป้าเคลียร์ของเก่าให้หมดภายใน 72 ชั่วโมง
◼ ท้ายสุด CEO ยังได้ชี้แจงสยบข่าวลือด้วยว่า "ไม่มีการประท้วงหยุดงาน" ของพนักงาน Outsource แต่อย่างใด
◼ พนักงานแค่ติดน้ำท่วมจริงๆ และบริษัทเตรียมตั้งโต๊ะเยียวยาจ่ายค่าชดเชยให้ผู้โดยสารทั้งกรณีกระเป๋าช้าและไฟลต์ดีเลย์อย่างแน่นอน
คุณกรณ์ จาติกวณิช ออกมาโพสต์วิเคราะห์
◼ โดยระบุชัดเจนว่า "น้ำท่วม" ไม่ใช่ต้นเหตุ แต่เป็นแค่ตัวเร่งที่เปิดให้เห็นปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรมมานาน
◼ จุดที่น่าตกใจคือ คุณกรณ์ตั้งข้อสังเกตว่า สัญญาที่การบินไทยทำกับ AOT เพื่อให้บริการภาคพื้น (ซึ่งเป็นสัญญายาวถึง 35 ปี ลากยาวไปจนถึงปี 2578) ดันเซ็นไว้แบบ "ไม่มีเงื่อนไขค่าปรับ" กรณีทำงานล่าช้าเลยแม้แต่บาทเดียว!
◼ แต่ในทางกลับกัน สัญญาที่การบินไทยไปรับจ้างสายการบินต่างชาตินั้น กลับมีเงื่อนไข "ค่าปรับราคาแพง"
◼ ตรงนี้เลยทำให้คนถึงบางอ้อว่า ทำไมในภาวะวิกฤต การบินไทยถึงเลือกเทเที่ยวบินของตัวเอง แล้วเอาพนักงานไปเร่งจัดกระเป๋าให้ต่างชาติก่อน ก็เพื่อหนีค่าปรับมหาศาลนั่นเอง
◼ นอกจากนี้ คุณกรณ์ยังจี้เรื่องการสื่อสารที่ย่ำแย่ ผู้โดยสารถูกทิ้งเคว้ง QR Code ที่ให้ไว้สแกนตามกระเป๋าก็ใช้ไม่ได้จริง โทรก็ไม่ติด
◼ แถมไม่มีหน่วยงานไหนแจ้งสิทธิให้ผู้โดยสารรู้เลยว่า ตาม "อนุสัญญามอนทรีออล" ผู้โดยสารมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากกรณีกระเป๋าล่าช้าได้
◼ ท้ายที่สุด คุณกรณ์ฝากคำถามตัวโตๆ ถึงทางออกที่รัฐกำลังจะนำบริษัท AOTGA เข้ามาเป็นผู้ให้บริการรายที่ 3 (ด้วยสัญญามูลค่าสูงถึง 6.7 หมื่นล้านบาท) ว่าสัญญาใหม่นี้มี KPI และค่าปรับที่ชัดเจนจริงไหม? กล้าเปิดเผยก่อนลงนามหรือเปล่า?
◼ และที่สำคัญคือ ถ้า AOT เป็นคน "ให้สัมปทาน" แต่ตัวเองก็ "ถือหุ้น 49%" อยู่ในบริษัทใหม่นี้ด้วย หากวันหน้ารายใหม่บริการไม่ดี ใครจะเป็นคนลงโทษใคร?
◼ ถ้ามาตรการไม่ชัดเจน สิ่งที่ทำอยู่ก็เป็นแค่การ "ย้ายปัญหาไปที่ใหม่" โดยไม่ได้แก้เรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง
ที่มา........เพจอรรถรส
อ้าว ที่แท้แบบนี้เอง แมร่งเอ้ย พนักงานหน้างานรับเคราะห์ไป ที่แท้กลัวโดนปรับ เลยยอมเทอีกฝั่งแทน แล้วไอ้บริษัทใหม่เข้ามาสงสัยจะเป็นอีหรอบเดิมอีก เพราะคงปรับไม่ได้หรอก มาปรับตัวเองนี่นะ