พ่อแท้ๆ สวมสิทธิ์ลูกชายสร้างหนี้ท่วมหัว
อุทาหรณ์ พ่อแท้ๆ สวมสิทธิ์ลูกชายสร้างหนี้ท่วมหัว แถมลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายจนลูกจิตใจพังทลาย ส่วนพ่อใช้ชีวิตหรูหรา รอเลื่อนขั้นในบริษัทประกันดัง!
จุดเริ่มต้นของการถูกบีบให้สวมชื่อ
◼ เรื่องนี้เป็นโพสต์ขอความช่วยเหลือจากน้องผู้ชายคนนึง ที่พ่อแม่หย่าร้างกันและน้องอาศัยอยู่กับแม่
◼ น้องมีข้อจำกัดคือ ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์มา 8-9 ปี ต้องทานยา และเคยมีอาการชักเวลาไปทำงาน ทำให้ไม่สามารถทำงานเสริมได้
◼ พ่อแท้ๆ ซึ่งทำงานอยู่บริษัทประกันชื่อดัง จึงให้เงินค่ากินน้องสัปดาห์ละ 1,000 บาท
◼ แต่ในช่วงเข้ามหาวิทยาลัยปี 2565 พ่อมาขอร้องให้น้องเอาชื่อไปสอบใบอนุญาตตัวแทนประกัน เพื่อที่พ่อจะได้ยอดและค่าคอมมิชชันเพิ่ม
◼ ตอนแรกน้องไม่ยอม แต่พ่อใช้วิธีเงียบหาย ไม่ตอบแชท และ "ไม่โอนเงินค่ากินให้"
◼ น้องที่ไม่มีทางเลือกจึงต้องจำยอมทำตามเพื่อให้ได้เงินมาประทังชีวิต โดยบัญชีธนาคารที่รับเงินจากบริษัทประกัน พ่อก็เป็นคนเก็บไว้เองทั้งหมด
หลอกให้ออกรถ และแอบสแกนหน้าเปิดบัตรเครดิต
◼ ถัดมาในปี 2566 พ่อขอให้น้องช่วยไปออกรถยนต์ในชื่อของน้อง โดยอ้างว่าจะเอาไว้ใช้ทำงานและจะรับผิดชอบค่างวดเองทั้งหมด
◼ น้องเห็นพ่อโปรไฟล์ดี ดูรวย และอยากตอบแทนบุญคุณจึงยอมเซ็นให้
◼ หลังจากได้รถ พ่อมาหลอกให้น้อง "สแกนใบหน้า" โดยอ้างว่าจะเอาไปสมัครแอปพลิเคชันสำหรับจ่ายค่างวดรถ แต่ความจริงแล้วคือการแอบเอาชื่อน้องไป "เปิดบัตรเครดิต"
◼ จนกระทั่งเข้าปี 2569 (ตามที่น้องระบุในโพสต์) พ่อจะขอบัตรประชาชนน้องอีก อ้างว่าจะเปลี่ยนบริษัทประกัน แต่น้องติดฝึกงานจึงไปอบรมแบบเจอตัวให้ไม่ได้ ทำให้พ่อไม่พอใจ
◼ ช่วงปลายเดือนมิถุนายน พ่อพยายามจะให้น้องค้ำประกันเพื่อออกรถคันใหม่อีกคัน
◼ แต่คราวนี้ภรรยาใหม่ของพ่อแอบโทรมาเตือนว่า "ห้ามเซ็น" เพราะพ่อจะเอารถไปให้แฟนคนใหม่ น้องจึงปฏิเสธไป ทำให้พ่อโกรธมาก
หมายศาลส่งถึงบ้าน นำไปสู่การทำร้ายร่างกาย
◼ สิ้นเดือนมิถุนายน มีจดหมายทนายทวงหนี้บัตรเครดิตส่งมาหา พอทวงถาม พ่อก็บอกแค่ว่าจะรับผิดชอบเอง
◼ แต่สุดท้ายในเดือนสิงหาคม น้องได้รับ "หมายศาล" (ส่งมาตรงกับวันเกิดน้องพอดี) จากหนี้บัตรเครดิตที่น้องไม่เคยเปิดใช้
◼ น้องจึงเดินทางไปหาพ่อที่บ้าน เจตนาเพื่อขอให้พ่อชดใช้หนี้ และจะขอเอาชื่อออกจากการเป็นตัวแทนประกันชีวิต
◼ แทนที่จะคุยกันดีๆ พ่อกลับใช้อารมณ์โมโหร้ายและ "ลงมือทำร้ายร่างกายลูกชายแท้ๆ" จนมีรอยฟกช้ำตามใบหน้าและแขน ทำให้น้องต้องไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้
ยื่นเรื่องร้องเรียนบริษัทประกัน แต่ไร้ความคืบหน้า
◼ มีคนรู้จักเตือนน้องว่าการที่พ่อเอาชื่อไปใช้ทำงานประกันแบบนี้ผิดกฎบริษัท และถ้านำไปใช้โกง น้องจะเสียหายหนัก
◼ น้องจึงรวบรวมหลักฐาน ทั้งสเตตเมนต์ที่ยืนยันว่าไม่เคยได้รับเงินสักบาท และหลักฐานที่พ่อปลอมชื่อไลน์เป็นน้องเพื่อคุยกับลูกค้า ไปยื่นเรื่องที่ศูนย์ใหญ่สุขุมวิท
◼ ทางบริษัทรับเรื่องไว้ แต่แจ้งว่าการจะลาออกได้ต้องให้ "ผู้อำนวยการสายงาน" เป็นคนเซ็นอนุมัติ ซึ่งน้องคาดเดาจากรูปในโซเชียลว่า ผู้อำนวยการคนนั้นคือคนรู้จักของพ่อนั่นเอง
◼ ผลที่ตามมาคือเรื่องเงียบกริบ พ่อแค่เปลี่ยนชื่อไลน์ที่ปลอมกลับไปเป็นชื่อตัวเอง และชื่อของน้องก็ยังคงค้างอยู่ในระบบของบริษัท
◼ น้องจึงกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะพ่อสายงานน่าจะทำยอดให้บริษัทได้ดี
สภาพจิตใจที่พังทลาย กับชีวิตที่สวนทางกัน
◼ ปัจจุบันพ่อใช้ชีวิตสุขสบาย ซื้อรองเท้าสตั๊ดราคาแพง ไปเที่ยวต่างประเทศ เลี้ยงข้าวลูกน้อง และกำลังรอการเลื่อนตำแหน่ง
◼ ในขณะที่น้องต้องมานั่งรับผิดชอบหนี้สิน ทั้งรถและบัตรเครดิต แถมเสียประวัติทางการเงิน
◼ ที่หนักที่สุดคือ สุขภาพจิตที่น้องพยายามรักษามา 8-9 ปีพังทลายลง น้องมีอาการผวา หวาดกลัวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ น้ำหนักลดไป 6-7 กิโลกรัม และโรคไบโพลาร์กับซึมเศร้าก็กลับมากำเริบหนัก
◼ น้องออกมาโพสต์เพื่อขอความเป็นธรรมและเตือนเป็นอุทาหรณ์เรื่องการไว้ใจคนในครอบครัว
◼ พร้อมตั้งปณิธานว่าหากวันหนึ่งเขามีลูก เขาจะเป็นพ่อที่ดีในแบบที่เขาอยากมี และจะไม่ทำร้ายลูกแบบที่เขาต้องเจอ
ที่มา..........เพจอรรถรส
ถ้าเป็นเรื่องจริง เคสนี้มีลูกไว้ใช้หากิน ให้ตัวเองมีชีวิตที่ดี ส่วนลูกช่างมันเลยสินะ คนแบบนี้ไม่ควรเป็นพ่อใครหรอก เพราะมันเห็นแก่ตัว