เป็นเรื่องของคนไข้บัตรทอง 30 บาท ที่ถูกหมอในคลินิกแห่งหนึ่งดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นพวกชั้นต่ำ พร้อมด่ากราดด้วยคำหยาบคายสารพัด วันนี้ผู้เสียหายหลายเคสจึงต้องมารวมตัวกันแฉพฤติกรรมสุดกร่าง และนี่คือวีรกรรมทั้งหมด
.
คุณปริม (ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่โดนหมอคุกคามและเหยียดสิทธิ์ขอทาน)
◼ คุณปริมเป็นผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ที่ต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และใช้สิทธิ์ 30 บาท ในการรักษา
◼วันเกิดเหตุ เธอเดินทางไปคลินิกเพื่อขอใบส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลตามรอบทุกๆ 3 เดือน แต่พยาบาลเดินมาแจ้งว่า "หมอไม่อนุญาตให้ออกใบส่งตัว"
◼ เมื่อคุณปริมเข้าไปถามเหตุผล หมอ (ผู้ชาย อายุราว 40 ปี) กลับโวยวายใส่ว่า "ตามนั้นแหละจ๊ะ ไม่พอใจก็ย้ายไป" และอ้างว่าคุณปริมกินแค่ยาและตรวจเลือดก็พอ ทั้งที่คุณปริมไม่ได้กินยานั้นมานานแล้ว
◼พร้อมท้าทายเสียงดังว่า "จะเอาใช่มั้ย! จะเอาใช่มั้ย!" ท่ามกลางสายตาคนไข้คนอื่นๆ ในคลินิกกว่า 20 คน จนมีคุณป้าคนหนึ่งต้องรีบเข้ามากอดและพาคุณปริมไปนั่งหลบมุมเพราะความหวาดกลัวจนร้องไห้
◼ คุณหมอยังไม่หยุดคุกคาม ได้กระชากแฟ้มประวัติของคุณปริมไปจากมือพยาบาล แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพข้อมูลส่วนตัว ทั้งที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์เก็บไว้
◼จากนั้นหมอก็เดินเข้าออกห้องตรวจและออกมาด่าทอคุณปริมทุกๆ 1 นาที มีการแช่งว่า "ถ้ายังเป็นคนอยู่ อย่าหวังว่าจะอยู่สงบสุขเลย" และข่มขู่ว่าจะเอาตำรวจไปหาถึงหน้าบ้าน จนคุณปริมต้องหนีกลับบ้านโดยไม่ได้ทั้งยาและไม่ได้ตรวจเลือด
◼ เมื่อกลับถึงบ้าน หมอได้เอาเบอร์โทรศัพท์จากในแฟ้มประวัติ โทรเข้ามาก่อกวน ในสายแรกแฟนรับ หมอก็ข่มขู่สารพัด
◼ในสายต่อมาคุณปริมอัดเสียงไว้ หมอขู่ว่าจะเอาตำรวจและ "หมายโนติส" ไปลงที่บ้าน เพื่อเอาผิดฐานที่คุณปริมไปโวยวายที่คลินิก
◼ หมอยังส่งรูปเวชระเบียนกลับมาทางข้อความเพื่อขู่ว่า "วิธีไม่รับสายคือเอาตำรวจบุกถึงบ้าน"
◼ เมื่อหมอส่งข้อความขู่ว่าจะส่งหมายศาลไปที่บ้านและบอกว่าจะไม่รับกระเช้า คุณปริมที่ทนไม่ไหวจึงตอบแชตกลับไปประชดว่า "ส่งเอกสารตามที่อยู่ได้เลยค่ะ พอดีที่บ้านกระดาษซับมันหมด"
◼ หมอสติแตก โทรศัพท์กระหน่ำเข้ามาหาคุณปริมรวดเดียวถึง 33 สายโดยไม่หยุดพัก สาดข้อความด่าทอสุดหยาบคาย และเหยียดคนไข้ 30 บาท
◼ เมื่อคุณปริมไม่รับสาย หมอจึงรัวส่งข้อความ SMS ด่าทอด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายที่สุดเท่าที่หมอคนหนึ่งจะทำได้
▪ ด่าคุณปริมว่าเป็น "กะหรี่โง่แถมเง่า" "โดนแมงดาเกาะ" และเหยียดลามไปดูถูกอาชีพไรเดอร์
▪ พิมพ์ด่าพ่อแม่ของคุณปริมว่า "พ่อเฮงซวยเลี้ยงลูกมาเป็นกะหรี่และขอทาน" "ครอบครัวสันดานกะหรี่ไปไหนก็สร้างความซวย"
คุณนัท
◼ ลูกชายของคุณนัทมีอาการปัสสาวะเป็นเลือด จึงพาไปตรวจที่คลินิกแห่งนี้และพบว่าอาจเป็นนิ่ว
◼ แต่เมื่อไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลและรับยามากินแล้วถึง 3 รอบ อาการกลับหนักกว่าเดิม แพทย์เฉพาะทางจึงสั่งให้ "ฉีดสี" เพื่อตรวจดูให้แน่ชัด
◼ ซึ่งหากไม่มีใบส่งตัวจากคลินิกต้นสังกัดเพื่อยืนยันสิทธิ์ คนไข้จะต้องจ่ายค่ารักษาเองถึง 5,000 บาท
◼ ลูกชายได้ไปรอรับคิวที่คลินิกตั้งแต่ก่อน 6 โมงเช้า และได้พบหมอในตอนบ่าย 3 โมง แต่หมอกลับไม่ออกใบส่งตัวให้
◼ โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เอายาฆ่าเชื้อไปกินเดี๋ยวก็หาย พร้อมตัดบทว่าถ้าอยากไปรักษามากนัก "ก็ไปจ่ายตังค์เองละกัน"
◼ คุณนัททราบเรื่องจากลูกชายจึงรีบขี่รถไปที่คลินิกเพื่อถามเหตุผลด้วยตัวเอง เพราะมั่นใจว่าตนเองทำตามขั้นตอนครบถ้วน
◼ แต่หมอตอบกลับมาสั้นๆ แค่ "ตามนั้นแหละค่ะ" พอคุณนัทแย้งว่าลูกชายกินยามา 3 รอบแล้วอาการแย่ลง
◼หมอกลับพูดไล่ "เชิญค่ะ เชิญค่ะ" พร้อมกับโยนใบนัดของโรงพยาบาลใส่หน้าคุณนัทเต็มๆ คุณนัทโมโหจึงโยนใบนั้นกลับไป หมอเลยด่ากราดว่า
◼ ด้วยความโกรธจัดที่ถูกด่าและโดนโยนของใส่หน้า คุณนัทจึงใช้มือปัดข้าวของและเมาส์บนโต๊ะหมอกระเด็น
◼ ลูกชายที่เห็นแม่โดนทำร้ายจิตใจก็โมโหจัด ตะโกนสวนไปว่าถ้าไม่ติดว่าเป็นแม่ ตนเองคงชกหน้าหมอไปแล้ว ซึ่งหมอก็ยังคงกร่างและท้าทายกลับว่า "เชิญค่ะ เชิญสิ"
◼ หมอไม่ได้ไปลงบันทึกประจำวันกับตำรวจ แต่ใช้วิธีฟ้องตรงต่อศาลเป็นคดีอาญา และเรียกค่าเสียหายจากคุณนัทสูงถึง 1,200,000 บาท
◼แต่สุดท้ายเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลมีคำพิพากษา "ยกฟ้อง" โดยศาลเล็งเห็นว่าสิ่งที่คุณนัททำคือการติชมโดยสุจริตตามข้อเท็จจริง และมองว่าหมอตั้งใจฟ้องเพื่อหวังจะเรียกเงินจากคนไข้ ซึ่งขณะนี้คุณนัทกำลังปรึกษาทนายเพื่อเตรียมฟ้องกลับหมอคนนี้ให้ถึงที่สุด
คุณไผ่
◼ พี่ชายของคุณไผ่กระดูกหัก ต้องเอกซเรย์และรักษาตัวที่โรงพยาบาลซึ่งมีค่าใช้จ่ายประเมินไว้สูงถึง 45,000 บาท
◼ ครอบครัวไม่มีเงินมากขนาดนั้นจึงไปขอใบส่งตัวที่คลินิกตามสิทธิ์ แต่พอไปถึงก็เจอหมอคนนี้กำลังยืนทะเลาะและด่าคนไข้รายอื่นเสียงดังลั่นอยู่หน้าห้อง
◼ เมื่อถึงคิว หมอกลับปฏิเสธไม่ออกใบส่งตัวให้ โดยอ้างว่าคลินิกรักษาได้แต่คุณไผ่ต้องจ่ายเงินเอง
◼ ผลจากการไม่ยอมส่งตัวในวันนั้น ทำให้ปัจจุบันพี่ชายของคุณไผ่ก็ยังคงต้องนอนรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก (ICU)
◼ ต่อมาคุณไผ่ไปเห็นผู้เสียหายหลายคนโพสต์แฉพฤติกรรมของหมอคนนี้ลงในโซเชียล คุณไผ่จึงกด "แชร์" โพสต์นั้นเพื่อเป็นการเตือนภัยสู่สาธารณชน
◼ ปรากฏว่าถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคุณไผ่สูงถึง 1 ล้านบาท แต่เมื่อไปขึ้นศาล สุดท้ายศาลได้มีคำสั่ง "ยกฟ้อง" เนื่องจากคุณไผ่เพียงแค่กดแชร์ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้เป็นคนพิมพ์โพสต์เอง
◼ แทนที่จะจบ หมอกลับตามสืบจนเจอเฟซบุ๊กของคุณไผ่ และทักแชตมาส่งข้อความข่มขู่คุกคามสารพัด หมอพิมพ์ขู่ว่า "ไม่กลัวติดคุกหรอ" พร้อมทั้งข่มขู่ว่าจะเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โทษจำคุก 3 ปี และบอกว่ารอบนี้จะเอาให้สุดโดยไม่มีการรอลงอาญา
◼ หมอยังอ้างในแชตอีกว่า ตัวหมอเองก็มี "ตั๋วทนาย" แต่แค่ไม่ว่างทำงานทุกวัน นอกจากนี้ยังพิมพ์ข่มขู่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมว่า คลินิกยื่นฟ้องไปแล้ว 5 คดี
◼ หากอัยการหรือศาลไม่ประทับรับฟ้อง จะถือว่าอัยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทุจริต และต้องโดนให้ออกจากราชการ
◼ ซึ่งประเด็นนี้ ทนายตุ๋ย ได้ชี้แจงจับโป๊ะหมอว่า ถ้านักกฎหมายหรือทนายความตัวจริง เขาจะเรียกกันว่า "ใบอนุญาตว่าความ" ไม่มีใครเขาเรียกว่า "ตั๋วทนาย" แบบที่หมอพยายามกล่าวอ้างแน่นอน
การดำเนินการเอาผิดหมอและคลินิก
◼ ทนายตุ๋ยระบุว่า การที่คลินิกปล่อยให้หมอถ่ายรูปประวัติคนไข้มีความผิดตามกฎหมาย PDPA ชัดเจน และการด่าทอพ่อแม่คนไข้เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
◼ คุณธนกฤตย้ำว่าการปฏิเสธส่งตัวเมื่อเกินศักยภาพคลินิก ถือว่าผิดกติกา และพฤติกรรมด่าทอเหยียดหยามคนไข้ผิดจริยธรรมแพทย์อย่างร้ายแรง
◼ ทางด้านสปสช. เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบ อาจพิจารณาสั่งปิดคลินิกชั่วคราว และจะประสาน สน.มีนบุรี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายให้ดำเนินคดีกับหมอคนนี้ให้ถึงที่สุด
◼ ดร.ธนกฤต จิตรอารีรัตน์ ลงพื้นที่บุกไปตรวจสอบคลินิกต้นเรื่อง แต่ไม่พบตัวคุณหมอคนดังกล่าว โดยพบเพียง "อาม่า" ของหมอ จึงได้ทำการต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับหมอโดยตรง
◼ เมื่อรับสาย หมอเบิร์ดได้ระบายความในใจพร้อมกับร้องไห้ปล่อยโฮออกมา
◼ โดยอ้างว่าตอนนี้เครียดหนักและนอนไม่หลับ เพราะมีคนโทรศัพท์เข้ามาก่อกวนและต่อว่าไม่หยุดหย่อน
◼ หมอประกาศลั่นสายว่าเหนื่อยแล้ว อดหลับอดนอนช่วยคนไข้แต่ต้องมาเจอแบบนี้ จึงขอเลิกเป็นหมอและจะหนีไปบวชตลอดชีวิตแบบไม่มีกำหนดสึก
◼ โดยอ้างว่าตนเองมีรายได้จากการเก็บค่าเช่าบ้านวันละ 10,000 - 20,000 บาทอยู่แล้ว ต่อให้ไม่ทำอาชีพหมอก็อยู่สบาย
◼ เมื่อ ดร.ธนกฤต จี้ถามถึงสาเหตุที่ไปด่าทอผู้ใช้สิทธิ 30 บาทว่าเป็นคนจน พวกรากหญ้า หรือคนชั้นต่ำ
◼ หมอกลับไม่มีท่าทีสลด ไม่ยอมรับผิด อาศัยการพูดจารัวเร็ว และตอบกลับมาว่า "พี่จะให้ผมพูดมั้ยล่ะ 30 บาท เค้าไม่รักษาหรอก ก็จะปล่อยให้ตาย"
◼ อาม่าที่นั่งฟังอยู่ด้วยทนไม่ไหว จึงตะโกนสวนหลานชายกลางสายทันทีว่า "กูไม่ให้บวช" พร้อมตำหนิว่าเบิร์ดเป็นคนโง่ ไม่ฉลาด และพูดจาไม่เป็น และบอกว่าถ้า ดร.ธนกฤต เห็นสภาพเบิร์ดตอนนี้คงจะสมเพช
◼ อาม่ายังเตือนสติหลานชายว่า ถ้าเลิกเป็นหมอแล้วใครจะมาเลี้ยงดูอาม่า พร้อมย้ำความจริงว่าตัวอาม่าเองอายุกำลังจะ 80 ปี ก็ใช้สิทธิรักษา 30 บาทเหมือนกัน "ถ้ามึงเลิกเป็นหมอ ใครจะมารักษาอาม่า"
อัปเดตล่าสุด! "หมอเบิร์ด" ยกมือไหว้ขอโทษสังคม อ้างทำงานเครียดจนปะทะอารมณ์ ยันไม่ได้เหยียด สิทธิ 30 บาทเป็นสิ่งที่ดี ด้าน "อาม่า" ช่วยการันตีครอบครัวก็ใช้บัตรทอง พร้อมวอนสังคมให้อภัย
◼ ดร.ธนกฤต จิตรอารีรัตน์ ได้ให้ "หมอเบิร์ด" (หมอคลินิกที่เป็นประเด็นด่าทอคนไข้) พร้อมด้วยอาม่า มาเปิดใจชี้แจงถึงเหตุการณ์ดราม่าที่เกิดขึ้น
◼ การมาครั้งนี้ หมอเบิร์ดต้องการอธิบายความในใจให้ประชาชนได้รับทราบ รวมถึงฝากคำชี้แจงไปถึงสื่อมวลชนและรายการข่าวต่างๆ เช่น รายการของคุณหนุ่ม กรรชัย และคุณพุทธ อภิวรรณ
◼ หมอเบิร์ดชี้แจงว่า บางครั้งการปฏิบัติงานอาจจะมีความเครียดสะสม แต่ยืนยันว่าตนเองและแพทย์ทุกคนมีความตั้งใจที่จะรักษาคนไข้ให้ดีที่สุด
◼ สาเหตุที่เกิดเรื่องรุนแรงขึ้น เป็นเพราะการสื่อสารที่เข้าใจผิด ประกอบกับตัวหมอเองมีความเครียด
◼ เมื่อมาเจอกับคนไข้ที่อยู่ในอารมณ์เครียดเช่นกัน จึงทำให้เกิดการปะทะอารมณ์กันขึ้น
◼ หมอเบิร์ดยอมรับผิดและขออภัยด้วยความจริงใจที่ใช้คำพูดล่วงเกินคนไข้ พร้อมบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ และอยากให้คนไข้รักษาตัวให้หายดี
◼ หมอยืนยันว่าจะน้อมรับคำแนะนำและคำติชมของคนไข้ทุกท่าน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นต่อไป
◼ หมอเบิร์ดยืนยันว่า ระบบ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นสิ่งที่ดี และอยากให้ทุกคนมั่นใจในระบบสาธารณสุขของไทยว่าดีที่สุด
◼ หมอยังระบุด้วยว่า ตัวหมอเองรวมถึงแม่ของหมอก็ใช้สิทธิการรักษา 30 บาทนี้เช่นเดียวกัน
◼ อาม่าของหมอเบิร์ด ช่วยยืนยันเสียงแข็งว่าสิทธิ 30 บาทนั้นดีมาก ตัวอาม่าเองก็ใช้สิทธินี้รักษาโรคเบาหวานและความดันที่โรงพยาบาลบางพลี
◼ อาม่ายกมือไหว้กราบขอโทษประชาชนและทุกองค์กรแทนหลานชาย ยอมรับว่าหลานทำตัวไม่ถูกต้องต่อสังคม และขอความกรุณาให้สังคมช่วยตักเตือนสั่งสอนด้วยความเมตตา
ที่มา...............เพจอรรถรส
ยาวหน่อยนะ เพราะอยากให้รู้ที่มาที่ไป หมอด่าคนอื่น เหมือนด่าอาม่าตัวเองเพราะก็ใช้สิทธิ 30 บาทเหมือนกัน อ้างเครียดอีกล่ะ ใช้อาม่ามาเป็นเกราะกำบังชัดๆ ก่อนหน้านี้ปากเก่ง ตามคุกคามคนอื่นไปทั่ว ฟ้องร้องเค้าอีก คิดว่าจะสำนึกได้จริงๆไหม