จุดเริ่มต้นรอยร้าวใน "เฟ็ดเฟ่"
◼ ยัตเล่าว่า ต้าร์คือผู้ก่อตั้งและถือหุ้นบริษัทเฟ็ดเฟ่ 98% ส่วนยัตและเจมส์ถือคนละ 1% ในวันที่จะแยกย้าย ต้าร์เคยสัญญาปากเปล่าว่าจะแบ่งเงินที่เหลือให้สมาชิกทั้ง 9 คนเท่าๆ กัน เพื่อเป็น "เงินสวัสดิการ" ตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยตลอด 7 ปี
◼ ปัญหาเกิดเมื่อพนักงานบัญชีมาแจ้งว่าเงินบริษัทหายไป ยัตเลือกที่จะเงียบและ "รอถึง 2 สัปดาห์" เพื่อหวังให้ต้าร์เดินมาสารภาพเอง แต่ต้าร์ก็ไม่มา ยัตจึงต้องเป็นฝ่ายเดินไปถาม
◼ ต้าร์ยอมรับว่าถอนเงินไปจริง เนื่องจากตกอยู่ในมรสุมชีวิต พ่อป่วยติดเตียง และถูกบริษัทลดเงินเดือนจาก 150,000 บาท เหลือใช้จริงแค่ 37,000 บาท ตนในฐานะผู้ถือหุ้น 98% จึงรู้สึกว่ามีสิทธิ์ในเงินก้อนนี้เพื่อนำไปดูแลครอบครัว
◼ ยัตชี้แจงว่า จำนวนเงิน 2 แสนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ประเด็นคือ "การเสียความไว้ใจ" เพราะเพื่อนเดือดร้อนแต่ไม่ยอมบอก ทั้งที่มีบริษัทใหม่ (ชัยโสโร) ให้เบิกได้
◼ ยัตเผยจุดแตกหักขั้นสุดว่า หลังจากจับได้ ได้มีการเคลียร์ใจกันในวันพฤหัสฯ-ศุกร์ โดยตกลงกันว่า "เริ่มต้นใหม่ มีอะไรให้บอกกัน" แต่ปรากฏว่าพอถึงวันจันทร์ ต้าร์กลับไปแอบกดเงินออกมาอีกเป็นครั้งที่ 6
◼ การกระทำนี้ทำให้ยัตผิดหวังอย่างรุนแรง เพราะเพื่อนสมาชิกคนอื่นที่มีหนี้นอกระบบหรือพ่อแม่ป่วยต่างก็รอเงินปันผลและไม่เคยแอบเบิกเงิน ยัตจึงกระอักกระอ่วนใจที่จะทำงานร่วมกับต้าร์ต่อไป
◼ ยัตระบุว่า ตนได้ควักเงินส่วนตัว 300,000 บาท ให้ต้าร์ยืมไปจ่ายคืนเพื่อนทั้ง 7 คน ซึ่งต้าร์จ่ายคืนจบครบหมดแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันต้าร์ก็ยังไม่ได้คืนเงิน 300,000 บาทนี้ให้ยัต และนี่คือชนวนที่ลามไปสู่บริษัท "ชัยโสโร"
จุดที่ต้องการแยก "ชัยโสโร" ออกจากต้าร์ และปมเงิน 10 ล้าน
◼ ยัตต้องการแยกตัวไปเปิดบริษัทใหม่เพราะไม่อยากมีปัญหาเรื่องการโหวตไอเดีย แต่ต้าร์ขอตามไปด้วยเพราะถือว่าเป็น "เพื่อนตาย" ถึงขั้นไปซื้อบ้านอยู่ย่านเดียวกันเพื่อหวังใช้ชีวิตเป็นครอบครัว
◼ บริษัทชัยโสโรใช้บริษัทเก่าของเครือญาติแอมมาเปลี่ยนชื่อใหม่ โดยแบ่งหุ้นคือ ยัต 49%, ต้าร์ 49% และ แอม 2% ฝั่งยัตอ้างว่าต้องใส่ชื่อแอมเพื่อให้ครบ 3 คนตามกฎหมายเพราะต้าร์ไม่มีแฟน แต่จุดนี้ทำให้ฝั่งยัตมีสิทธิ์โหวตชนะ 51 ต่อ 49 ทันที
◼ อำนาจการเซ็นเบิกจ่ายคือยัตกับต้าร์ แต่ต้าร์รับหน้าที่เป็น "พ่อบ้าน" คอยไปธนาคาร ส่วนยัตทำคอนเทนต์ ภายหลังบริษัทใช้แอปพลิเคชันที่ต้องใช้ OTP อนุมัติคู่กันทั้งสองคนเงินถึงจะออกได้
◼ ประเด็นความเหลื่อมล้ำปะทุ เมื่อยัตนำเงินบริษัทกว่า 10 ล้านบาทไปซื้อบ้านเพื่อทำออฟฟิศ ในรูปแบบ "เงินยืมกรรมการ" ทำให้ยัตมีสถานะเป็นลูกหนี้บริษัท แต่บ้านถูกจดเป็นชื่อยัตแต่เพียงผู้เดียว
◼ พออยู่ได้ปีเดียวมีปัญหา ยัตขายบ้านทิ้ง เงิน 10 ล้านกลับเข้า "บัญชีส่วนตัวของยัต" แต่ยัตกลับไม่นำเงินไปเคลียร์หนี้บริษัท อ้างสั้นๆ ว่า "ไม่รู้"
◼ ยัตนำเงินก้อนนี้ไปซื้อคาเฟ่เพื่อทำออฟฟิศใหม่ รวมถึงซื้อรถบ้าน และรถยนต์คันอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดก็ยังใช้ชื่อยัตเหมือนเดิม
◼ แอมออกตัวชี้แจงว่า ช่วงที่ยัตเอาเงินไปซื้อรถ Nissan Note และ GTO สีส้ม ยัตได้โอนเงินสดแบ่งให้ต้าร์ 1.2 ล้านบาท เพื่อความแฟร์ อีกทั้งในช่วงที่บริษัทขาดสภาพคล่อง ยัตก็โอนเงินก้อนนี้กลับมาพยุงบริษัทหลักแสนถึงหลักล้านตามคำแนะนำของบัญชี
◼ ต้าร์สวนกลับทันทีว่า ได้รับเงิน 1.2 ล้านบาทจริง แต่พอโอนปุ๊บ ยัตก็ขอยืมเงินก้อนนี้กลับไป 550,000 บาท และยังไม่ได้คืนจนถึงปัจจุบัน!
◼ ต้าร์แฉต่อว่า ปลายปี 2564 บริษัทเอาเงินออฟฟิศอีก 3 ล้านบาทไปซื้อรถ 2 คัน ซึ่งตนไม่เคยได้ส่วนแบ่งอีกเลย และตลอดการเปิดบริษัท ต้าร์ยืนยันว่าตน "ไม่เคยเบิกเงินยืมกรรมการ" ออกไปใช้ส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ประเด็นแชทเจ้าปัญหา
◼ ฝั่งแอมและยัตงัดหลักฐานแชทที่ต้าร์พิมพ์ขอถอนชื่อออก ระบุชัดเจนว่า "บริษัทและทรัพย์สินต้องเป็นของพี่ยัต พี่ไม่เอาเงินเลยครับ"
◼ ต้าร์เปิดใจทั้งน้ำตาว่า เบื้องหลังแชทนี้คือตนมีภาวะป่วยจิตเวชอย่างหนัก ทรมานเหมือน "ตายทั้งเป็น" รู้สึกตกนรกที่ต้องถูกครอบงำ บังคับ และด่าทอ จนมีความคิดอยากจบชีวิตตัวเอง
◼ ต้าร์เล่าว่าตนแค่ "ต้องการหนีเอาชีวิตรอด" แต่อีกฝ่ายไม่ยอมให้ออก ยัตตามตื๊อมาเคาะประตูห้องนอนตอนตี 5 ลากตัวขึ้นรถจะพาไปราชบุรี ต้าร์จึงต้องยอมพิมพ์ทุกอย่างตามที่ยัตต้องการเพื่อแลกกับการถูกปล่อยตัว
◼ ในขณะที่ต้าร์กำลังอธิบายความเจ็บปวด แอมได้ชิงพูดแทรกขึ้นมาตลอดเวลาเพื่อยืนยันมุมของตนว่า "ตอนนั้นตนถามย้ำแล้ว ต้าร์ก็ยืนกรานเองว่าจะไม่เอาอะไรเลย"
◼ ต้าร์สุดทนจนต้องตัดบทกลางวง ยกมือไหว้และลั่นประโยคเด็ดว่า "พี่ไม่ต้องไหว้... วันนั้นที่คุยกับหนูอะ หนูไม่เกี่ยว เราเปิดบริษัทคู่กัน"
◼ แต่แอมก็ไม่ยอมหยุด อธิบายสวนว่าตนต้องเข้ามายุ่งเพราะถือเป็นเรื่องในครอบครัว จนต้าร์พูดขึ้นว่า "จากนี้ผมไม่ขอเถียงกับน้องแอมแล้ว ผมไม่อยากพูดไม่ดีกับผู้หญิง" แอมก็ยังตอบโต้ว่า "มันไม่ได้เป็นการเถียง เราพูดในมุมความจริง"
◼ ช่วงท้าย ต้าร์ตัดพ้อทั้งน้ำตาว่า ทำงานเหนื่อยมาด้วยกัน 7 ปี วันที่ตนเดินออกมาตัวเปล่า พ่อป่วย เงินเดือนโดนหัก เพื่อนรักจะไม่คิดแบ่งเงินขวัญถุงให้ไปตั้งชีวิตใหม่เลยหรือ?
◼ แทนที่ยัตจะได้เคลียร์ใจกับเพื่อน แอมกลับชิงพูดแทรกอีกว่า "อันนี้ขออธิบายข้อแทรกนะคะ"
◼ พร้อมตอบแทนสามีว่าบัญชีทั้งหมดต้าร์ถือไว้ ลั่นประโยคเด็ด "ถ้าอยากได้ พี่ต้าร์ก็พูดสิคะ"
คดีความและบาดแผลในศาล (หวิดต้องนอนคุก)
◼ ต้าร์เล่าว่าเคยโทรไปหาเพื่อขอคุยเรื่องแบ่งสมบัติ โดยไม่รู้ว่าหุ้นถูกโอนออกไปแล้ว แต่โดนยัตตอกกลับมาว่า "คุณเป็นแค่พนักงาน จะมาขอแบ่งสมบัติได้ไง" คำพูดนี้ทำเอาต้าร์ใจสลาย
◼ ยัตเดินหน้าฟ้องคดีอาญาต้าร์ ทนายความฝั่งยัตส่ง "โนติส" ประเมินความเสียหายไว้คดีละ 10 ล้านบาท ทำให้ต้าร์หวาดกลัวว่าจะถูกฟ้องเรียกเงิน 20 ล้าน
◼ ทนายอาร์มฝั่งยัตอ้างว่า การฟ้องเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อบังคับให้ทั้งสองคนมาเจรจาไกล่เกลี่ยกันที่ศาล แต่ความจริงคือศาลไล่ทั้งคู่ออกมาและไม่ได้คุยกันเลย
◼ เหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจต้าร์ที่สุดคือในวันขึ้นศาล ต้าร์ต้องนั่งรอในห้องขังใต้ถุนศาลจนถึง 5 โมงเย็น ท่ามกลางนักโทษคนอื่น เตรียมใจว่าถ้าติดคุกพ่อแม่จะอยู่กินอย่างไร
◼ ทนายฝั่งต้าร์ขอความเห็นใจให้ต้าร์ "สาบานตน" เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวเพราะไม่มีเงิน แต่ทนายฝั่งยัตลุกขึ้นแถลงคัดค้าน ทำให้ศาลสั่งให้ต้าร์ต้องวางเงินประกันตัว 100,000 บาท โชคดีที่ได้ยืมเงินทนายไข่มุกมาจ่ายศาล
◼ ทนายอาร์มโต้แย้งเดือดว่า ฝั่งตนไม่ได้ยื่นเอกสารคัดค้านการประกันตัวโดยตรง แต่การลุกขึ้นแถลงในวันนั้นก็กลายเป็นภาพจำที่สร้างบาดแผลลึกให้ต้าร์ไปแล้ว
ปมพิรุธเอกสารโอนหุ้น 49% แลกเงิน 3 แสน
◼ ต้าร์สงสัยเรื่อง "สัญญาซื้อขายหุ้น" โดยระบุว่าตนจำไม่ได้ว่าไปเซ็นตอนไหน อาจเซ็นช่วงที่ป่วยจิตเวช ทนายมุกเสริมว่าแอมเคยส่งเอกสารมาให้เซ็นโดยไม่ได้อธิบายว่าเป็นอะไร
◼ ทนายฝั่งต้าร์ยื่น "คำท้า" ขอส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์ลายเซ็น แต่ทนายอาร์มฝั่งยัต "ไม่ยอมรับคำท้า" อ้างว่ากลัวต้าร์โดนฟ้องกลับฐานฟ้องเท็จ
◼ ต้าร์งัดหลักฐานจับโป๊ะ "รายงานการประชุมวิสามัญ" ที่ระบุว่าประชุมวันที่ 11 ก.พ. เวลา 10.00 น. ซึ่งต้าร์มีหลักฐานว่าเวลานั้นตนกำลังไลฟ์สดอยู่
◼ ต้าร์โต้แย้งความไม่เมกเซนส์ของการขายหุ้น 49% ในราคาแค่ 300,000 บาท เพราะแค่รายได้จากคลิปเก่าในยูทูบก็ทำเงินกินเปล่าได้เดือนละ 240,000 บาทแล้ว ยังไม่รวมช่องทางโซเชียลที่มูลค่าเฉียด 10 ล้าน
◼ ยัตชี้แจงว่าเงิน 3 แสนไม่ใช่เงินก้อนใหม่ แต่คือยอด "หนี้เก่า" ที่ต้าร์เคยยืมไปคืนเพื่อนเฟ็ดเฟ่ นำมาหักลบเป็นค่าซื้อขายหุ้นตามคำแนะนำของบัญชี
◼ กลางรายการมีสลิปโอนเงินโผล่มา แต่บันทึกช่วยจำระบุว่าเป็น "ค่าตอบแทนเสื้อสวัสดีปีใหม่" ทำให้สับสนหนักว่าตกลงเป็นค่าหุ้น หนี้เก่า หรือค่าเสื้อ
◼ พี่หนุ่มชี้ความย้อนแย้งว่า ยัตดึงเงินบริษัทไป 10 ล้าน แต่หุ้นเพื่อนกลับถูกตีมูลค่าแค่ 3 แสน แอมยอมรับว่าตัวเลขมันห่างไกลจนคนเชื่อยาก แต่ยังยึดติดคำเดิมว่า "ต้าร์พูดเองว่าไม่เอาอะไรเลย"
ประเด็น "ระเบิดพลีชีพ"
◼ แอมเปิดเผยว่า พี่แอ๊ะ (รุ่นพี่ที่เคารพ) โทรมาขอเคลียร์คดีและข่มขู่ว่าต้าร์ยอมเป็น "ระเบิดพลีชีพ" เพื่อทำลายชื่อเสียงของฝั่งแอมบนสื่อ
◼ แอมเล่าว่าหลังจากนั้นเพจเฟ็ดเฟ่ก็โพสต์พาดพิงถึงลูก นำไลน์ไปแขวน และแท็กชื่อโรงเรียนของลูก รวมถึงขู่ฟ้องคดีกระทำชำเราพนักงานในทีม จนแอมรู้สึกไม่ปลอดภัย
◼ แอมอ้างว่าพี่แอ๊ะเคยขู่หน้าห้องพิจารณาคดีว่า ถ้าต้าร์ติดคุก ฝั่งแอมก็จะไม่เหลืออะไรเลย
◼ ต้าร์เคลียร์ชัดว่า "ระเบิดพลีชีพ" ไม่ได้หมายถึงการทำร้ายครอบครัวแอม แต่หมายถึงตนยินยอมเสียสละติดคุก เพื่อแลกกับการแฉกลไกการฟอกเงินและกระบวนการโยกย้ายเงินที่ผิดปกติในบริษัทให้ได้รับการตรวจสอบ
◼ เพื่อนต้าร์เสริมว่า การทำเสื้อเฟ็ดเฟ่ออกมาขาย ก็เพื่อระดมทุนเป็นค่าประกันตัวและสู้คดีให้ต้าร์
บทสรุปจาก "พี่หนุ่ม" ล้างไพ่ คืน 49%
◼ พี่หนุ่ม กรรชัย เสนอทางออกให้ใช้วิธี "ล้างไพ่" เซ็ตซีโร่ย้อนเวลากลับไปในวันที่ต้าร์เดินออกจากบริษัท
◼ ให้คำนวณสัดส่วนหุ้น 49% ของต้าร์ นำทรัพย์สินทั้งหมด (รวมถึงเงินยืม 10 ล้าน) มาออดิทและหักลบกลบหนี้ให้ชัดเจน หากยัตไม่มีเงินก้อนก็ทำสัญญาขอ "ผ่อนชำระ" ให้ต้าร์ได้
◼ ตอนแรกฝั่งยัตและแอมยังตั้งแง่ว่าต้าร์ต้องยอมรับ "ความจริง" ก่อนว่าเคยพูดว่าจะไม่เอาสมบัติ พี่หนุ่มจึงเตือนสติว่าความจริงและความเจ็บปวดแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากดันทุรังไปสู้คดียักยอกทรัพย์ที่ศาล จะพังพินาศกันทั้งคู่
◼ ต้าร์เปิดใจว่าที่ผ่านมาตนโดนเพจปั่นด่าทออย่างหนัก แต่เลือกที่จะเงียบ ก้มหน้าทำงานสู้ชีวิต ดิ้นรนหาเงินถึงขั้นยอมไปเป็น "เด็กเอ็น" รับจ้างทานข้าว
◼ ในที่สุดยัตยอมรับข้อเสนอ จะนำบัญชีไปตรวจสอบตัวเลข และหากตกลงกันได้ จะ "ถอนฟ้องคดีความทั้งหมด"
◼ ต้าร์ยอมรับข้อเสนอ พร้อมลั่นวาจาว่า หากตนได้เงินส่วนแบ่งคืนมา จะนำเงิน "ครึ่งหนึ่ง" ไปบริจาคเพื่อตอบแทนสังคมทันที
◼ ท้ายรายการ ต้าร์กราบขอบคุณแฟนคลับ และแสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการขอร้องให้สังคม "หยุดโจมตีและด่าทอยัตกับแอม" เพื่อให้สถานการณ์เบาลงและสามารถจบเรื่องราวทั้งหมดลงได้ด้วยดี
ที่มา....เพจอรรถรส
ก็หวังว่าจะจบสักทีนะ จะได้แยกย้ายไปทำอย่างอื่นบ้าง หมายถึง ต-ย ปล่าวว คนตามเรื่องนี้ล่ะ