[RE: เคสต้า-ยัต เป็นกลางคือแบบไหน]
GNR พิมพ์ว่า:
ต่อให้เข้าข้างยัต ผมก็อยากรุ้ ว่า คุณรู้สุกยังไง ถือบริษัทกันคนละครึ่ง แต่ เอาเงินบริษัท 10 ล้านไปซื้อบ้าน ส่วนตัว อ้างกู้เงิน
ตอนนี้ บ้านนั้นก็ขายไปแล้ว มีเงินแล้ว แต่ไม่เอามาคืนบริษัท แล้ว ตอนนี้ไม่รู้ด้วยกระบวนท่าไหน เขี่ยต้าออกจาผู้ถือหุ้น แปลว่าที่กู้ไป 10 ล้าน คือไม่ต้องใช้แล้ว ใช่ไหม แล้วต้าก็ไม่ได้รับผลประโยชน์ จาก เงินจำนวนนี้แล้วใช่ไหม ถ้าเข้าข้างยัต ตอบที่ รู้สึกไงกับการกระทำของเพื่อนแบบนี้
แล้วคิดดู บัญชีก็เป็นคนของตัวเอง จะทำเอกสารสร้างหลักฐาน ทำลายหลักฐาน แม่งก็ ไม่ใช่เรื่องยาก ในทางกฏหมาย อาจเนียน กำจัดหลังฐาน สร้างหลักฐานได้ จนเป็นผู้ชนะ ทางกฏหมาย แต่ในความเป็นคน โดนเพื่อนทำแบบนี้ท่านรับได้จริงเหรอ
ผมว่าเรื่องมันอาจจะ ซับซ้อนกว่านั้น โอเคที่ท่านว่ามาถูกหมดเลย
แต่ถ้าสมมุตว่าเป็นคุณ มีเพื่อนสนิท ทำโรงแรมมาด้วยกัน
แต่พื่อนคนนี้มีพรสวรรค์มีไฟแต่ไม่สามารถเลือกจจะจัดการอะไรได้ เลยบอกคุณว่าโอเค
หลังบ้านเรื่องอื่นฝากจัดการได้เลย คุณก็เลยคิดว่าเอาวะ ดูจากเพื่อนแล้วเก่งแหล่ะแต่ถ้าจัดการอะไรไม่ได้
คุณขอมีแพลนสำรองของเรื่องนี้ไว้ แต่ ณ วันนั้น คุณไม่ได้คิดหรอกว่าไอแพลนสำรองมันจะเอามาถูกใช้
และคุณก็คุยกับเพื่อนและเพื่อนบอกว่าเอาเลย คุณจะทำอะไรทำเลยจะแบ่งยังไงก็ได้เรามาทำโรงแรมกัน
เริ่มต้นสร้างตัวจากการขายคอนเทนท์แบบที่ท่านต้อง
ขายวิญญาณ เช่น เอาชีวิต partner ไปขายๆ ทำเรื่องตลกๆสกปรกๆ ไปเรื่อยๆเพื่อผลิตคอนเทนท์มาขาย
ต้องทำในสิ่งที่คุณไม่ชอบ สิ่งที่กลัว แต่ สังคมซื้อในสิ่งนั้นและเห็นชอบในสิ่งที่คุณโดนกระทำเพราะถือว่า
คุณก็เป็นแบบนี้มาตลอด หน้างานคุณดูมีความเป็นมืออาชีพรับได้แฮปปี้
จนวันนึง ที่โรงแรมคุณอยู่ตัวแล้ว มีลูกมีครอบครัวแล้ว เซ็ทอัพตัวเองได้แล้ว คุณคิดว่า
ถึงเวลาที่ต้องเลิกขายวิญญาณแล้ว
คุณเริ่มคุยกับเพื่อนว่า พอแล้วนะ ไม่ทำแล้ว เหนื่อยแล้ว ขอไม่ทำเรื่องนี้แล้ว ไม่พูดถึงอีกได้ไม๊
เพราะมีเมียแล้วมีลูกแล้ว อันที่มันแย่ๆที่เคยมีเคยขายก็ให้มีแค่นั้น
เพื่อนท่านผู้ที่มี มายเซ็ทคนละแบบ และมองว่าสิ่งที่ทำอยู่มันเป็นโอกาสนะ กุไม่ได้จะเลือกมีครอบครัวแบบคุณ
ขอทำแบบนี้ต่อ เพราะไม่ใช่ความผิดเค้าเพราะถ้าไม่ทำก็ไม่เหลืออะไรให้ทำแล้ว
และสุดท้ายคุณบอกจะทำอะไรก็ได้แค่ขอแค่
ไม่ทำในสิ่งที่กลัว ในสิ่งที่ไม่ชอบ และไม่พูดเรื่องที่บ้านได้ไม๊ ก็คุณกันตกลง สุดท้ายเหมือนจะโอเค
แต่ซักพักคอนเทนท์เริ่มขายไม่ออก โรงแรมท่านเริ่มขาดร้ายได้
สุดท้ายเพื่อนคุณก็คิดได้ว่าปล่อยแบบนี้ไม่ได้ กลับมาทำในสิ่งที่เคยทำ โดยไม่สนเรื่องที่คุยกัน
และบอกว่าไม่เป็นไรหรอก แค่นิดหน่อย และเรื่องที่เล่นก็แรงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อก่อนคุณยังทนได้เลย เราเกิดมาจากการขายวิญญาณนะ
(แต่ทุกครั้งที่เพื่อนคุณขายวิญญาณคุณต้องเคลียกับที่บ้านต้องอธิบายให้ลูกฟังเรื่องบางอย่างมันจบไปแล้วกับภรรยาทุกวันต้องมาเคลียใหม่ ไม่รวมเรื่องใหม่
ปัญหาที่บ้านกลายเป็นเรื่องงสนุกเรื่องหาเงินของบริษัท ลูกคุณถูกเอามาเล่นเป็นเครื่องมือตลกในการทำคอนเทนท์)
และเป็นลูปซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย
ซึ่ง ณ ตอนนั้น มันอยู่ในจุดที่โรงแรมคุณก็โตเกินกว่าจะล้มได้ คุณต้องไปออกหน้าไปทำในสิ่งที่คุณไม่ชอบ
สุดท้ายหลายปีมันกลายเป็นคุยกันไม่รู้เรื่อง เป็นระยะเวลานาน
ถ้าเคยมีเพื่อนเป็น จตภ จะเข้าใจเลย ไม่ใช่ว่าไม่ดีหรือร้ายแรง แต่ในห้วงเวลานึงที่ใช้อารมณ์คุยกัน
มันจะคำพูดหลายๆอย่างที่ ถ้าไม่ตั้งสติฟังจะถือว่าเอาสิ่งที่พูดมาเป็น เงื่อนไข
อาจจะประชด คุณว่า คุณจะทำ จะเอาไรไปก็เอาไปให้หมด กุไม่เอาก็ได้ อยากได้ไรก็เอาไป แบบนี้ไปเรื่อยๆ
คุณเลือกจะพัก เพื่อนคุณเลือกจะทำต่อ ลูกค้าเห็นแต่เพื่อนคุณและถามหาคุณอยู่ตลอด
สุดท้ายทั้งหมด คุณก็อาจจะไม่ทำแบบห่าง และมันน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้แต่นั่นแหล่ะในบริบท
เพื่อน VS ครอบครัว VS คนในบริษัท มันซับซ้อนเกินที่จะตัดสินคนๆที่อยู่กันมา 10-20ปี
ควอลิตี้ชิวีตเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน คนเปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนจะเลือกให้มันจบแบบไหน มันก็อีกเรื่อง
พิมพ์มาเหมือนผมเลือกข้างนะ ซึ่งผมก็ดูคู่นี้มานาน บางอย่างผมก็คิดว่าผมเข้าใจ เหลือง บางอย่างก็เข้าใจห่าง
แต่ก็ย้ำว่าที่ท่านพิมพ์มาทั้งหมดถูกหมด ไม่ควรทำแบบนี้ และไม่ควรเกิดเหตุการแบบนี้
เพราะสุดท้ายแม้แต่ผมเองก็มั่วๆซั่วๆ จากข้อมูลหน้าฉากจากรายการที่ดูเหมือนกันทั้งนั้น