สรุปมหาอุทกภัย-ดินถล่มซัดชายแดนเนปาล-ทิเบต มวลน้ำมหาศาลกวาดล้างหมู่บ้านพังราบ ยอดเสียชีวิตพุ่งนับร้อย
จุดเริ่มต้นของหายนะ
◼ เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อก้อนน้ำแข็งและหินขนาดยักษ์ (กว้างราว 2,000 ฟุต) เกิดหักโค่นลงมาจากธารน้ำแข็งบนยอดเขาสูง 17,000 ฟุต บริเวณพรมแดนเนปาลและจีน (ทิเบต)
◼ ก้อนน้ำแข็งร่วงตกลงมาในแนวดิ่งเกือบ 1 กิโลเมตร กระแทกสู่หุบเขาเบื้องล่างด้วยพลังงานมหาศาล นักธรณีวิทยาเปรียบเทียบว่าความรุนแรงระดับนี้ "เหมือนมีระเบิดลง"
◼ ด้วยแรงกระแทกอย่างรุนแรง น้ำแข็งจึงแตกกระจายและเปลี่ยนสภาพกลายเป็นมวลน้ำผสมโคลนทันที
◼ ซากหิน ดิน และน้ำแข็งที่ถล่มลงมา ได้ไหลไปกองทับถมขวางกั้นลำน้ำ จนเกิดเป็น "เขื่อนธรรมชาติ" กักเก็บน้ำเอาไว้จนกลายเป็นทะเลสาบขนาดยักษ์ชั่วคราว
สัญญาณเตือน "แผ่นดินไหวลวง" และวินาทีเขื่อนแตก
◼ ในตอนแรก หน่วยงานธรณีวิทยาสหรัฐฯ ตรวจจับแรงสั่นสะเทือนได้และรายงานว่าเกิด "แผ่นดินไหวขนาด 4.4" แต่ภายหลังได้ออกมาแก้ข่าว
◼ ความจริงคือ แรงสั่นสะเทือนระดับแผ่นดินไหว 5.2 ที่ตรวจจับได้นั้น ไม่ใช่รอยเลื่อนทางธรณีวิทยา แต่เป็นแรงกระแทกจาก "การถล่มของธารน้ำแข็ง" ล้วนๆ
◼ หลังจากทะเลสาบชั่วคราวก่อตัวได้ไม่นาน ปริมาณน้ำมหาศาลได้สร้างแรงดันจนเขื่อนดินและหินที่ขวางกั้นไว้รับไม่ไหว และพังทลายลงมาอย่างฉับพลัน
◼ มวลน้ำและโคลนสีเทาขุ่นทะลักเข้าสู่แม่น้ำ Bhote Koshi และ Trishuli พุ่งลงเขาด้วยความเร็วสูง กวาดทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าโดยที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวไม่มีเวลาตั้งตัวเลย
โศกนาฏกรรม กวาดเรียบหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวสูญหายเพียบ
◼ มวลน้ำได้พัดทำลายด่านพรมแดน ถนนหนทาง สะพาน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ และกลืนกินบ้านเรือนประชาชนตลอดแนวหุบเขาพังพินาศ
◼ ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 160 รายแล้ว (ฝั่งเนปาล 157 ราย ฝั่งทิเบต 3 ราย) และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเรื่อยๆ
◼ มีผู้สูญหายรวมกันมากกว่า 600 คน (ฝั่งเนปาลกว่า 400 คน ฝั่งทิเบตอีกกว่า 260 คน)
◼ สาเหตุที่ผู้สูญหายเยอะมาก เพราะเส้นทางนี้เป็นเส้นทางแสวงบุญและท่องเที่ยวยอดฮิตไปยัง "เขาไกรลาส" ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสูญหายกว่า 300 คน (เช่น อินเดีย 133 คน, สหรัฐฯ 47 คน, ออสเตรเลีย 34 คน, อังกฤษ 33 คน ฯลฯ) รวมถึงตำรวจ ทหาร และไกด์ท้องถิ่นก็ถูกน้ำพัดหายไปเช่นกัน
(***ตัวเลขอาจมีการคลาดเคลื่อน เพราะจำนวนยังคงไม่นิ่ง)
◼ ระบบสื่อสาร อินเทอร์เน็ต และไฟฟ้าถูกตัดขาดทั้งหมด ทำให้ครอบครัวของผู้สูญหายทั่วโลกยังไม่สามารถติดต่อญาติได้เลย
ภารกิจกู้ภัยสุดหฤโหดท่ามกลางทะเลโคลน
◼ การเข้าไปช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบากมาก เพราะถนนหลายสายถูกตัดขาด และในบางพื้นที่มีโคลนหนาถึง 1.5 เมตร กีดขวางเส้นทางเข้าถึง
◼ สภาพอากาศยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ มีฝนตกและพายุฝนฟ้าคะนองซ้ำลงมา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระวังการเกิดดินถล่มซ้ำซ้อน
◼ ทีมกู้ภัยต้องระดมใช้เครื่องจักรหนัก เฮลิคอปเตอร์ สุนัขดมกลิ่น และส่งโดรนบินสำรวจพื้นที่ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดค้างอยู่ตามซากปรักหักพังหรือในอุโมงค์
◼ นานาชาติต่างเร่งส่งความช่วยเหลือ โดยสหรัฐฯ อนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 500,000 ดอลลาร์ สหภาพยุโรป (EU) ส่งดาวเทียมช่วยทำแผนที่ภัยพิบัติ ส่วนอินเดีย จีน และอังกฤษ เสนอส่งทีมกู้ภัยและสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าช่วยเต็มที่
ข้อสรุปต้นตอ
◼ นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็งชี้ตรงกันว่า "ภาวะโลกร้อน" คือปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิในเทือกเขาหิมาลัยสูงขึ้น ส่งผลให้ธารน้ำแข็งละลายและโครงสร้างเปราะบางจนเกิดการถล่ม
◼ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ปริมาณน้ำที่เห็นจากคลิปเหตุการณ์นั้น "มหาศาลผิดปกติ" และรุนแรงกว่าภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งครั้งก่อนๆ มาก
◼ ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญยังคงต้องรอให้สภาพอากาศเปิดและเมฆจางลง เพื่อนำภาพถ่ายดาวเทียมแบบความละเอียดสูงมาวิเคราะห์ยืนยันอีกครั้ง ว่ามีปัจจัยอื่นซ่อนอยู่อีกหรือไม่ที่ทำให้มวลน้ำมีปริมาณมหาศาลขนาดนี้
ที่มา...........เพจอรรถรส
น่ากลัวสุดๆ เห็นคลิปแล้วแบบ ใครจะไปวิ่งหนีทัน ต่อไปนี้จะสร้างบ้านเรือน ชุมชนในเขตที่มีธารน้ำแข็งต้องคำนวณดีๆ ไม่ก็ย้ายออกไปที่อื่นเถอะ ถึงมันจะสวยงาม แต่ก็แฝงด้วยอันตราย เพราะภาวะโลกร้อนมันก็มีไปตลอดนั่นล่ะ