ไทยเอาจริงแค่ไหน? "ปฏิรูประบบราชการ" ลดคน–ยุบหน่วยงาน ภาระรายจ่ายประเทศ 70%
การคลังของประเทศไทย หรือเงินในกระเป๋าของประเทศ ทุกวันนี้ต้องแบกภาระรายจ่ายประจำอยู่ที่ 70% และในจำนวนนี้เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก หรือพูดง่ายๆ ได้ว่า "เงินเดือนราชการไทย" ได้กลายเป็นรายจ่ายหลักของประเทศ?
นี่จึงเป็นที่มาของนโยบายครั้งสำคัญของรัฐบาลไทยในวันนี้ที่ต้องเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐครั้งใหญ่ เป้าหมาย คือ ลดภาระรายจ่ายประจำ และนำงบประมาณไปใช้กับการลงทุนเพื่ออนาคตมากขึ้น โดยเป้าหมายเบื้องต้นที่ระบุออกมา คือ ภายในระยะประมาณ 8 ปี ต้องลดสัดส่วนรายจ่ายประจำให้เหลือไม่เกิน 30%
ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ ดังนี้
กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม
รวมทั้ง ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้
1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575
3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่
1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง)
2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
3) เจ้าพนักงานสื่อสาร
4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา
5) เจ้าพนักงานห้องสมุด
6) นายช่างขุดลอก
7) นายช่างพิมพ์
8) นายช่างภาพ
9) นายช่างศิลป์
10) บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)]
11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว
รัฐบาลจึงวางแนวทางควบคู่กัน 4 ด้าน ได้แก่
1. ทบทวนและลดขั้นตอนการทำงาน
2. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย
3. บูรณาการภารกิจระหว่างหน่วยงาน
4. ถ่ายโอนภารกิจที่เหมาะสมให้ท้องถิ่นหรือภาคส่วนอื่น
ถ้าลดคน แต่ขั้นตอนยังเหมือนเดิม ประชาชนก็อาจต้องรอนานกว่าเดิม
ดังนั้น เป้าหมายที่แท้จริงจึงควรเป็น “ลดภาระรัฐ ไม่ใช่ลดคุณภาพบริการ”
ไม่ใช่แค่เงินเดือน แต่ยังมีต้นทุนสวัสดิการ
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ต้นทุนสวัสดิการของภาครัฐ โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งอยู่ที่กว่า 90,000 ล้านบาทต่อปี และครอบคลุมผู้มีสิทธิ์รวมถึงครอบครัวประมาณ 5 ล้านคน มากกว่าครึ่งมีอายุเกิน 60 ปี
สรุปข่าว
รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ เตรียมทบทวนโครงสร้าง 11,667 หน่วยงาน ตรึงกำลังคนและลดตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ตั้งเป้าลดสัดส่วนรายจ่ายประจำจากกว่า 70% เหลือไม่เกิน 30% ภายใน 8 ปี เพื่อเปิดพื้นที่งบลงทุนสำหรับอนาคต โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ “ลดคน” แต่คือทำอย่างไรให้รัฐเล็กลง ทำงานเร็วขึ้น และประชาชนยังได้รับบริการที่ดีขึ้นในยุค AI
อ่านแบบเต็ม.......https://www.tnnthailand.com/wealth/investment/244223/
ปัญหาโคตรใหญ่ แต่ถ้าไม่แก้ตรงนี้ ยังไงก็ไม่น่ารอดหรอก เพราะตอนนี้ค่านิยมคนอยากเป็นข้าราชการเนื่องจากมั่นคง มีเงินเกษียณ สิทธิประโยชน์สำหรับครอบครัวอีก