บทวิเคราะห์จาก The Athletic
ลาครัวซ์ ย้ายมา เชลซี ด้วยค่าตัว 52 ล้านปอนด์ เป็นดีลที่สมเหตุสมผล ประสบการณ์และความแข็งแกร่งทางร่างกายของเขาคือสิ่งที่ทีมต้องการอย่างแท้จริง
การย้ายมา เชลซี ของ ลาครัวซ์ อาจไม่ใช่การเสริมทัพที่หวือหวาหรือค่าตัวแพงที่สุดของ เชลซี ในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่ถือเป็นหนึ่งในดีลที่น่าจับตามองที่สุดในยุคของ BlueCo
นี่จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ปี 2022 ที่ เชลซี ยอมจ่ายค่าตัวเพื่อคว้านักเตะอายุ 26 ปีขึ้นไป และค่าตัว 52 ล้านปอนด์ ก็ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่
ความเต็มใจในการลงทุนกับนักเตะที่มีความเป็นผู้ใหญ่และมีประสบการณ์ เพื่อสร้างสมดุลกับกลุ่มนักเตะดาวรุ่ง กำลังเริ่มเป็นรูปธรรม
แต่ทำไมต้องเป็น ลาครัวซ์ ในวัย 26 ปี?
หลายต่อหลายครั้ง เชลซี แสดงให้เห็นถึงความเปราะบาง ขาดวินัย และ ไม่มีความมั่นคงในเกมรับ อีกทั้งยังขาดทั้งความนิ่งและความแข็งแกร่งทางร่างกาย
การได้ โคลวิล ที่ฟิตสมบูรณ์และพร้อมลงสนามกลับมาจะช่วยทีมได้อย่างมาก แต่ความสามารถของ ลาครัวซ์ ในการแก้ไขปัญหาหลายด้านเหล่านั้น ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทำไม เชลซี จึงตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีม
ประการแรก ลาครัวซ์ ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำของ พาเลซ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ เชลซี ขาดหายไปในหลายช่วงของฤดูกาลที่ผ่านมา
นอกจากนี้เขายังเคยทำหน้าที่เป็นรองกัปตันทีมสมัยค้าแข้งกับ โวล์ฟบวร์ก ด้วย
ประสบการณ์ในการแบกรับความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่องในทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะการลงสนามให้ พาเลซ ถึง 55 นัดในฤดูกาลที่ผ่านมาและเป็นตัวจริงทุกนัดถือว่ามีคุณค่ามาก
แต่คุณสมบัติที่จับต้องได้ในฐานะนักเตะของเขาก็สอดคล้องกับสิ่งที่ เชลซี ขาดหายไปเช่นกัน
ด้วยส่วนสูง 190 เซนติเมตร (6 ฟุต 2 นิ้ว) รูปร่างของ ลาครัวซ์ ถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญ
เชลซี ประสบปัญหาในการป้องกันลูกตั้งเตะมาโดยตลอด และยังมักเสียเปรียบด้านพละกำลังในการดวลตัวต่อตัวอยู่บ่อยๆ
ความแข็งแกร่งทางร่างกายของ ลาครัวซ์ ช่วยให้เขาสามารถรับมือกับการปะทะกับกองหน้าได้อย่างไม่เป็นรอง โดยเฉพาะเมื่อต้องต่อสู้แย่งบอลยาวที่ถูกเปิดเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบของเขา
ตามข้อมูลของ Squawka มีนักเตะเพียง 6 คนเท่านั้นที่ชนะการดวลลูกกลางอากาศในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมาได้มากกว่า ลาครัวซ์
บทวิเคราะห์เมื่อเดือนเมษายนยังระบุว่า ลาครัวซ์ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของลีกในการเข้าสัมผัสบอลจากลูกทุ่มไกลเป็นคนแรก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในกรอบเขตโทษของคู่แข่ง
ถ้า อลอนโซ่ เลือกใช้ระบบ 3-4-2-1 ที่พาเขาประสบความสำเร็จอย่างมากกับ เลเวอร์คูเซ่น ลาครัวซ์ ก็เหมาะที่จะเข้ามายืนเป็นเซ็นเตอร์ตัวกลางในแนวรับ 3 คนทันที
นั่นคือตำแหน่งที่เขาลงเล่นแทบทุกนัดให้กับ พาเลซ ตลอดสองฤดูกาลที่ผ่านมา และเป็นบทบาทที่เหมาะกับการทำหน้าที่เป็นทั้งแกนหลักของแนวรับและ sweeper
จากกราฟสไตล์การเล่นของเขา จะเห็นได้ว่า ลาครัวซ์ ไม่ใช่เซ็นเตอร์แบ็กที่โดดเด่นในด้านการเล่นกับบอล ( ball-playing centre-back ) มากนัก
อัตราการจ่ายบอลสำเร็จภายใต้ความกดดันของเขาอยู่ที่ 81 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยของเซ็นเตอร์แบ็กพรีเมียร์ลีก โดยหากนับเฉพาะผู้เล่นที่ลงสนามมากกว่า 900 นาทีในฤดูกาลที่ผ่านมา เขาอยู่อันดับที่ 30 จากทั้งหมด 65 คน
ดังนั้น จุดแข็งของเขาอาจไม่ได้อยู่ที่การบิ๊วอัพเกมจากแนวรับ แต่เหมาะกับการทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายของทีมมากกว่า
* กราฟด้านล่างไม่ใช่จำนวนครั้งแต่เป็น Percentiles เมื่อเทียบกับนักเตะในตำแหน่งเดียวกันจาก 5 ลีกใหญ่ยุโรป *
การให้ ลาครัวซ์ ยืนเป็นกองหลังที่อยู่ลึกที่สุดในแนวรับ จะเปิดโอกาสให้ โคลวิล ทางฝั่งซ้ายและอาจรวมถึงเซ็นเตอร์แบ็กฝั่งขวา ( อาจจะ เจมส์ หรือ โฟฟาน่า ) กล้าเติมขึ้นมามีส่วนร่วมกับการบิ๊วอัพเกมได้มากขึ้น
ลาครัวซ์ สามารถทำหน้าที่เป็นผู้เล่นที่ยืนคอยซ้อนอยู่ด้านหลัง คอยป้องกันอันตรายด้วยการ Tackles และ Interceptions ( การป้องกันเชิงรุก )
ในขณะเดียวกัน เขาก็สามารถถอยลงมาป้องกันพื้นที่ในกรอบเขตโทษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการ Clearances และ Blocks ( การป้องกันเชิงรับ )
ความเร็วในการวิ่งไล่และความสามารถในการเข้าสกัดอันโดดเด่นของเขา ทำให้เขามีศักยภาพในการตามเก็บความผิดพลาดของเพื่อนร่วมทีมหรือแม้แต่ของตัวเอง
อย่างไรก็ตามนี่คือประเด็นสำคัญ แม้ว่า ลาครัวซ์ จะเป็นกองหลังที่มีคุณภาพ แต่เขาก็ไม่ใช่นักเตะที่ไร้ข้อผิดพลาด
เขายังคงมีจังหวะที่เสียสมาธิหรือตัดสินใจผิดพลาดอยู่บ้าง เช่น เกมที่ ฝรั่งเศส แพ้ อังกฤษ 6-4 ในรอบชิงอันดับสามฟุตบอลโลก
ในจังหวะดังกล่าว เขาใช้ความเร็ววิ่งไล่ตาม ซาก้า ได้ทันจากการวิ่งระยะไกล และยังยืนตำแหน่งเพื่อบล็อกได้อย่างเหมาะสม แต่สุดท้ายกลับปล่อยให้ ซาก้า มีโอกาสยิงแบบไม่มีใครขวางได้สำเร็จ
ลาครัวซ์ ยังจำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัวกับการเล่นที่สแตมฟอร์ดบริดจ์
สไตล์การเล่นของ เชลซี ที่เน้นเดินหน้าเข้าหาคู่แข่งและครอบครองบอลเป็นหลัก จะเปิดพื้นที่ด้านหลังแนวรับให้ ลาครัวซ์ ต้องรับมือมากกว่าที่ พาเลซ
นั่นหมายความว่าความชอบในการดันสูงขึ้นไปดวลกับคู่แข่งและเล่นเกมรับเชิงรุกของเขา จะต้องเลือกจังหวะอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดพื้นที่ด้านหลังแนวรับซึ่งเป็นจุดที่ เชลซี เสียหายจากเกมโต้กลับของคู่แข่งบ่อยครั้งในฤดูกาลที่ผ่านมา
นอกจากนี้เขายังต้องปรับตัวให้คุ้นเคยกับระบบที่เน้นการครอบครองบอลด้วย
จำนวนการเคลียร์บอลที่สูงของเขา แม้จะสะท้อนให้เห็นถึงความขยันและการทำงานในเกมรับ แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับสถิติการเก็บรักษาการครอบครองบอล ( ball retention ) ที่อยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ค่อนข้างต่ำ ก็แสดงให้เห็นว่าเขายังสามารถพัฒนาเรื่องการมีส่วนร่วมในการต่อบอลและค่อยๆสร้างเกมรุกจากแนวรับได้อีก
รูปแบบการจัดวางแนวรับของ เชลซี เมื่อมี ลาครัวซ์ เข้ามาจะเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ก่อนที่ เชลซี จะบรรลุข้อตกลงคว้าตัว ลาครัวซ์ โคลวิล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของทีม และมักรับหน้าที่เป็นผู้เริ่มต้นการขึ้นเกมจากตำแหน่งเซ็นเตอร์ตัวกลาง น่าจะถูกคาดหมายว่าจะยืนเป็นเซ็นเตอร์ตัวกลางของแนวรับ 3 คน
แต่ด้วยความที่ ลาครัวซ์ คุ้นเคยกับบทบาทดังกล่าวเป็นอย่างดีจากช่วงเวลาที่ พาเลซ โคลวิล จึงมีแนวโน้มที่จะขยับไปยืนทางฝั่งซ้ายมากกว่า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เขาเติมขึ้นไปมีบทบาทในแดนกลางได้อย่างอิสระมากขึ้น และทำให้ เชลซี สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถในการจ่ายบอลทะลุไลน์แนวรับของเขาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ ฮาโต้ ถูกขยับไปเล่นในตำแหน่งวิงค์แบ็กซ้าย หลังการย้ายออกของ คูคูเรย่า
ขณะเดียวกันการเสริมเซ็นเตอร์แบ็กรายนี้ ยังทำให้อนาคตของ บาเดียชิล , โทซิน , โฟฟาน่า, ชาโลบาห์ และ ซาร์ ถูกตั้งคำถามมากขึ้น
ลาครัวซ์ ไม่ใช่คำตอบที่จะเข้ามาแก้ไขทุกปัญหาเกมรับของ เชลซี ได้ในทันที
แต่ เชลซี หวังว่า ประสบการณ์ ความแข็งแกร่งทางร่างกาย และ ความเร็วของเขา จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับแนวรับของทีมในระยะยาว