วันนี้ (20 ก.ค.69) บรรยากาศที่สำนักงานขนส่งจังหวัดสระแก้ว แน่นไปด้วยประชาชนจากหลายอำเภอที่เดินทางมาต่อคิวโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้ลูกหลานหรือญาติ
ไม่ใช่เพราะซื้อรถใหม่...
แต่หลายคนเชื่อว่า การมีชื่อถือครองรถ แม้จะเป็นรถเก่าที่ใช้งานมานาน อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ ไม่ผ่านการพิจารณาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ตั้งแต่เช้ายันเย็น มีประชาชนจำนวนมากมารอรับบัตรคิว
บางคนมาตั้งแต่ก่อนสำนักงานเปิด เพราะกลัวไม่ได้รับบริการในวันเดียวกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หลายคนต้องนั่งรอหลายชั่วโมง ท่ามกลางอากาศร้อนจัด จนบางรายมีอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด และเป็นลม เจ้าหน้าที่ต้องรีบเข้าช่วยเหลือ
และภาพสุดสะเทือนใจ คือ…
ตายายคู่หนึ่งที่เดินทางมาจากต่างอำเภอ มีเงินติดตัวเพียง 200 บาท ต้องเก็บไว้เป็นค่าโดยรถสารกลับบ้าน จึงหอบหม้อข้าวต้มเปล่ามานั่งกินประทังหิวระหว่างรอคิว
โดยคุณยายเล่าว่า คุณตาไม่ผ่านเกณฑ์เพราะเคยมีรถสมัยหนุ่มๆ ซึ่งตอนนี้เหลือแค่ชื่อ จึงมาติดต่อขนส่ง หวังว่าจะได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม ขนส่งจังหวัดสระแก้ว ย้ำว่า การโอนกรรมสิทธิ์รถ ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยอัตโนมัติ เพราะการพิจารณายังขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ที่มา......เพจอีจัน
ชาวบ้านก็พยายามทำทุกอย่างจริงๆ คนแก่ที่ทำงานไม่ไหวแล้ว บัตรนี้ก็ช่วยได้เยอะ เพื่อให้โอกาสได้บัตรสวัสดิการรัฐอีกครั้ง ถึงไม่ได้รอบนี้ ก็มีลุ้นรอบหน้า นี่แค่จังหวัดเดียว เชื่อว่าน่าจะมีแบบนี้ทั้งประเทศล่ะ
ปิดลงทะเบียน #เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
ยอดทะลุ 1,613,738 ราย
หลังจากสำนักงานประกันสังคม ประกาศขยายเวลาการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง 5 วันจนถึงวานนี้ (20 ก.ค. 69) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เปิดให้ลงทะเบียน จนถึงเวลา 18.00 น.
พบว่ามีผู้ร่วมลงทะเบียนใช้สิทธิรวม 1,613,738 ราย
- เป็นนายจ้าง 15,746 ราย
- เป็นผู้ประกันตน 1,597,992 ราย
สำหรับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ ที่ 27 ก.ย.69 เพื่อคัดเลือกผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน เข้าไปทำหน้าที่กำหนดนโยบาย แนวทางการบริหารจัดการ และกำกับดูแลกองทุนประกันสังคมให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกันตนด้วย
ที่มา ....เพจอีจัน
ถือว่ายอดเพิ่มขึ้นเยอะพอสมควรจากที่คุณไอซ์แกเคยอ้อนวอน ช่วยมาลงทะเบียนกันเยอะๆ ก่อนหน้านี้
ของขึ้น! อ.วีระ ถกกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ตอดเงิน 5 สตางค์ในน้ำมันทุกลิตรที่ประชาชนใช้ ทั้งๆ ที่มีเงินสะสม 16,000 ล้านบาท "เฮ้ย! แล้วคุณมาเก็บอะไรกันอีก"
ร้อนอีกระลอก และเดือดของจริง ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570
เมื่อนาย วีระ ธีรภัทรานนท์ กรรมาธิการฯ เดินเครื่องซักถาม กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยบางช่วงบางตอนที่กำลังไล่เรียงข้อมูลนั้น เจ้าตัวถึงกับมีอารมณ์ขึ้น เหตุเพราะใช้งบประมาณลงไป ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน แถมยังเก็บเงินจากค่าน้ำมันทุกลิตร เข้ากองทุน ทั้งๆ ที่เงินสะสมมีถึง 16,000 ล้านบาท
โดยมีรายละเอียดดังนี้
"กองทุนอนุรักษ์พลังงานเนี่ย ผมขอตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันได้ใช้เงินไปเท่าไหร่? มีโครงการอะไรบ้าง? ผมทราบว่า ผมทราบจากเว็บไซต์ท่านนี่แหละ ตอนนี้กําลังจะเปิดให้ขอยื่นคำขอเงินกันเนี่ย ไอ้เงิน 9,000 ล้านอะไรเนี่ยๆๆ เพราะฉะนั้นขอเอกสารย้อนหลัง แล้วก็ของใหม่ด้วยนะ
"ถ้าเกิดมีตัวแทนจากสํานักบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งผมต้องบอกก่อนนะว่า สิ่งที่ท่านทําลงไปเนี่ย ต้องบอกว่ามาถึงยุคเนี้ย มัน Old fashion แล้ว วิธีคิดอย่างที่ท่านทําเนี่ย ใช้ไม่ได้แล้วนะ มันเปลี่ยนไปหมดแล้วนะ มันไม่ใช่แบบเมื่อก่อนที่เราไม่รู้จักพลังลม นี่มันเอกชนทําหมดแล้วนะ
"แล้วที่สําคัญ ผลงานวิจงวิจัยที่ท่านไปจ้างทําเนี่ย ผมไม่เคยเห็นแม้แต่อันเดียวเลย ไปอยู่ที่ไหนอ่ะ พูดแล้วโกรธนะ สําหรับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ผมมีประเด็นสําหรับกรมนี้อย่างนี้
"ผู้จัดการสํานักงานกองทุนเพื่อการส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน ต้องหาให้ได้ แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นเป็นอย่างนี้ครับ ผมให้เจ้าหน้าที่ช่วยเอาสไลด์ขึ้นจอนิดนึงนะ ประเด็นอยู่ที่แถว 2 ครับ แถวที่วงสีเขียว อันนี้คือเงินสมทบกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ไอ้ตรงเนี้ยที่ผมอยากจะพูด ลิตรละ 5 สตางค์เนี่ย ทุกคนที่เติมน้ำมันต้องจ่ายแบบสะลึมสะลือ รวมกันแล้วปีละ 1,800 ล้านบาท เฉพาะรายการตรงนี้นะครับ
"สิ่งที่ผมสงสัยก็คือว่า ไอ้ 1,800 ล้านบาทต่อปีเนี่ย ท่านเก็บมาตั้งแต่สมัยไหน เก็บเอาไปทําอะไร ผมพอทราบ แล้วปัจจุบันเหลือเท่าไหร่ คือถ้าเกิดผมไม่ขยันเนี่ย ผมก็ไม่รู้นะ ผมก็ไปค้นไปค้นมา ผมตกใจมากว่า ไอ้กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมันทําอะไรไม่รู้เนี่ยนะ มีเงินสะสมต้นปี 2569 16,000 ล้านบาท เฮ้ย! แล้วคุณมาเก็บอะไรกันอีกอ่ะ
ที่มา....เพจ Mars Online
โห เงินสะสมขนาดนั้น ยังจะมาเอาอีกเหรอ 5 สตางค์จากน้ำมันทุกลิตร ดีนะที่อาจารย์แกไปค้นข้อมูลมา ภาษีที่เก็บไปใช้อะไรกันวะเนี่ย แล้วมันจะพอกันได้ไงแบบนี้ ไอ้ 5 สตางค์ไปทำอะไรได้ตั้งเยอะเลยนะ
Reuters รายงานว่า จีนเรียกร้องให้ไทยส่งตัว ไป๋ จ้าวตง นักข่าวสืบสวนชาวจีน ผู้เปิดโปงคดีคอร์รัปชันกลับประเทศ ขณะที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพสื่อเตือนว่า นักข่าวรายงานนี้เผชิญการประหัตประหารทางการเมือง การควบคุมตัวโดยพลการ และการทรมาน จากการรายงานข่าวเปิดโปงคดีทุจริตในจีน
เกิดอะไรขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไป๋คือใคร?
ในช่วงที่ผ่านมา Human Rights Watch รายงานว่า ชาวจีน 3 คน และนักข่าว 1 คน กำลังเสี่ยงถูกทางการไทยส่งตัวกลับประเทศจีน ได้แก่ ไป๋ จ้าวตง อดีตนักข่าวสืบสวนสอบสวนวัย 56 ปี, ถัน อี้เสียง ชาวคาทอลิกและผู้เคลื่อนไหวสนับสนุนสิทธิของชาวทิเบตและชาวอุยกูร์วัย 49 ปี, จาง ซิ่นเยี่ยน อายุ 56 ปี สมาชิกกลุ่มฝ่าหลุนกงวัย 56 ปี และ โจว จวิ้นอี้ สมาชิกพรรคประชาธิปไตยจีนอายุ 54 ปี
รายงานระบุว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) รับรองบุคคลทั้ง 4 คนว่า มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยแล้ว ขณะที่องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders: RSF) และ Safeguard Defenders เปิดเผยว่า ทางการไทยพยายามส่งตัวไป๋กลับประเทศ หลังถูกรัฐบาลปักกิ่งกดดันในประเด็นการรายงานข่าวการทุจริตที่เชื่อมโยงกับทางการจีน
ทั้งนี้ ไป๋คืออดีตนักข่าวสืบสวนสอบสวนจาก Caixin สื่อชั้นนำของจีน เขาเป็นที่รู้จักจากการรายงานข่าวทุจริตระดับสูงในพื้นที่ชนบท และผลกระทบของโครงการขจัดความยากจน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่มีต่อประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเปิดโปงเครือข่ายทุจริตและฉ้อโกงทางการเงินขนาดใหญ่ รวมถึงพาดพิงเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นและบุคคลระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์จีน
กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า การรายงานข่าวดังกล่าวทำให้ไป๋ถูกทางการจีนเฝ้าติดตาม ข่มขู่ ตั้งข้อหาทางอาญา สอบสวน และควบคุมตัวรวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง โดยรัฐบาลจีนใช้ข้อกล่าวหาที่มีความหมายกว้างและมีแรงจูงใจทางการเมืองเป็นประจำ เช่น คดีจารกรรม ล้มล้างอำนาจรัฐ และก่อเหตุทะเลาะวิวาทหรือสร้างความวุ่นวาย ก่อนที่เขาจะหลบหนีออกจากจีนในปี 2023
ขณะที่ Human Rights Watch โต้แย้งว่า แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย 1951 แต่รัฐบาลมีพันธกรณีที่จะต้องเคารพหลักการไม่ส่งกลับ (Non-Refoulement) ที่ห้ามประเทศต่างๆ ส่งบุคคลกลับไปเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกประหัตประหาร การทรมาน หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศไทยยังไม่ตอบกลับคำขอแสดงความคิดเห็นในทันที ขณะที่ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กำลังอยู่ในระหว่างการเยือนจีน ตั้งแต่วันที่ 16- 20 กรกฎาคม โดยมีกำหนดเข้าพบ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และ หลี่ เฉี่ยง นายกรัฐมนตรีจีน
อนึ่ง ลอรา ฮาร์ธ ผู้อำนวยการของ Safeguard Defenders ออกมากดดันผ่าน Reuters ว่า ทางการไทยต้องยืนหยัดต่อแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากจีน โดยไม่ควรควบคุมตัวหรือส่งบุคคลที่เสี่ยงถูกประหัตประหารทางการเมืองกลับประเทศ พร้อมย้ำว่า ไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีทั้งภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศว่าด้วยการห้ามทรมาน
ขณะที่ สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาอาวุโสประจำประเทศไทยของ Human Rights Watch กล่าวว่า ไทยกำลังทำลายชื่อเสียงของตนเอง ด้วยการปฏิบัติตามคำขอของรัฐบาลจีนและส่งตัวผู้เห็นต่างชาวจีนกลับประเทศโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แทนที่จะอนุญาตให้พวกเขาเดินทางไปยังประเทศที่สามที่ปลอดภัย
อนึ่ง RSF ระบุว่า จีนเป็นประเทศที่คุมขังนักข่าวมากที่สุดในโลก โดยมีนักข่าวถูกจำคุก 120 คน ขณะที่ดัชนีเสรีภาพสื่อโลกปี 2026 อยู่ในอันดับที่ 178 จากทั้งหมด 180 ประเทศและดินแดนขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนทั้งหมด
ที่มา ...... THE STANDARD
หนีมาไท่กั๋ว โอกาสยากเลยที่จะไปประเทศที่สามได้ นายกเลียจีนขนาดนั้น ไม่น่ารอดหรอก แต่ก็หวังว่าการที่ได้เป็นผู้ลี้ภัยที่สหประชาชาติรับรองจะพอช่วยได้บ้างนะ