ศาลอุทธรณ์ ‘ยกคำร้อง’ รื้อฟื้น ‘คดีสวรรคต’ กลับมาพิจารณาใหม่
วันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง ‘ยกคำร้อง’ รื้อฟื้นคดีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในหลวงรัชกาลที่ 8 ขึ้นมาพิจารณาใหม่ ภายหลัง กังวาฬ พุทธิวนิช ผู้รับมอบอำนาจจากทายาทของ ชิต สิงหเสนี หนึ่งในจำเลยคดีสวรรคต ร้องศาลขอให้พิจารณาหลักฐานใหม่ นั่นคือ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท สาขาวิชานิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2536 เรื่อง การประมวลเวลายิงจากปฏิกิริยาเคมีของเขม่าดินปืนในลำกล้องปืน โดยใช้สเปกโตรโฟโตมิเตอร์ และวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรี หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2557 เรื่อง การหาปริมาณไนเตรตในเขม่าดินปืนภายในลำกล้องปืน โดยวิทยานิพนธ์ทั้ง 2 ฉบับพบว่า อาจมีปัญหาในการพิสูจน์อาวุธปืนที่ใช้ยิง
.
ทั้งนี้ ในคดีเดิม ดร.จ่าง รัตนะรัต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ ทำนายว่า พระแสงปืนของกลางที่พบบนแท่นบรรทม ยิงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 วัน การสวรรคตเกิดจากปืนอื่น ดังนั้นจึงถือเป็นฆาตกรรมอำพราง
.
กระนั้นเอง ศาลอุทธรณ์ระบุว่า วิทยานิพนธ์ปี 2536 และ 2557 ผ่านระยะเวลาเกิน 1 ปีแล้ว จึงมีคำวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่าย ‘พยานหลักฐานใหม่’ ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่
.
นอกจากนี้ อีกข้อหนึ่งในเรื่อง ‘พฤติการณ์พิเศษ’ มีการอ้างอิงความเห็นของ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า เหตุที่ยื่นให้รื้อฟื้นคดีอาญาไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ
.
กังวาฬระบุผ่าน Facebook ส่วนตัวอีกด้วยว่า ได้ยื่นหลักฐานเรื่องพฤติการณ์พิเศษ ทั้งกรณีที่มีพยานบุคคลที่ให้การเท็จเมื่อปี 2490 แล้วให้การรับสารภาพทีหลัง ไม่ว่าจะเป็น พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) และตี๋ ศรีสุวรรณ รวมถึงในอดีต ไม่สามารถรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาใหม่ เพราะไม่มีกฎหมายระบุไว้ แต่นับจากปี 2526 ได้มีการออก พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 ที่รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาใหม่ได้ หากมี ‘พฤติการณ์พิเศษ’ กระนั้นเองศาลระบุว่า เหตุที่ยื่นนั้นไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ
.
“จากผลคำวินิจฉัยครั้งนี้ ทำให้โอกาสของทายาทคุณชิต สิงหเสนี เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยผ่านกระบวนการยุติธรรมต้องยุติ เพราะคำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่รับคำร้อง ถือเป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์คำสั่งได้” กังวาฬระบุผ่าน Facebook ส่วนตัว
.
อย่างไรก็ตาม กังวาฬระบุว่าทายาทของ เฉลียว ปทุมรส อีกหนึ่งจำเลยในคดีนี้ ยังสามารถยื่นขอรื้อฟื้นคดีอาญาได้
.
ย้อนกลับไป เหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ภายในพระที่นั่งบรมพิมาน โดยสวรรคตจากพระแสงปืน ต่อมาภายหลังการรัฐประหารปี 2490 แนวทางการสอบสวนเปลี่ยนจากสมมติฐานเรื่องอุบัติเหตุไปเป็นการลอบปลงพระชนม์ ก่อนที่ ชิต สิงหเสนี, บุศย์ ปัทมศริน และเฉลียว ปทุมรส จะถูกดำเนินคดีและประหารชีวิต เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498
.
สำหรับคดีดังกล่าว ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ‘ทายาท’ ของผู้ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาทั้งสาม ตั้งข้อสังเกตว่า คดียังมีข้อกังขาหลายประการ โดยเฉพาะการขาดหลักฐานที่แสดงอย่างชัดเจนว่าจำเลยทั้ง 3 คนร่วมกันก่อเหตุอย่างไร ขณะที่พยานบางรายซึ่งเคยให้การเชื่อมโยงกลุ่มของ ปรีดี พนมยงค์ เข้ากับเหตุสวรรคต ออกมายอมรับในภายหลังว่า คำให้การดังกล่าวไม่เป็นความจริง หรือเกิดขึ้นภายใต้การชักจูงและข่มขู่
.
หนึ่งในนั้นคือตี๋ ศรีสุวรรณ ซึ่งเคยให้การถึงการประชุมวางแผนลอบปลงพระชนม์ที่บ้านพระยาศรยุทธเสนี แต่ต่อมาได้ทำจดหมายถึงปรีดีและยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง ขณะที่พระยาศรยุทธเสนีก็เขียนพินัยกรรมระบุว่า ถูกข่มขู่ให้ใส่ร้ายกลุ่มของปรีดีเช่นกัน หลักฐานที่ปรากฏขึ้นภายหลังเหล่านี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวของจำเลยและนักวิชาการบางส่วนพยายามเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมนำคดีกลับมาตรวจสอบอีกครั้ง
ที่มา...... The Momentum
เหลือแค่ทายาทอีกคนที่จะขอยื่นรื้อฟื้นคดีได้ แต่ก็ดูเลือนลางเต็มที เอาหลักฐานอะไรใหม่ๆไปก็ปัดตกอยู่ดี ก็อยากให้รู้ไว้นะ ว่าคนที่ได้อ่านเรื่องราวมา เข้าใจดีว่าทั้ง 3 คนคือแพะของคดีนี้ และปรีดีก็แค่ถูกโยนบาปใส่เท่านั้นเอง ท่านเป็นถึงกษัตริย์ในราชวงศ์นี้แท้ๆกลับเหมือนถูกปฏิเสธการค้นหาความจริงที่พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์ น่าเศร้าใจจริงๆ