ทำไมหลี่จื้อเฉิงคว่ำราชวงศ์หมิงได้ แต่ล้มเหลวครองวังต้องห้ามได้เพียง 42 วัน
หลี่จื้อเฉิงชายผู้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถพังทลายแผ่นดินหมิงที่มีอายุยาวนานสองร้อยกว่าปีลงได้สำเร็จ แต่ทำไมราชวงศ์ต้าชุ่น (大顺) ของเขา ถึงมีอายุในวังหลวงปักกิ่งแค่ 42 วัน แล้วต้องวิ่งหนีหางจุกตูดออกจากเมืองหลวงแทบไม่ทัน เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ต้าจีนจะพาไปแกะร่องรอยความน่าเสียดายนี้กันครับ
นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ตรงกันว่า ความพ่ายแพ้ระดับย่อยยับนี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุหรือโชคร้าย แต่เป็นปัญหาฝังลึกระดับ DNA สติปัญญา และทัศนคติทางการเมืองที่สอบตกอย่างหมดรูป เรามาดูกันครับว่า 4 ปัจจัยหลักที่ทำให้หลี่จื้อเฉิงเป็นได้แค่หัวหน้ากบฏ แต่ไม่ใช่โอรสสวรรค์ มีอะไรบ้าง
1. ติดหล่ม DNA โจรเร่ร่อน และนโยบายประชานิยมฆ่าตัวตาย
หลี่จื้อเฉิงเป็นอดีตพนักงานส่งม้าเร็วที่ตกงาน วิธีคิดตลอดสิบกว่าปีที่จับอาวุธสู้คือการเป็นกบฏสาย "ตีเมือง ปล้นเสบียง แล้วชิ่งหนี" (นักวิชาการเรียกว่าลัทธิโจรเร่ร่อน) สิ่งนี้ฝังรากลึกจนเขาสร้างรากฐานการปกครองระยะยาวไม่เป็น
บวกกับสโลแกนหาเสียงยอดฮิต "เปิดประตูรับฉวงหวัง ฉวงหวังมาแล้วจะไม่มีการเก็บภาษี" ฟังดูหล่อ ซื้อใจชาวนาได้เพียบ แต่พอได้เป็นรัฐบาลจริงๆ ทหารนับแสนนายต้องกินต้องใช้ เมื่อไม่เก็บภาษี จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเบี้ยเลี้ยง คิดว่าเงินทองตกมาจากฟ้าผุดขึ้นมาจากผืนดินได้หรืออย่างไร สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาวิถีเดิม คือการตั้งหน้าตั้งตาปล้นคหบดีต่อไป ราชวงศ์ต้าชุ่นจึงเป็นรัฐบาลที่ไร้ระบบเศรษฐกิจรองรับโดยแท้
2. ปมด้อยทางชนชั้น สู่มหกรรมทรมานรีดทรัพย์
นี่คือแผลใหญ่ที่บดบังสายตารัฐศาสตร์ครับ หลี่จื้อเฉิงมีความเกลียดชังขุนนางและคนรวยเข้ากระดูกดำ เมื่อเข้าปักกิ่งได้ แทนที่จะประนีประนอมแล้วดึงตัวปัญญาชนเก่าหมิงมาช่วยบริหารบ้านเมือง (เหมือนที่ทหารแมนจูทำ) เขากลับปล่อยให้ความแค้นนำหน้า
เขาไฟเขียวให้หลิวจงหมิ่น ลูกน้องคนสนิท ตั้งศาลเตี้ยจับขุนนางหมิงนับพันคนมาทรมานสารพัดวิธีเพื่อรีดเงิน ใครไม่มีจ่ายก็ถูกตีจนตาย การกระทำเช่นนี้คือการถีบส่งกลุ่มชนชั้นนำและนักบริหารให้กลายเป็นศัตรู เมื่อราชสำนักไม่มีคนมีความรู้มาช่วยทำงาน การบริหารประเทศจึงง่อยรับประทาน กลายเป็นแค่ค่ายทหารเถื่อนๆ เท่านั้น (ไม่รู้จักเรียนรู้จากรุ่นพี่จูหยวนจางเสียเลย)
3. เป็นได้แค่ลูกพี่ แต่ไม่กล้าเป็นโอรสสวรรค์
ข้อนี้ทำให้เห็นวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ หลี่จื้อเฉิงปกครองลูกน้องด้วยระบบพี่น้องร่วมสาบานในชุมโจร ไม่ใช่ความเด็ดขาดแบบองค์จักรพรรดิกับข้าราชบริพาร
เมื่อทหารบ้านนอกเข้ากรุง เจอความหรูหราของวังหลวงเข้าไปก็ตบะแตก เป็นสามล้อถูกหวย บรรดาแม่ทัพเริ่มออกปล้นสะดม แย่งชิงสตรีชาวบ้านตามใจชอบ แทนที่ผู้นำจะสั่งลงดาบประหารเพื่อรักษาวินัยและกฎหมาย หลี่จื้อเฉิงกลับเกรงใจลูกน้อง ไม่กล้าเชือดไก่ให้ลิงดู เมื่อผู้นำสูงสุดปวกเปียก กองทัพที่เคยมีระเบียบก็ลกลายเป็นเพียงอันธพาลครองเมือง สูญเสียความพร้อมรบไปในเวลาเพียงไม่กี่วัน
4. ตาบอดทางยุทธศาสตร์ และไร้กุนซือระดับแนวหน้า
นี่คือการตายน้ำตื้นที่เห็นชัดที่สุด หากนำไปเทียบกับจูหยวนจาง (ปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์หมิง) ที่เป็นชาวนาเหมือนกัน จูหยวนจางรู้ตัวว่าเรียนน้อย จึงเชิญปราชญ์อย่างหลิวปั๋วเหวิน มาช่วยวางยุทธศาสตร์แผ่นดินให้ แต่รอบตัวหลี่จื้อเฉิงกลับมีแต่ขุนศึกหัวร้อน กุนซือเบอร์หนึ่งอย่างหนิวจินซิง ก็เป็นเพียงบัณฑิตสอบตกที่มีวิสัยทัศน์คับแคบ ผลคือ กลุ่มกบฏชาวนาหลี่จื้อเฉิงมองเห็นแค่ความสุขตรงหน้า ประเมินภัยคุกคามจากกองทัพแปดธงแมนจูที่อยู่นอกด่านต่ำเกินไป
และที่บ้งที่สุดคือการจัดการกับอู๋ซานกุ้ย แทนที่จะใช้การทูตชั้นสูงดึงตัวมาเป็นพันธมิตร หลี่จื้อเฉิงกลับปล่อยให้ลูกน้องไปค้นคฤหาสน์ตระกูลอู๋ในปักกิ่ง และจับอู๋เซียง ผู้เป็นบิดามาทรมานเป็นตัวประกันเพื่อรีดทรัพย์ การคุกคามครอบครัวและแสดงความป่าเถื่อนทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้อู๋ซานกุ้ยประเมินแล้วว่าราชวงศ์ต้าชุ่นไร้ซึ่งความน่าเชื่อถือ และบีบให้ขุนศึกผู้นี้ต้องตัดสินใจเปิดด่านซานไห่กวน นำทหารแมนจูเข้ามาเพื่อรักษาฐานอำนาจของตนเอง (ส่วนวาทกรรมที่ว่าเขาเปิดด่านเพราะความโกรธแค้นเรื่องเมียน้อยสุดสวยเฉินหยวนหยวนนั้น เป็นเพียงบทกวีและวรรณกรรมในยุคหลังที่แต่งเติมขึ้น)
เรื่องราวของหลี่จื้อเฉิงสอนให้รู้ว่า การใช้กำลังยึดบัลลังก์นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การจะรักษาอำนาจเอาไว้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขาอาจเป็นนักทำลายล้างที่เก่งกาจ แต่ล้มเหลวอย่างราบคาบในฐานะผู้ปกครอง เพราะสุดท้ายแล้ว ทัศนคติและสติปัญญาคือเครื่องตัดสินว่าใครเป็นได้แค่กบฏ และใครคือพระเจ้าแผ่นดินตัวจริงครับ
https://www.facebook.com/share/p/1aCtGE19DQ/