ทำไมขุนศึกราชวงศ์ซ่งถึงยอมสละอำนาจแต่โดยดี
จิบสุราปลดอาวุธ ทำไมขุนศึกราชวงศ์ซ่งถึงยอมสละอำนาจแต่โดยดี ไม่มีใครกล้าหือ? (เทียบวิถีเชือดขุนพลของราชวงศ์อื่น)
ในหน้าประวัติศาสตร์จีน มีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งที่ปฐมฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งราชวงศ์มักจะทำกันจนกลายเป็นเรื่องปกติ นั่นคือสำนวนที่ว่าเสร็จศึกล่าเนื้อ ต้มสุนัขรับใช้ หรือพูดภาษาชาวบ้านคือ ปราบแผ่นดินรวมชาติเสร็จเมื่อไหร่ บรรดาขุนพลคู่บุญที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกัน เตรียมตัวหัวขาดได้เลย
เพื่อความเห็นภาพ เราลองไปดูผลงานของปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์อื่นกันก่อนครับ
▪️ฮั่นเกาจู่ (หลิวปัง)
เมื่อเอาชนะเซี่ยงอวี่และก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นได้สำเร็จ หลิวปังก็เริ่มหวาดระแวงแม่ทัพที่มีความดีความชอบสูงส่ง สุดท้ายยอดขุนพลอย่าง หานซิ่น เผิงเยว่ และอิงปู้ ต่างถูกหาข้ออ้างยัดข้อหากบฏ และถูกกวาดล้างประหารชีวิตอย่างเหี้ยมโหดเพื่อกรุยทางให้ลูกหลานแซ่หลิว
▪️หมิงไท่จู่ (จูหยวนจาง)
รายนี้ยิ่งกว่ารายแรก เมื่อขึ้นครองราชย์ปุ๊บ ความหวาดระแวงก็เริ่มทำงาน จูหยวนจางสั่งกวาดล้างประหารขุนนางและแม่ทัพเพื่อนร่วมสาบานตายเป็นเบือ คดีของหูเหวยยงและหลานอวี้ลากจูงผู้คนไปลานประหารนับหมื่นชีวิต เรียกว่าล้างบางกันแทบหมดราชสำนัก
แต่ตัดภาพมาที่ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ซ่งอย่างซ่งไท่จู่ (เจ้าควงอิ้น) เขากลับใช้วิธีที่ซอฟต์กว่า นุ่มนวลกว่า และเหนือชั้นกว่ามาก ด้วยเหตุการณ์ที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ในชื่องานเลี้ยงสุราปลดอำนาจทหาร (杯酒释兵权)
เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งเจ้าควงอิ้นจัดงานเลี้ยงสุรา เชิญบรรดาแม่ทัพเพื่อนร่วมสาบานที่เคยช่วยให้ตนเองได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้มากินดื่มกัน พอสุราเข้าปาก ฮ่องเต้ก็เริ่มถอนหายใจและตัดพ้อว่า "เป็นฮ่องเต้นี่ลำบากจริงๆ ข้านอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว"
บรรดาแม่ทัพตกใจ รีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ฮ่องเต้จึงสวนกลับไปว่า
"ข้าเชื่อใจพวกท่านนะ แต่ถ้าวันดีคืนดี ลูกน้องของพวกท่านเกิดอยากได้ดิบได้ดี เอาเสื้อคลุมมังกรสีเหลืองมาคลุมใส่ตัวท่าน บังคับให้ท่านเป็นกบฏ ถึงตอนนั้นพวกท่านจะปฏิเสธได้หรือ?"
ประโยคนี้ทำเอาขุนพลทุกคนสร่างเมาและคุกเข่าโขกศีรษะขอชีวิตทันที เพราะนี่คือการขู่กลายๆ ว่าจะยอมวางมือ หรือจะให้ข้าลงมือ ซึ่งผลลัพธ์คือ วันรุ่งขึ้นแม่ทัพทุกคนต่างพร้อมใจกันยื่นหนังสือกราบทูลขอลาออกจากตำแหน่งทางทหาร อ้างว่าป่วยบ้าง แก่ชราภาพบ้าง ยอมส่งมอบตราพยัคฆ์คุมทัพคืนให้ราชสำนักแต่โดยดี
แล้วทำไมยอดขุนพลเหล่านี้ที่ผ่านสนามรบมาโชกโชน ถึงยอมหงอและวางมือไปง่ายๆ ไม่มีใครคิดจะต่อต้านหรือรวมหัวกันสู้กลับเลยสักคน เหตุผลเบื้องหลังคือการประเมินสถานการณ์ที่ชาญฉลาดที่สุด ดังนี้ครับ
1. ข้อเสนอแบบ VIP ที่ปฏิเสธไม่ลง
ซ่งไท่จู่ไม่ได้บีบให้จนตรอก เขายื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนว่า
"ชีวิตคนเราสั้นนัก สู้พวกท่านสละอำนาจทหาร กลับไปอยู่บ้านเกิด ข้าจะมอบที่ดิน คฤหาสน์ เงินทองมากมายก่ายกองให้พวกท่านไปเสพสุขกับภรรยาและลูกหลาน ซื้อนักดนตรีมาบรรเลงเพลงให้ฟังทุกวัน แถมข้าจะให้ลูกหลานราชวงศ์แต่งงานเกี่ยวดองกับตระกูลพวกท่านด้วย แบบนี้เราจะได้ไม่ต้องระแวงกัน ไม่ดีกว่าหรือ?"
สำหรับขุนศึกแล้ว การเอาชีวิตตระกูลไปเสี่ยงกบฏ สู้รับเงินก้อนโตระดับอภิมหาเศรษฐีแล้วเกษียณอายุไปเป็นคุณปู่ผู้ร่ำรวย ถือเป็นทางลงที่คุ้มค่าที่สุด
2. บทเรียนเลือดจากยุค 5 ราชวงศ์ 10 อาณาจักร
คนในยุคนั้นเพิ่งผ่านยุคสมัยแห่งความวุ่นวายและสงครามกลางเมืองที่ยาวนานกว่า 50 ปี เป็นยุคที่ทหารมีอำนาจเหนือกฎหมาย ใครคุมกองทัพได้ก็ตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ (ตัวเจ้าควงอิ้นเองก็ใช้วิธีก่อกบฏที่เฉินเฉียว ยึดอำนาจมาตั้งราชวงศ์ซ่งเช่นกัน) บรรดาแม่ทัพรู้ซึ้งดีว่า การถือครองอำนาจทหารในมือนั้น เหมือนถือระเบิดเวลา ถ้าทำสำเร็จก็เป็นเจ้า แต่ถ้าพลาดคือโดนประหารล้างเจ็ดชั่วโคตร การวางดาบในวันนี้ จึงเป็นการซื้อประกันชีวิตให้ลูกหลานในวันหน้า
3. อำนาจจริงอยู่ในมือลูกพี่หมดแล้ว
นี่ไม่ใช่การบังคับตอนที่ลูกพี่ไร้เขี้ยวเล็บ เจ้าควงอิ้นไม่ได้เป็นเพียงปัญญาชนที่โชคดีได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่ตัวเขาเองคือยอดแม่ทัพ ที่เก่งกาจและรบเก่งที่สุดในหมู่พี่น้องร่วมสาบาน ก่อนจะเรียกมากินเหล้า เขาได้ทำการจัดระเบียบและโอนถ่ายกองกำลังรักษาพระนครอันแข็งแกร่งมาไว้ใต้บังคับบัญชาของตนเองเรียบร้อยแล้ว หากแม่ทัพคนใดคิดจะหือ ย่อมต้องเผชิญหน้ากับกองทัพหลวงที่แข็งแกร่งที่สุด โอกาสชนะมีค่าเท่ากับศูนย์
4. เครดิตความน่าเชื่อถือขององค์ปฐมกษัตริย์
ขุนศึกเหล่านี้เป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตาย ต่างรู้นิสัยใจคอของเจ้าควงอิ้นดีว่า เขาเป็นกษัตริย์ที่มีความเมตตาและรักษาคำพูด (ซ่งไท่จู่ไม่เคยสั่งประหารอดีตฮ่องเต้ราชวงศ์ก่อน และมีคำปฏิญาณบรรพชน ซึ่งกลายมาเป็นจารีตที่สืบทอดกันมาว่า ห้ามสังหารขุนนางบุ๋นและผู้ถวายฎีกา) พวกเขาเชื่อใจว่าถ้ายอมถอย ลูกพี่จะรักษาคำพูดดูแลพวกเขาไปจนตาย ซึ่งเจ้าควงอิ้นก็ทำตามสัจจะจริงๆ บรรดาแม่ทัพเหล่านี้ล้วนได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข ร่ำรวย และตายดีกันทุกคน
เหตุการณ์งานเลี้ยงสุราปลดอำนาจทหาร จึงไม่ใช่เรื่องของการยอมจำนนเพราะความขลาดเขลา แต่เป็นการเจรจาต่อรองทางการเมืองที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ซ่งไท่จู่ยอมจ่ายทรัพย์สมบัติเพื่อซื้อความมั่นคงให้ราชวงศ์ ในขณะที่บรรดาแม่ทัพก็ยอมคืนอำนาจเพื่อแลกกับความปลอดภัยและเกียรติยศ
วิธียึดอำนาจแบบไร้รอยเลือดนี้ ทำให้ราชวงศ์ซ่งรอดพ้นจากการรัฐประหารโดยแม่ทัพไปได้ตลอดกาล แต่ในอีกมุมหนึ่ง การดึงอำนาจทหารกลับสู่ศูนย์กลางและลดบทบาทแม่ทัพ ก็กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้กองทัพราชวงศ์ซ่งอ่อนแอ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานของชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือในเวลาต่อมานั่นเองครับ
https://www.facebook.com/share/p/1HjrtYG8iZ/