FEATURE: 10 ปี 20 แชมป์! เป๊ป กวาร์ดิโอลา ชายผู้ฉีกตำราเก่า เปลี่ยน "บอลอังกฤษ" ไปตลอดกาล
"เอาบอลระบบมาเล่นที่อังกฤษ เดี๋ยวก็ร่วง"
ย้อนกลับไปวันแรกที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ย้ายมาคุม แมนฯ ซิตี้ กูรูหลายคนสบประมาทว่า ทรงบอลเคาะสั้นบ้าครองบอล จะไปรอดได้อย่างไรในลีกที่เน้นความถึก บ้าพลัง และโยนตูมๆ แบบพรีเมียร์ลีก?
แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน สถิติมันฟ้องว่าพวกเขาคิดผิดอย่างมหันต์ 10 ปี กับอีก 20 ถ้วยรางวัล เป๊ปไม่ได้แค่เข้ามาโกยความสำเร็จ แต่เขา "ฉีกตำราเก่า" แล้วเปลี่ยนฟุตบอลอังกฤษไปตลอดกาล
พอดีไปเจอคอลัมน์
The tactical evolution of Pep Guardiola’s Manchester City ใน Coaches' Voice ที่โค้ชระดับดีกรี UEFA เขามานั่งถอดรหัสไว้ น่าสนใจมากเลยเอามาแปลและเรียบเรียงให้อ่านกันง่ายๆ ครับ
อะไรคือเบื้องหลังพิมพ์เขียวสมองเพชรตลอด 1 ทศวรรษนี้? จากลูกสูตรการให้ฟูลแบ็กขยับเข้ามาเล่นด้านใน(Inverted Full-back), หน้าเป้าตัวหลอก(False Nine) มาจนถึงร่างทองมิดฟิลด์ไฮบริดของ จอห์น สโตนส์...สตาร์ตเครื่องยนต์เรือใบสีฟ้า แล้วมาเจาะลึกไปพร้อมกันเลย
บทความ
เมื่อตอนที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ย้ายมาคุมทีมในพรีเมียร์ลีกใหม่ๆ ตอนนั้นเกิดเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ เลยว่า ปรัชญาการทำทีมแบบ "เน้นการครองบอลเป็นหลัก" อันเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาจะไปรอดไหมในลีกอังกฤษ? แน่นอนว่าเขาเคยโกยแชมป์มาเป็นกระบุงกับ บาร์เซโลนา และ บาเยิร์น มิวนิก แต่ตอนอยู่สเปนเขามีสุดยอดนักเตะอย่าง ลิโอเนล เมสซี ส่วนตอนคุมเสือใต้ บาเยิร์นก็ผูกขาดแชมป์บุนเดสลีกาเป็นปกติอยู่แล้วไม่ว่าใครจะคุม ดังนั้น พอปีแรกของเขากับซิตี้จบลงด้วยการ "มือเปล่า" ไร้ถ้วยรางวัล แถมได้แค่ที่ 3 ในลีก บรรดานักวิจารณ์ต่างก็พากันยิ้มกริ่มคิดว่าตัวเองคิดถูก... แต่บอกเลยว่า พวกเขาคิดผิดมหันต์
ตัวเลขสถิติของเขากับซิตี้มันเกินเบอร์มากครับ คว้าแชมป์ไปถึง 20 ถ้วย: แชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย, ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย, ลีกคัพ 5 สมัย, เอฟเอคัพ 3 สมัย, สโมสรโลก 1 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 1 สมัย และคอมมูนิตี ชิลด์ อีก 3 สมัย แถมยังสร้างสถิติเก็บ 100 แต้มเป็นประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก (ฤดูกาล 2017/18) และเป็นทีมแรกที่กดแชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษ 4 ปีติดต่อกันอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้ รวมถึงได้แชมป์ลีกคัพ 4 ปีซ้อน, เป็นทีมแรกที่เข้าชิงเอฟเอคัพ 4 ปีติด, ทีมแรกที่คว้า "ทริปเปิลแชมป์" ในประเทศ (บอลลีก+บอลถ้วย 2 ใบ), คว้าทริปเปิลแชมป์ยุโรปในฤดูกาล 2022/23 และปิดท้ายด้วยการคว้าดับเบิลแชมป์บอลถ้วยในประเทศทั้งเอฟเอคัพและลีกคัพเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา
แต่สิ่งที่อาจจะสำคัญยิ่งกว่าถ้วยรางวัลพวกนั้นซะอีก ก็คือ "วิธีการเล่น" ที่ซิตี้ของเป๊ปใช้ในการไล่ล่าความสำเร็จ เขาเข้ามาในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลสไตล์ดุดัน เน้นพละกำลัง และเป็นที่ที่มองว่าการเสี่ยงเล่นบอลสั้นในแดนหลังคือสิ่งต้องห้ามมาอย่างยาวนาน แต่เป๊ปกลับส่งอิทธิพลอย่างสูงจนทำให้การ "ขึ้นเกมจากแดนหลัง" กลายเป็นเรื่องปกติที่ทำกันทุกระดับลีกในอังกฤษ และนี่เป็นเพียงตัวอย่างชัดๆ ข้อเดียวเท่านั้นจากอิทธิพลการเคี่ยวเข็ญของเขา
ในบทความนี้ โค้ชที่ได้รับใบอนุญาตจากยูฟ่าได้วิเคราะห์ช่วงเวลาของเขากับซิตี้ ทั้งแนวทางแท็กติกต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงที่เขาทำตลอดทศวรรษอันยอดเยี่ยม รวมถึงองค์ประกอบในการเล่นที่ยังคงเหมือนเดิมภายใต้หนึ่งในกุนซือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
เจาะลึก 5 แท็กติก "สมองเพชร" ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา
Inverting the full-backs: การให้ฟูลแบ็กขยับเข้ามาเล่นด้านใน
สิ่งแรกๆ ที่เป๊ปต้องการทำตอนย้ายมาแมนฯ ซิตี้ คือการรักษาทรงบอลแบบที่เขาชอบ นั่นคือ การคอนโทรลเกมด้วยการครองบอล, ส่งบอลสั้น และเซ็ตบอลขึ้นเกมมาจากแดนหลัง ในช่วงตลาดซื้อขายรอบแรกๆ ซิตี้ทุ่มเงินมหาศาลไปกับตำแหน่งฟูลแบ็ก โดยดึงตัว ไคล์ วอล์กเกอร์, ดานิโล, เบนฌาแม็ง เมนดี้ และ โอเล็กซานดาร์ ซินเชนโก มาร่วมทีม นอกจากนี้ยังเพิ่มกองหลังที่ออกบอลดีอย่าง จอห์น สโตนส์ และ อายเมริก ลาปอร์ต เข้ามาในแผงหลัง รวมถึงผู้รักษาประตูสายใช้เท้าอย่าง เคลาดิโอ บราโว และ เอแดร์ซอน ด้วย
จากจุดนี้ เป๊ปได้วางระบบการเซ็ตบอลจากแดนลึกอย่างรวดเร็ว ซึ่งบ่อยครั้งเราจะเห็นฟูลแบ็ก "หุบเข้าด้านใน" จากยืนเป็นแบ็กในระบบ 4-3-3 ขยับขึ้นมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง โดยฟูลแบ็กคนนี้จะมายืนคู่กับมิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติ ซึ่งช่วงแรกคือ แฟร์นันดินโญ และต่อมาคือ โรดรี การปรับหมากแบบนี้ทำให้ซิตี้มี "ผู้เล่นมากกว่า" ในแดนกลาง ซึ่งมักจะเป็นจุดที่คู่แข่งใช้ผู้เล่นตรงนั้นแค่ 3 คน ส่งผลให้ซิตี้จากเดิมที่มีสถิติครองบอลเฉลี่ยอยู่อันดับ 4 ร่วมในฤดูกาลก่อนที่เป๊ปจะมา พลิกกลับมาเป็นทีมที่ครองบอลเป็นอันดับ 1 ของพรีเมียร์ลีกตลอด 10 ฤดูกาลที่เขาคุมทีม
ตัวอย่างเช่นในฤดูกาล 2017/18 ซิตี้ครองบอลเฉลี่ยสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ โดยมี ฟาเบียน เดลฟ์ และ ซินเชนโก เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการหุบจากแบ็กซ้ายเข้ามาเล่นตรงกลาง การมี ลาปอร์ต ที่เป็นเซนเตอร์แบ็กเท้าซ้ายก็ช่วยเติมเต็มทีมชุดนี้ได้ดี เพราะเขามักจะแทงบอลตัดไลน์กองหลังคู่แข่งไปให้ปีกอย่าง เลรอย ซาเน หรือแทงบอลยัดกลับเข้ากลางช่องในให้ ดาบิด ซิลบา พลิกบอลได้ ซิตี้คุมเกมแดนกลางเบ็ดเสร็จ เหมือนกับสไตล์การเล่นสมัยที่เป๊ปยังเป็นนักเตะไม่มีผิด ขณะเดียวกันก็มีกองหลังที่แข็งแกร่งและมีความเร็วอย่าง วอล์กเกอร์, สโตนส์ และ ลาปอร์ต คอยสแตนด์บายอยู่ข้างหลังเพื่อคอยรับมือเกมสวนกลับของคู่แข่ง นอกจากนี้การมี มิเกล อาร์เตตา เป็นหนึ่งในผู้ช่วยโค้ชก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เป๊ปปรับสไตล์ที่เขาชอบให้เข้ากับพรีเมียร์ลีกได้ ทำให้ทีมรักษาการครองบอลได้เหนียวแน่นด้วยการรุมล้อมผู้เล่นรอบๆ ตัวคนที่มีบอลในระยะ 10 ถึง 20 หลา โดยเฉพาะในพื้นที่แดนกลาง
Freeing the number eights : ปลดล็อกมิดฟิลด์หมายเลข 8
ผลพลอยได้เชิงบวกอีกอย่างจากการหุบฟูลแบ็กเข้าด้านใน คือมันช่วยปลดล็อกมิดฟิลด์หมายเลข 8 ทั้งสองคนในระบบ 4-3-3 พอดึงฟูลแบ็กมาช่วยงานในแดนกลางแล้ว ตัวรุกอย่าง เควิน เดอ บรอยน์, ดาบิด ซิลบา และ อิลคาย กุนโดกัน ก็สามารถดันเกมขึ้นสูงไปยืนพื้นที่ว่างระหว่างไลน์กองหลังกับกองกลางของคู่แข่งได้ จากตำแหน่งที่ขยับเข้าไปใกล้พื้นที่อันตรายมากขึ้นนี้ พวกเขาสามารถโจมตีแผงหลังคู่แข่งได้โดยตรงด้วยความสามารถเฉพาะตัวในการสร้างสรรค์เกม แถมยังกดให้คู่แข่งต้องถอยร่นไปรับลึก ทำให้ซิตี้ครองพื้นที่ในสนามได้แทบทั้งหมด
การจ่ายบอลไปข้างหน้าอย่างเหนือชั้น, การแทงทะลุช่อง และความสามารถในการเจาะเข้ากรอบเขตโทษของ ดาบิด ซิลบา ช่วยสร้างโอกาสได้นับไม่ถ้วน ส่วน กุนโดกัน ก็มีสไตล์คล้ายๆ กัน แต่เขาจะโดดเด่นเรื่องการสอดเติมเข้าไปในกรอบเขตโทษ ทำให้ทีมได้ประตูสำคัญๆ อยู่บ่อยครั้ง ขณะที่ เดอ บรอยน์ ก็สามารถจ่ายบอลคิลเลอร์พาสระดับปลิดชีพรวมถึงการส่องไกลแถวสองที่เป็นทีเด็ด อย่างไรก็ตาม เป๊ปได้ช่วยยระดับให้ เดอ บรอยน์ ให้กลายเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ตัวรุกที่ดีที่สุดในโลก ผ่านความสามารถในการเปิดบอลของเขา
การสั่งให้ปีกอย่าง เลรอย ซาเน, ราฮีม สเตอร์ลิง หรือ ริยาด มาห์เรซ (รวมถึง ฟิล โฟเดน และ แบร์นาร์โด ซิลบา ในบางนัด) ยืนชิดเส้นเพื่อเปิดหน้ากว้างให้มากที่สุด ช่วยดึงตัวประกบและทำให้มิดฟิลด์หมายเลข 8 ของเป๊ปมีพื้นที่ให้เล่นงานตรงช่องว่างระหว่างแบ็กกับเซนเตอร์ได้อย่างสนุกมือ เพราะปีกจะคอยตรึงฟูลแบ็กคู่แข่งไว้ให้ บวกกับการที่ซิตี้มีผู้เล่นมากกว่าตรงกลางสนาม มิดฟิลด์หมายเลข 8 จึงมักจะมีอิสระในการเล่น ซึ่งทำให้ เดอ บรอยน์ ที่สามารถเปิดบอลจากฝั่งขวาได้ นอกจากนี้ มิดฟิลด์ชาวเบลเยียมยังวิ่งทะลุไลน์ไปข้างหน้าบ่อยครั้ง ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ด้านหลังที่เปิดออก เมื่อฟูลแบ็กคู่แข่งขยับออกไปกดดันปีกของซิตี้ที่รับบอล
เดอ บรอยน์ มักจะได้รับไฟเขียวให้วิ่งทะลุไลน์กองหลังอยู่บ่อยๆ โดยฟูลแบ็กของซิตี้จะหุบเข้ามาตรงกลางในฝั่งของเขา เปิดทางให้เดอ บรอยน์ วิ่งตัดเข้ากรอบเขตโทษแล้วครอสบอลจังหวะแรกทันที และด้วยความที่ปีกของซิตี้เลี้ยงบอลกินตัวและพาบอลไปข้างหน้าได้ดี พวกเขาจึงมักจะกดดันให้ฟูลแบ็กคู่แข่งต้องถอยร่นลงไป จากนั้น เดอ บรอยน์ จะถอยลงมารับบอลต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย และเปิดบอลจังหวะแรกจากช่องด้านใน นอกจากความแม่นยำระดับจับวางแล้ว จำนวนผู้เล่นซิตี้ที่รออยู่ฝั่งไกลยังพร้อมโจมตีลูกเปิดเหล่านี้ โดยมีหน้าเป้าอย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่ และ กาเบรียล เชซุส รอจบสกอร์ รวมถึงปีกและมิดฟิลด์หมายเลข 8 อีกฝั่งที่เติมขึ้นมา การจ่ายบอลคืนหลังมาให้ เดอ บรอยน์ บ่อยครั้งยังเป็นกับดักล่อให้แผงหลังคู่แข่งดันไลน์ขึ้นมา ซึ่งนั่นทำให้เกิดพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ให้ตัววิ่งสอดของซิตี้เลือกโจมตีตรงกลางหรือพื้นที่เสาสองได้อย่างถูกที่ถูกเวลา
The false nine : หน้าเป้าตัวหลอก
ในช่วงหลังจากหมดยุคอเกวโร และก่อนที่ เออร์ลิง ฮาลันด์ จะย้ายเข้ามา มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เป๊ปเลือกเล่นโดยไม่มีกองหน้าตัวเป้าธรรมชาติ โดยซิตี้ใช้ โฟเดน, มาห์เรซ, แบร์นาร์โด ซิลบา, กุนโดกัน หรือ เดอ บรอยน์ มารับบทบาทศูนย์หน้าตัวกลางแทน ทว่าทุกคนที่เล่นตำแหน่งนี้จะเน้นขยับลงต่ำมาล้วงบอลจากตำแหน่งยืนที่สูงในตอนแรก ซึ่งเป็นการดึงตัวเองออกห่างจากแผงหลังคู่แข่ง วิธีการเล่นแบบ "หน้าเป้าตัวหลอก" (False nine) นี้ ทำให้ซิตี้มีทางเลือกอื่นในการคุมพื้นที่กลางสนาม และรักษาสภาวะผู้เล่นมากกว่าตรงแดนกลางแบบที่เป๊ปต้องการ ซึ่งก็คือปรัชญาการหาพื้นที่ว่างและครอบครองบอลโดยผู้เล่นที่เป็นอิสระ
ผลจากการใช้แทคติกนี้ ทำให้ฟูลแบ็กหุบเข้าข้างในน้อยลง โดยแผงหลังของเป๊ปจะยืนตำแหน่งในลักษณะกองหลัง 4 คนแบบดั้งเดิมมากขึ้น แต่ในเมื่อ false nine ขยับลงต่ำ ซิตี้ก็ยังจำเป็นต้องมีตัววิ่งทะลุทะลวงไปข้างหน้าเพื่อขู่แนวรับคู่แข่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากปีกที่วิ่งตัดจากริมเส้นเข้าข้างในเพื่อสปริ้นท์ไปรับบอลสั้นหรือวิ่งทะลุช่องผ่านไลน์กองหลัง การเคลื่อนที่สวนทางกันแบบนี้ถูกจับจังหวะมาอย่างดี และมันจะทำงานได้อย่างเพอร์เฟกต์ในจังหวะที่ซิตี้ล่อให้เซนเตอร์แบ็กคู่แข่งขยับพรวดออกมาตามประกบ false nine ที่ลงไปล้วงบอล
แต่เพื่อที่จะเปิดพื้นที่และคุมแดนกลางให้ได้ ซิตี้ยังคงต้องการผู้เล่นยืนชิดริมเส้นคอยฉีกไลน์คู่แข่งอยู่ ในเมื่อปีกทั้งสองข้างพยายามจะหุบเข้าไปเล่นข้างในมากขึ้น ฟูลแบ็กของเป๊ปจึงต้องดันสูงขึ้นไปวิ่งอ้อมหลังเพื่อทำหน้าที่ขยายเกมรุกด้านกว้างแทน เมื่อทีมเซ็ตบอลเข้าไปในแดนของคู่แข่งได้มั่นคงแล้ว วอล์กเกอร์ และ เมนดี้ ถือเป็นนักเตะที่เหมาะมากกับบทบาทนี้ รวมถึง เจา คันเซโล และ ซินเชนโก ที่มีความยืดหยุ่นก็คอยสนับสนุนเกมริมเส้นได้ดีเช่นกัน และเมื่อกองหน้าตัวแรกขยับลงต่ำแล้ว มันจะเกิดการหมุนเวียนตำแหน่งในแดนกลาง เพื่อส่งผู้เล่นคนอื่นสลับหน้ากันเข้าไปในพื้นที่ลุยในแดนหน้า ด้วยเหตุนี้ ซิตี้จึงทำให้คู่แข่งเจองานยากสุดๆ ในการที่จะมาร์กตัวแบบคนต่อคน หรือตามประกบผู้เล่นเฉพาะบางคน ทีมของเป๊ปยังคงถล่มประตูได้เป็นกอบเป็นกำ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตัวถล่มประตูสไตล์ อเกวโร หรือ ฮาลันด์ เสมอไป แต่พวกเขากระจายกันยิงทั้งทีม โดยเฉพาะผู้เล่นที่สลับขึ้นมาเล่นในบทบาท false nine
Revitalising the double pivot : ปลุกชีวิตให้คู่กลางรับกลับมามีประสิทธิภาพอีกครั้ง
ต่อมาเป๊ปได้กลับมาใช้ระบบมิดฟิลด์ตัวรับคู่ในทรงเกมรุก 3-4-2-1 ซึ่งเป็นระบบที่เขาเคยใช้ในช่วงเริ่มแรกที่มาคุมทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มมีทีมคู่แข่งบางทีมจับทางได้และเล่นงานซิตี้ด้วยเกมโต้กลับได้เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น การเข้ามาของ เอ็นโซ มาเรสกา ในฐานะผู้ช่วยโค้ชก็มีส่วนช่วยในเรื่องนี้ เมื่อต้องรับมือกับคู่แข่งที่มีความดุดันและพละกำลังสูง ซิตี้ของเป๊ปต้องปรับตัวอีกครั้งเพื่อให้สามารถครองบอลควบคุมเกมและยังคงมีความเหนียวแน่นปลอดภัยอยู่ ทว่าคราวนี้แทนที่จะขยับฟูลแบ็กเข้ามาตรงกลาง เป๊ปเลือกที่จะปรับตำแหน่งของเซนเตอร์แบ็กในจังหวะเซ็ตบอลขึ้นไป เพื่อขึ้นมาช่วยประคอง โรดรี ที่ยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรับเดี่ยว แฟร์นันดินโญ เคยเล่นบทนี้สั้นๆ ตอนโดนถอยไปยืนเป็นเซนเตอร์แบ็ก แต่คนที่เป็นต้นแบบของแทคติกนี้เลยก็คือ จอห์น สโตนส์ รวมถึง มานูเอล อาคานจี ถูกใช้งานในบทบาทนี้เมื่อจำเป็น
แผงหลังจะปรับทรงเหลือหลัง 3 คนคอยคุมเชิงอยู่ด้านล่าง โดยมีมิดฟิลด์ตัวรับคู่คอยช่วยดันให้มิดฟิลด์หมายเลข 8 ของซิตี้เติมสูงขึ้นไปสนับสนุนแนวรุกได้อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เดอ บรอยน์ ที่สามารถประสานงานกับ ฮาลันด์ จนกลายเป็นคู่หูแนวรุกทีเด็ดของซิตี้ แต่ประโยชน์สำคัญที่สุดอยู่ในจังหวะเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ เพราะซิตี้มีความแข็งแกร่งในเกมรับมาก ความสูงและการเล่นลูกกลางอากาศของ สโตนส์ (หรือ อาคานจี) เข้ากันกับโรดรีได้เป็นอย่างดี ขณะที่แนวรับด้านหลังก็รับมือบอลยาวโดยตรง รวมถึงเกมสวนกลับเร็วและมีเป้าหมายของคู่แข่งได้ดี
การปรับหมากของเป๊ปตรงนี้ด้วยการส่งเซนเตอร์แบ็กเพิ่มเข้าไปในไลน์อัพช่วยทีมได้มาก โดยมีการใช้งาน อาคานจี และ นาธาน อาเก้ ในตำแหน่งแบ็กซ้าย แล้วให้หุบเข้าด้านในมาช่วยประคองเซนเตอร์แบ็กตัวกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น รูเบน ดิอาส ในจังหวะที่เซนเตอร์อีกคนดันสูงขึ้นไปเล่นในแดนกลางเต็มตัว ส่วน วอล์กเกอร์ ก็จะหุบเข้าด้านในเช่นกันเพื่อช่วยซ้อนกันปีกสายสปีดฝั่งของเขา โดยใช้ประสบการณ์จากการเล่นระบบเซนเตอร์ 3 ตัวกับทีมชาติอังกฤษ จากฐานแนวรับแบบนี้ เป๊ปยังคงรักษาการครองบอลที่เหนือกว่าและความสามารถในการสร้างสรรค์โอกาสได้เหมือนเดิม แต่ได้โครงสร้างเกมรับที่อัปเกรดขึ้นมาคอยรองรับอยู่ใต้บอล จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่การปรับตัวครั้งนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จครั้งใหญ่ในเวทียุโรปในการเจอกับทีมที่เล่นจังหวะเปลี่ยนผ่านจากรับเป็นรุกได้ดีที่สุด
Narrow attacks : การโจมตีตรงกลางมากกว่าริมเส้น
ต่อมา เป๊ปกลับมาใช้ระบบมิดฟิลด์ตัวรับคู่แบบดั้งเดิมและยืนตำแหน่งตายตัวมากขึ้น โดยมี โรดรี และ แบร์นาร์โด ซิลบา จับคู่เล่นด้วยกันได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะที่ปัญหานักเตะบาดเจ็บทำให้ผู้เล่นคนอื่นๆ ไม่สามารถขยับตำแหน่งจากเซนเตอร์แบ็กหรือฟูลแบ็กขึ้นมาช่วยได้ ตอนนี้ซิตี้เปลี่ยนมาบุกในระบบ 4-2-3-1 ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยมี เดอ บรอยน์ คอยป้อนบอลให้ ฮาลันด์ และให้ตัวรุกริมเส้นเน้นตัดเข้าข้างในเพื่อมาขยับช่วยช่วยเล่นด้านใน นี่คือการปูทางไปสู่การปรับตัวครั้งล่าสุดของเป๊ปกับซิตี้
เฌเรมี โดกู และ อันตวน เซเมนโย่ ซึ่งเป็นผู้เล่นที่ชอบรับบอลกว้างและพาบอลเลี้ยงกินตัว ถูกเพิ่มเข้ามาในแนวรุกของซิตี้ ขณะที่ เดอ บรอยน์ อำลาทีมไป กวาร์ดิโอล่าจึงพยายามเติมจำนวนผู้เล่นเข้าไปในพื้นที่ระหว่างไลน์จากตำแหน่งอื่น ซิตี้ใช้ผู้เล่นหมายเลข 10 โดยมี ฟิล โฟเด้น, โอมาร์ มาร์มูช หรือ รายาน แชร์กี คอยทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเกมอยู่ข้างหลังฮาลันด์ ผสมโรงกับการวิ่งสอดจากแนวลึกของนักเตะอย่าง แบร์นาร์โด ซิลบา และ ทิยานี ไรน์เดอร์ส หรือบางทีตัวรุกหมายเลข 10 จะขยับจากริมเส้นตัดเข้าข้างใน ด้วยการเคลื่อนที่อย่างลื่นไหลแบบไม่มีบอล ซึ่งช่วยให้มิดฟิลด์หมายเลข 8 สอดเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ดีระหว่างไลน์ได้ เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา
แมนฯ ซิตี้ เวอร์ชันล่าสุดนี้ยังมีทีเด็ดจากการเติมเกมขึ้นมาจากแดนหลังสุดลึก โดยมีผู้เล่นในแผงหลังเติมขึ้นมาช่วยเกมรุกด้วย มาเตอุส นูเนส ถูกจับมาเล่นเป็นแบ็กขวาภายใต้การคุมทีมของเป๊ป และเขาจะเติมเกมขึ้นมาจากแดนหลัง ขณะเดียวกันก็ช่วยเปิดไฟเขียวให้กองกลางคนอื่นดันสูงขึ้นไปได้เมื่อเขาขยับเข้ามายืนในแดนกลาง ส่วนเด็กปั้นจากอะคาเดมีอย่าง นีโก โอไรลีย์ ก็ดันเกมจากแบ็กซ้ายขึ้นไปยืนในพื้นที่ว่างระหว่างไลน์ ด้วยประสบการณ์ที่เคยเล่นเป็นตัวรุกในระดับเยาวชน โอไรลีย์ มักจะขยับกลายไปเป็นมิดฟิลด์หมายเลข 10 ตัวที่สาม โดยหุบมาเล่นข้างในในขณะที่โดกูฉีกไปยืนกว้างริมเส้น นอกจากนี้เขายังรับหน้าที่เปิดบอลสั้นจากช่องในฝั่งซ้ายเหมือนที่เดอ บรอยน์ เคยทำจากอีกฝั่ง รวมถึงการสอดเข้าไปอยู่ในตำแหน่งลุ้นพังประตูด้วยตัวเอง
การเปลี่ยนหมากตรงนี้ทำให้มีผู้เล่นอัดแน่นอยู่ตรงกลางสนามพร้อมที่จะทำ "เคาน์เตอร์เพรสซิง" (การบีบพื้นที่เพื่อแย่งบอลคืนทันทีที่เสียบอล) เข้าบีบพื้นที่อย่างรวดเร็วและดุดันแทนที่จะต้องพึ่งพาแผงหลังที่ดุดันและแข็งแกร่งทางกายภาพ คราวนี้เป๊ปเลือกใช้จำนวนผู้เล่นตรงกลางสนามเพื่อหยุดยั้งการโต้กลับตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากการดึงตัว เป๊ป ไลน์เดอร์ส เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ช่วยโค้ช มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทีมอย่างเห็นได้ชัดในยามที่ไม่มีบอล เพราะซิตี้ตั้งรับแคบลงอย่างชัดเจน ในระบบไดมอนด์ 4-4-2 หรือทรง 4-2-3-1
บทสรุป
เครื่องหมายการค้าที่คงเส้นคงวาตลอดของ แมนฯ ซิตี้ ในยุคเป๊ป ก็คือความสามารถในการเซ็ตบอลขึ้นเกมมาจากแดนหลัง และการต่อบอลสั้นได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเคลื่อนที่และการซัพพอร์ตผู้เล่นที่ครองบอลอย่างยอดเยี่ยม และแน่นอน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือความสามารถในการกวาดถ้วยรางวัลเข้าตู้โชว์ปีแล้วปีเล่า คนที่จะเข้ามาแทนเขาย่อมเจองานที่ท้าทายอย่างมากในการทำให้ได้แบบเดียวกัน
จบบทความ
Credit: Coaches’ Voice
ฝากหน่อยนะครับ
https://www.facebook.com/share/p/1BDQfuePCb/
ผิดพลาดยังไงก็ขออภัยนะครับ