เคสน้าต๋อยลงทุนรร.5ดาวสูญเงิน10ล้าน
ลงทุน “โรงแรม 5 ดาว” ที่มีอยู่จริง แต่ “สูญเงินเกือบ 10 ล้าน” บทเรียนที่ทำให้ น้าต๋อย เซมเบ้ ‘แทบหมดตัว’ (จากเพจ Money Buffalo)
จากกรณีที่ น้าต๋อย เซมเบ้ ออกมาเปิดเผยว่า สูญเงินเกือบ 10 ล้านบาท จากการลงทุนในโครงการโรงแรมหรูที่จังหวัดภูเก็ต ขณะที่ยังมีผู้เสียหายอีกหลายรายเลยครับ
พี่ทุยเลยอยากชวนมาแกะโมเดลการลงทุนนี้แบบเข้าใจง่าย ๆ กันครับ ว่ามันทำงานอย่างไร เพราะเคสนี้มันมีจุดที่น่าสนใจมากคือ นี่ไม่ใช่การลงทุนที่ดูไกลตัว หรือเป็นแค่คำโฆษณา แต่มันคือ “โรงแรมจริง” โรงแรมระดับ 5 ดาวในภูเก็ตที่เปิดให้บริการแล้ว มีอาคารจริง มีนักท่องเที่ยวจริง และมีรีวิวในอินเทอร์เน็ตเต็มไปหมด
ลองนึกภาพนะครับ…รีสอร์ตหรู สระว่ายน้ำ ล็อบบี้สวย ห้องพักดูดี ทุกอย่างเหมือนโรงแรมที่ดำเนินธุรกิจปกติ จนถ้าเราไม่รู้เบื้องหลัง เราแทบไม่มีเหตุผลจะคิดเลยว่า “มันจะมีปัญหาได้ยังไง ?” และนี่แหละครับ คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้
1. จุดเริ่มต้นของการลงทุน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า การลงทุนแบบนี้ ไม่ใช่การซื้อหุ้นโรงแรม แต่เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คล้ายกับการซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า เพียงแต่เราไม่ต้องหาผู้เช่าเอง หรือในวงการเขาเรียกกันว่า IP (Investment Property) ฮะ
ยกตัวอย่างง่าย ๆ
สมมุติเราใช้เงิน 10 ล้านบาท ซื้อ "ห้องพัก" ในโครงการโรงแรมแห่งหนึ่งจากนั้นเราจะให้เจ้าของโครงการเป็นคนบริหารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหาลูกค้า รับจองห้อง หรือดูแลโรงแรม เราแทบไม่ต้องทำอะไรเลย หน้าที่ของเรามีแค่รอรับผลตอบแทนตามสัญญา
ในกรณีนี้ โครงการให้ข้อเสนอผลตอบแทนประมาณ 7% ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี และเมื่อครบสัญญา เจ้าของโครงการจะซื้อห้องคืน พร้อมจ่ายผลตอบแทนเพิ่มอีก 10% เท่ากับว่า ถ้าลงทุน 10 ล้านบาท รับผลตอบแทนปีละ 7% เป็นเวลา 5 ปี รวม 35% เมื่อครบสัญญา ได้โบนัสเพิ่มอีก 10%
รวมแล้วตลอด 5 ปี จะได้รับกำไรประมาณ 45% หรือเงินรวมประมาณ 4.5 ล้านบาท จากเงินต้น 10 ล้านบาท
ฟังดูแล้วเหมือนจะดีเกินจริงนิด ๆ แต่ก็เข้าใจได้นะครับ เพราะแทบจะเป็นการลงทุนที่มีคนทำธุรกิจแทนเราทั้งหมดเลยครับ และที่สำคัญ โครงการที่น้าต๋อยร่วมลงทุน ก็ไม่ใช่โครงการบนกระดาษนะครับ แต่เป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวในจังหวัดภูเก็ต ที่มีอยู่จริง เข้าไปดูได้จริง เปิดให้บริการจริงเลยฮะ
ตรงนี้แหละครับ ทำให้หลายคนรู้สึกมั่นใจและตัดสินใจลงทุน
2. แล้วเงิน 7% ที่เอามาจ่ายนักลงทุน มาจากไหน ?
คำตอบก็คือ… รายได้ของโรงแรม เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้าพัก โรงแรมก็มีรายได้จากค่าห้องพัก ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ เจ้าของโครงการจึงนำรายได้ส่วนหนึ่ง มาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้ผู้ลงทุน
พูดง่าย ๆ คือ ธุรกิจโรงแรมต้องสร้าง "กระแสเงินสด" ได้จริง ถึงจะมีเงินมาจ่ายผลตอบแทนตามที่สัญญาไว้
3. จุดเปลี่ยน เมื่อกระแสเงินสดเริ่มสะดุด
ช่วงแรก นักลงทุนหลายรายได้รับผลตอบแทนตามปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มมีการจ่ายล่าช้า จากจ่ายตรงเวลา กลายเป็นจ่ายไม่ครบ ก่อนจะหยุดจ่ายในที่สุด
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการนะครับว่า ปัญหาของโครงการนี้เกิดจากสาเหตุใด แต่ถ้ามองในเชิงโมเดลธุรกิจ จะเห็นว่าการให้ผลตอบแทน 6-7% ต่อปีเป็นเวลาหลายปี พร้อมทั้งมีเงื่อนไขรับซื้อทรัพย์สินคืนเมื่อครบสัญญา ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระทางการเงินค่อนข้างสูง
ขณะที่ธุรกิจโรงแรมเอง ก็เป็นธุรกิจที่มีต้นทุนคงที่จำนวนมาก ทั้งค่าพนักงาน ค่าบำรุงรักษา ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อีกทั้งอัตรากำไรของธุรกิจโรงแรมโดยทั่วไปก็ไม่ได้สูงมากนักเฉลี่ย 5-10% เท่านั้นเองครับ
ดังนั้น เมื่อรายได้หรือสภาพคล่องสะดุดลงเพียงช่วงหนึ่ง แรงกดดันต่อระบบการจ่ายเงินทั้งหมดจึงเริ่มเกิดขึ้น และนั่นคือจุดที่ “การจ่ายเงิน” เริ่มไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
4. เมื่อเงินไม่ถูกจ่าย สิ่งที่เหลืออยู่คือ “สัญญา”
เมื่อผลตอบแทนเริ่มจ่ายไม่ครบ และท้ายที่สุดหยุดจ่ายไป ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องการลงทุนอีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็นเรื่องของ “สิทธิ์ตามสัญญา” เพราะในความเป็นจริง สิ่งที่นักลงทุนถืออยู่ ไม่ใช่โรงแรมหรือกิจการ แต่เป็นเพียง “สิทธิ์ตามสัญญา” ที่ระบุเงื่อนไขการรับผลตอบแทน และการรับซื้อคืนในอนาคตเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อบริษัทเริ่มขาดสภาพคล่องและไม่สามารถทำตามเงื่อนไขได้ สิ่งที่นักลงทุนทำได้จึงไม่ใช่การเข้าไปจัดการโรงแรม แต่คือการใช้ “สัญญา” เป็นหลักฐานในการเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง
และเมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินต้นคืน ปัญหาจึงขยับไปสู่กระบวนการทางกฎหมาย และการฟ้องร้องตามที่เห็นได้ในข่าวครับ
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้น่าจะเป็นอีกเคสที่น่าเห็นใจกันนะครับ เพราะฝั่งนักลงทุนเอง หลายคนก็ตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นได้จริงทั้งหมด ทั้งโครงการที่สร้างเสร็จ โรงแรมที่เปิดให้บริการจริง เอกสารสัญญาที่ชัดเจน และภาพทุกอย่างที่ดูเหมือนเป็นการลงทุนที่จับต้องได้ ซึ่งมันไม่ใช่การลงทุนที่ดูเสี่ยงแบบที่มองออกตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ
แต่พอผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นอย่างที่คิด สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่แค่ตัวเลขการขาดทุน แต่มันกระทบทั้งความรู้สึก ความเชื่อใจ และเงินก้อนสำคัญของชีวิตคนจริง ๆ เคสนี้เลยทำให้เห็นว่า ต่อให้เป็นการลงทุนที่ “ดูจับต้องได้” แค่ไหน ก็ยังมีความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี