สุมาสู VS สุมาเจียว : ใครซ่อนคมได้เหมือนสุมาอี้
ในบรรดายอดคนยุคสามก๊ก
สุมาอี้เป็นคนที่ซ่อนตัวตน
งำประกายได้เก่งที่สุดคนหนึ่ง
เขาเป็นคนที่ขงเบ้งยังต้องระวัง
เป็นคนที่โจผีใช้งาน แต่ก็ไม่เคยไว้ใจเต็มที่
และเป็นคนที่ราชวงศ์วุยรู้ว่าอันตรายแต่ก็ปลดไม่ลง
เพราะสุมาอี้ไม่ใช่คนประเภทชักดาบใส่ใครพร่ำเพรื่อ
เขาเลือกเก็บคมไว้ในฝัก
ยอมก้มหัว ยอมเงียบ ยอมถูกดูแคลน
เพื่อรอวันที่อีกฝ่ายประมาท
น่าสนใจว่าลูกชายสุดโหดของเขาทั้งสอง
ระหว่าง “สุมาสู” กับ “สุมาเจียว”
“ใครสืบทอดความน่ากลัวแบบสุมาอี้ได้มากกว่ากัน”
และเรื่องหนึ่งที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด
เกิดขึ้นก่อน “รัฐประหารสุสานโกเบงเหลง” เพียงคืนเดียว
● คืนก่อนโค่นโจซอง
พงศาวดารจิ้นซูมีบันทึกเอาไว้ว่า
ตอนสุมาอี้ตัดสินใจลงมือกำจัดโจซอง
เขาวางแผนทั้งหมดอย่างลับที่สุด
คนที่รู้เรื่องมีเพียง “สุมาสู” ลูกชายคนโต
ส่วน “สุมาเจียว” ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้น
จนกระทั่งเย็นวันก่อนลงมือ
สุมาอี้จึงเรียกสุมาเจียวมาบอกความจริง
คืนนั้น สุมาอี้แอบส่งคนไปสังเกตลูกชายทั้งสอง
ผลที่ได้ต่างกันชัดเจน
สุมาสูนอนหลับได้ตามปกติ
แต่สุมาเจียวกลับกระสับกระส่าย พลิกตัวไปมาทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น สุมาสูยังออกมาจัดกำลังทหาร
ควบคุมสถานการณ์ทั้งในและนอกเมืองอย่างเป็นระเบียบ สีหน้าไม่เปลี่ยน
สุมาอี้เห็นแล้วจึงพูดว่า
“ลูกคนนี้ สุดท้ายแล้วไว้ใจได้”
เพียงเหตุการณ์เดียว ก็ทำให้เห็นความต่างของพี่น้องคู่นี้แทบทั้งหมด
● สุมาสู : ความนิ่งที่น่ากลัว
แม้สุมาสูไม่ใช่คนโดดเด่นแบบนักรบ
ไม่ได้มีภาพจำแบบแม่ทัพตะโกนสั่งทัพกลางสนามรบ
แต่สิ่งที่เขาน่ากลัว คือ “นิ่ง”
นิ่งจนคนอ่านไม่ออก
นิ่งจนควบคุมอารมณ์ตัวเองได้แม้คืนก่อนเปลี่ยนแผ่นดิน
นิ่งจนสามารถทำเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต เหมือนเป็นงานธรรมดา
นี่คือสิ่งที่เหมือนสุมาอี้ที่สุด
เพราะสุมาอี้เองก็ใช้ชีวิตการเมืองแบบนี้มาตลอด
แกล้งป่วยได้หลายปี
ทำเป็นชราไร้พิษภัย
ยอมถอยเมื่อยังไม่ถึงเวลา
และลงมือเมื่ออีกฝ่ายตายใจแล้วเท่านั้น
คนแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องพูดมาก
ไม่จำเป็นต้องแสดงความทะเยอทะยานออกหน้า
เพราะความเงียบของเขา คืออาวุธ
● สุมาเจียว : ความทะเยอทะยานที่เปิดเผย
ส่วนสุมาเจียวเขสเองก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ
ตรงกันข้าม เขาอาจเด็ดขาดกว่า
กล้าตัดสินใจกว่า
และมีพลังทางการเมืองสูงกว่าพี่ชายเสียอีก
ปัญหาคือ
เขา ซ่อนประกายไม่มิด
จนเกิดวลีอมตะในประวัติศาสตร์จีน
“น้ำใจสุมาเจียว คนเดินเที่ยวย่อมรู้ทั่ว”
(司马昭之心,路人皆知)
หมายถึง ความคิดในใจของสุมาเจียว ใคร ๆ ก็ดูออก
ทุกคนรู้ว่าเขากำลังสะสมอำนาจ
ทุกคนรู้ว่าเขากำลังเข้าใกล้บัลลังก์
แม้เขาจะยังไม่ประกาศอะไรตรง ๆ ก็ตาม
นี่ต่างจากสุมาอี้โดยสิ้นเชิง
เพราะสุมาอี้น่ากลัวตรงที่
ไม่มีใครแน่ใจว่าเขาคิดอะไร
แต่สุมาเจียวนั้น
คนทั้งเมืองแน่ใจหมดแล้ว
คนหนึ่งซ่อนคม อีกคนไม่จำเป็นต้องซ่อน
สุมาสูเติบโตในยุคที่ตระกูลสุมายัง “ต้องระวังตัว”
พลาดครั้งเดียวอาจถูกกำจัดทั้งตระกูล
ดังนั้นเขาจึงเรียนรู้การเก็บอาการแบบพ่อ
แม้ภายหลังยึดอำนาจได้แล้ว
ก็ยังต้องระแวดระวังภัยการเมืองภายในอยู่อีกมาก
แต่เมื่อมาถึงยุคสุมาเจียว
อำนาจตระกูลสุมาแทบครอบงำราชวงศ์วุยหมดแล้ว
เขาจึงไม่จำเป็นต้อง “ซ่อน” มากเท่ารุ่นก่อน
สุมาอี้ใช้ “ความเงียบ” เพื่อขึ้นสู่อำนาจ
แต่สุมาเจียวใช้ “อำนาจ” จนไม่ต้องปิดบังความคิดอีกต่อไป
● ใครงำประกายได้เหมือนสุมาอี้มากกว่า?
ถ้าพูดถึง “ความสามารถทางการเมือง” ทั้งคู่ล้วนยอดเยี่ยม
แต่ถ้าถามว่า
ใครสืบทอด “ความน่ากลัวแบบสุมาอี้” ได้มากกว่า
คำตอบคงเป็น “สุมาสู”
เพราะความน่ากลัวของสุมาอี้
ไม่ใช่ความดุดัน
ไม่ใช่ความโหดเหี้ยม
แต่คือการทำให้คนตายใจ
และสุมาสู คือคนที่มีเงาของพ่ออยู่มากที่สุดในด้านนั้น
ส่วนสุมาเจียว
แม้สุดท้ายจะผลักตระกูลสุมาเข้าใกล้ราชบัลลังก์ยิ่งกว่าใคร
แต่เขาไม่ใช่ “มีดในฝัก” แบบสุมาอี้อีกแล้ว
เขาคืออำนาจที่ทุกคนมองเห็นชัด
จนแม้แต่คนเดินถนนยังรู้ว่า
วันหนึ่ง… แผ่นดินนี้คงไม่ใช่ของตระกูลโจอีกต่อไปแล้ว
Credit : Facebook คุยสามก๊ก ถกไซ่ฮั่น