บอร์ดอุทยานฯ มีมติเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน 155,865 ไร่
15 มิ.ย. 2026 บอร์ดอุทยานฯ มีมติเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน 155,865 ไร่ รัฐมนตรีฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่ามุ่งแก้ปัญหาสิทธิที่ดินทำกินให้ประชาชน แต่สังคมยังคงตั้งคำถามถึง "รีสอร์ทหรูและบ้านพักตากอากาศ" ของนายทุนซุกซ่อนอยู่ด้วยหรือไม่ ?
ผมมี issues ที่อยากนำเสนอต่อสังคม ชวนให้เราคิดต่อไป ดังนี้ครับ
1) จากมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 กรมอุทยานฯ ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 8 ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชนที่เกี่ยวข้อง และประชาชนทั่วประเทศ ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการเพิกถอนพื้นที่ 2.6 แสนไร่ เพื่อนำไปออกเป็น ส.ป.ก. หรือพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่อุทยานฯ
ผลปรากฏว่ามีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นถึง 886,524 คน โดยมีผลดังนี้
ไม่เห็นด้วย : 842,570 คน
เห็นด้วย : 34,798 คน
ความเห็นไม่สอดคล้อง : 9,156 คน
นี่คือเสียงบริสุทธิ์ของประชาชน กำลังจะไร้ความหมาย คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ กำลังจะเมินเฉยและละเมิดสิทธิในการหวงแหนทรัพยากรของประชาชน ใช่หรือไม่?
2) ข้อมูลจาก Environman ระบุว่า รัฐอาจจะกำลัง "สองมาตรฐาน" ? ปัญหาที่ดินที่ซ่อนเงื่อน
ในพื้นที่ที่ถูกเสนอเพิกถอน มีการทับซ้อนของคน 2 กลุ่ม
1. กลุ่มเกษตรกร : พื้นที่ทับซ้อน ส.ป.ก. ราว 53,416 ไร่ จุดนี้สังคมเข้าใจได้ว่าสมควรส่งมอบเพื่อคืนสิทธิให้คนจน
2. นายทุนผู้บุกรุก : เจ้าของรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ นักการเมือง และข้าราชการ ข้อมูลชี้ว่า มีพื้นที่กว่า 1.5 แสนไร่ถูกจับจองโดยกลุ่มรีสอร์ต มีคดีที่ยังไม่สิ้นสุดกว่า 400 คดี (รวมคดี "88 การ์มองเต้ รีสอร์ต" อันโด่งดัง) กรมอุทยานฯ ดำเนินคดีผู้บุกรุกไปแล้ว 493 ราย รุกที่กว่า 11,068 ไร่ แต่รื้อถอนได้จริงแค่ 130 ราย เพราะนายทุนมีเงินและเส้นสายยื้อคดีในศาลปกครองได้ยาวนาน
ที่น่ากังวลคือการ "ชะลอเพิกถอนพื้นที่สีชมพู 109,420 ไร่" เพื่อให้เวลาพิสูจน์สิทธิ์ 6 เดือน การเปลี่ยนสถานะที่ดินนี้อาจทำให้ฐานทางกฎหมายในการดำเนินคดีอ่อนลง และกลายเป็นการ "ฟอกขาว" ให้กลุ่มทุนหลุดคดีและครอบครองที่ดินมูลค่ามหาศาลได้อย่างชอบธรรม ใช่หรือไม่?
ข้อมูลสำคัญที่ผมอยากฝากไว้ว่าทำไมเราต้องช่วยรักษาอุทยานฯป่าทับลาน
เพราะทับลาน ไม่ใช่แค่ป่าธรรมดา แต่ทับลานเป็นอุทยานฯ ที่ใหญ่ที่สุดในอีสาน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดย UNESCO
1. บ้านของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ : ผืนป่าแห่งนี้คือความหวังอันดับ 2 ของไทย ในการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ซึ่งปัจจุบันพบในพื้นที่อย่างน้อย 20 ตัว จากที่เหลือไม่ถึง 4,000 ตัวทั่วโลก
2. เส้นเลือดใหญ่ของภูมิภาค : เป็นป่าต้นน้ำที่กักเก็บและหล่อเลี้ยงแม่น้ำนครนายก, ปราจีนบุรี, ลำตะคอง, มวกเหล็ก และมูล
3. ความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ : หากป่าถูกหั่นเป็นชิ้น เส้นทางอพยพสัตว์ป่าจะถูกตัดขาด ช้างจะบุกรุกพื้นที่เกษตร สัตว์จะเกิดภาวะเลือดชิด นำไปสู่การสูญพันธุ์
ที่มา ...tootsyreview
น่าสนใจตรงข้อ 2 เพราะมันมีคดีคาที่ศาลปกครอง ถ้าสามารถยื้อไว้ได้ที่ตรงนั้นก็อาจถูกครอบครองโดยนายทุน มีที่ไหนวะ เพิกถอนที่ดินเป็นแสนไร่ในคราเดียว เกษตรกรได้มาแค่หยิบมือเท่านั้นล่ะ สุชาติมึงไปอยู่ไหนก็เดือดร้อนทุกที่เลยนะ นี่ล่ะผลพวงจากการที่ไม่ยอมให้นับคะแนนใหม่ เวรเอ้ยยย