รู้หรือไม่?! ทำไมบอลโลกมีแต่สตั๊ดชมพู
แฟนบอลหลายคนเริ่มตาค้างหลังเกมรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2026 เพราะนอกจากฟอร์มในสนามแล้ว สิ่งที่เด่นสะดุดตาแทบทุกคู่คือ “สตั๊ดสีชมพูสด” ที่โผล่เต็มผืนหญ้าแบบไม่ได้นัดหมาย ตามรายงานจาก GiveMeSport
ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดา เป็นเจ้าภาพร่วม เปิดฉากเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และมีแข้งจากหลายทีมเลือกใส่รองเท้าสีชมพูจัดจ้านลงโชว์ของกันเพียบ หนึ่งในนั้นคือ ซน ฮึง-มิน กัปตันทีมชาติเกาหลีใต้ หรือทัพ “โสมขาว” ที่ใส่ลงดวล เช็ก ในกลุ่มเอ
อดีตตำนาน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งปัจจุบันค้าแข้งกับ ลอสแอนเจลิส เอฟซี ไม่ใช่คนเดียวในทีมที่หยิบสีนี้มาใช้ เพราะเพื่อนร่วมชาติบางรายก็ใส่ตามด้วย เช่นเดียวกับเกมกลุ่มเอช ระหว่าง ซาอุดีอาระเบีย “เหยี่ยวมรกต” กับ อุรุกวัย “จอมโหด” รวมถึงเกมเปิดสนามของ อิหร่าน เจอกับ นิวซีแลนด์
เบน วอร์เรน ผู้ก่อตั้ง บีดับเบิลยู บูตส์ ยูเค ร้านที่เชี่ยวชาญรองเท้าสตั๊ดหายากและคลาสสิก ซึ่งจัดหารองเท้าให้แข้งฟุตบอลโลกหลายราย มองว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญธรรมดา
"หลายคนบอกว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ แต่มันเกิดขึ้นถี่เกินไป แบรนด์ต่าง ๆ กำลังออกรองเท้าในโทนสีใกล้เคียงกัน เราเห็นรองเท้าที่หน้าตาคล้ายกันในช่วงไม่กี่ปีหลัง แต่ฟุตบอลโลกครั้งนี้แทบจะเป็นสีเดียวกันเป๊ะ" วอร์เรน เริ่มกล่าว
ฝั่งไนกี้, อาดิดาส, พูม่า, นิว บาลานซ์ และสเก็ตเชอร์ส ต่างส่งรองเท้าสีชมพูสดหลายเวอร์ชันให้ผู้เล่นใช้งาน โดย โอดิงก้า นิมาโก้ หนึ่งในทีมระดับสูงของฝ่ายรองเท้าฟุตบอลไนกี้ อธิบายว่า ความต้องการสีจัด ๆ จากทั้งนักเตะและผู้บริโภคคือจุดเริ่มต้นของเทรนด์นี้
"สิ่งที่เราได้ยินอย่างต่อเนื่องจากนักกีฬาและผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญ คือสีสว่างช่วยเพิ่มความมั่นใจให้พวกเขา นั่นคือจุดตั้งต้นของเรา สีชมพูเป็นหนึ่งในสีที่ช่วยขยายความมั่นใจนั้น" นิมาโก้ กล่าวต่อ
ไนกี้ยังพบจากการทดลองในสนามว่า ไม่มีสีไหน “เด้ง” ออกจากพื้นหญ้าสีเขียวได้ชัดเท่าสีชมพู ไม่ว่าจะมองจากอัฒจันทร์หรือผ่านหน้าจอโทรทัศน์และสมาร์ตโฟน ทำให้ทั้งรองเท้าและโลโก้แบรนด์ถูกจดจำได้ทันทีจากระยะไกล
อีกปัจจัยคือเอเจนซี่เทรนด์ระดับโลกเคยคาดไว้ตั้งแต่ปี 2024 ว่าสี “ชมพูฟูเชียไฟฟ้า” จะเป็นสีฮิตประจำซัมเมอร์พอดีกับช่วงที่แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มวางไลน์สินค้าฟุตบอลโลก 2026 งานนี้เลยไม่แปลกที่บอลโลกหนนี้จะกลายเป็นเวทีที่พื้นหญ้าถูกสาดด้วยสีชมพูแบบเต็มตา
ขอขอบคุณแหล่งข่าวและรูปภาพจาก
GiveMeSport