ฟานไดค์ลั่นกลองรบ! 'อัศวินสีส้ม' ล่าบอลโลกหนท้าย
เวอร์จิล ฟานไดค์ เตรียมนำเนเธอร์แลนด์ลุยฟุตบอลโลก 2026 ด้วยภารกิจที่อาจเป็นครั้งสุดท้ายของเขาบนเวทีนี้ โดย “อัศวินสีส้ม” จะเปิดหัวกลุ่ม เอฟ ดวลญี่ปุ่นในวันอาทิตย์นี้
กัปตันทีมดัตช์จะอายุครบ 35 ปี ก่อนรอบก่อนรองชนะเลิศเริ่มต้นเพียงวันเดียว และก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยส่งสัญญาณว่านี่อาจเป็นการสั่งลาทีมชาติ หลังพาทีมคว้าตั๋วไปสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ด้วยชัยชนะเหนือลิทัวเนียเมื่อเดือนพฤศจิกายน
เกมดังกล่าวยังเป็นนัดที่ฟานไดค์สวมปลอกแขนนำชาติเป็นครั้งที่ 72 ทำลายสถิติเดิมของแฟรงค์ เดอ บัวร์ พร้อมกล่าวกับเพื่อนร่วมทีมแบบสุดซึ้งหลังตีตั๋วเข้าสู่รอบสุดท้ายได้สำเร็จ
"ก่อนอื่น ผมอยากขอบคุณทุกคนที่นี่ ทั้งนักเตะ สตาฟฟ์ และทุกคนที่ทำงานอย่างหนักอยู่เบื้องหลัง" ฟานไดค์ เริ่มกล่าว
"ผมภูมิใจที่ได้เป็นกัปตันของออรันเย่ และได้ลงนำพวกคุณทุกครั้ง ผมตื่นเต้นกับรอบสุดท้ายแล้ว และอยากประสบความสำเร็จไปด้วยกัน ผมภูมิใจในตัวพวกคุณทุกคน พวกคุณคือกลุ่มที่ยอดเยี่ยม และเรามีคุณภาพมากมาย มาลุยเพื่อความสำเร็จไปด้วยกัน" กัปตันฟานไดค์ กล่าวต่อ
แม้เซ็นเตอร์แบ็กจากลิเวอร์พูลจะกวาดแชมป์ระดับสโมสรครบทุกใบ นับตั้งแต่ย้ายมาเป็นกองหลังค่าตัวแพงสุดของโลกเมื่อเดือนมกราคม 2018 แต่กับทีมชาติกลับเจอแต่แผลใจ โดยฟุตบอลโลก 2022 เขาเป็นคนพลาดจุดโทษสำคัญ ก่อนเนเธอร์แลนด์พ่ายอาร์เจนตินาในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
หลังได้รับปลอกแขนกัปตันเมื่อเดือนมีนาคม 2018 เนเธอร์แลนด์กลับมาเป็นทีมลุ้นแชมป์บนเวทีใหญ่ ทั้งรองแชมป์เนชั่นส์ ลีก 2019, เข้ารอบก่อนรองฯ ฟุตบอลโลก 2022 และพ่ายอังกฤษช่วงท้ายเกมในรอบตัดเชือกยูโร 2024 ขณะที่ทัวร์นาเมนต์เดียวที่ฟานไดค์ไม่ได้เล่นเพราะพักฟื้นเอ็นไขว้หน้า ทีมกลับร่วงรอบ 16 ทีมยูโร 2020 แบบพลิกล็อกต่อเช็ก
นอกจากเกมรับที่แน่นปึ้ก ฟานไดค์ยังมีอาวุธลูกตั้งเตะ โดยทำไปแล้ว 12 ประตูให้ทีมชาติ และเพิ่งผ่านซีซั่นยิงดีที่สุดกับลิเวอร์พูล กดไป 8 ประตูรวมทุกรายการ แม้เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นฤดูกาลที่ “ยากที่สุด” ในอาชีพที่แอนฟิลด์ แต่ยังลงสนามมากกว่านักเตะเอาท์ฟิลด์ทุกคนใน 5 ลีกใหญ่ยุโรป
โรนัลด์ คูมัน จึงต้องฝากความหวังให้กัปตันรายนี้คุมทัพอีกครั้ง เพื่อพาเนเธอร์แลนด์ที่เคยเป็นรองแชมป์โลก 3 สมัย ไล่ล่าถ้วยใบแรกให้ได้ โดยเป้าหมายคือชูโทรฟี่ที่เม็ตไลฟ์ สเตเดี้ยม รัฐนิวเจอร์ซีย์ วันที่ 19 กรกฎาคม ซึ่งอาจตรงกับการลงเล่นทีมชาตินัดที่ 100 ของฟานไดค์พอดี
ขอขอบคุณแหล่งข่าวและรูปภาพจาก
Sky Sports Football