หรูแต่ไม่สุด! 'สิงโต' ปักแคมป์แคนซัสแลกพื้นที่ส่วนตัว
ทีมชาติอังกฤษเลือกปักหลักที่แคนซัส ซิตี้ สำหรับฟุตบอลโลก 2026 โดยได้โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวเป็นฐานบัญชาการ แต่ดีลนี้ไม่ได้เนี้ยบไปทุกมุม เพราะต้องแลกกับข้อจำกัดเรื่องความเป็นส่วนตัวและพื้นที่ใช้สอย
ปกติสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ มักขึ้นชื่อเรื่องการจัดแคมป์ทัวร์นาเมนต์ใหญ่แบบจัดเต็ม ทั้งที่พัก, สิ่งอำนวยความสะดวก และบรรยากาศรอบทีม แต่คราวนี้ตัวเลือกไม่ได้เปิดกว้างนัก เนื่องจาก FIFA ให้สิทธิ์ชาติที่มีเกมรอบแบ่งกลุ่มในพื้นที่นั้นก่อน
โปรแกรมของอังกฤษอยู่ห่างจากแคนซัสพอสมควร โดยต้องเดินทางไปดัลลัสราว 500 ไมล์, บอสตัน 1,300 ไมล์ และนิวเจอร์ซีย์ 1,200 ไมล์ อย่างไรก็ตาม “สิงโตคำราม” ยังเลือกแคนซัส ซิตี้ เพื่อคุมเวลาเดินทางด้วยเครื่องบินในสหรัฐฯ ไม่ให้เกิน 3.5 ชั่วโมงต่อไฟลต์
ปัญหาคือเมื่อเลือกฐานนี้ อังกฤษต้องเบียดแย่งสิ่งอำนวยความสะดวกกับเนเธอร์แลนด์ และอาร์เจนตินา แชมป์โลก ซึ่งต่างมีเกมรอบแบ่งกลุ่มในรัฐมิสซูรี ทำให้ทีมของเอฟเอได้สิทธิ์เลือกเป็นลำดับสาม
ถึงอย่างนั้น โรงแรมของอังกฤษไม่ได้ขาดความหรู ตัวอาคารเป็นบูติกโฮเทล 5 ดาว ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนสวย น้ำพุ และสนามหญ้าสีเขียวเข้มแบบอเมริกันเต็มกลิ่น แต่สวนเหล่านั้นไม่ได้ปิดตายเฉพาะทีมชาติอังกฤษ และตัวโรงแรมก็เล็กมาก มีเพียง 54 ห้องหรู พร้อมพื้นที่กลางแจ้งแบบเป็นส่วนตัวค่อนข้างจำกัด
รอบโรงแรมเป็นย่านอสังหาริมทรัพย์ราคาแพง สนามหญ้าและสวนถูกดูแลอย่างเนี้ยบ ทำให้ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ชาวบ้านฐานะดีในละแวกนั้นจะอยู่ห่างจากแข้งดังระดับโลกเพียงไม่กี่ร้อยเมตร
เอฟเอพยายามเนรมิตพื้นที่ให้เข้ากับทีมมากที่สุด ทั้งปลูกต้นไม้เพิ่มเพื่อบังแดดและเพิ่มความเป็นส่วนตัว จัดมุมนั่งพักให้นักเตะ รวมถึงตั้งเต็นท์สีขาวขนาดใหญ่ที่อัดแน่นด้วยระบบแอร์และอุปกรณ์ฟิตเนสสำหรับซ้อมเสริม
ห้องพักของนักเตะแต่ละคนจะถูกปรับแต่งเฉพาะตัว ทั้งเครื่องนอน หมอน และภาพคนรักจากบ้านเกิด อีกทั้งมีช่อง Sky Sports ครบในทุกห้อง พร้อมลุ้นมีแขกดังแวะมาเอนเตอร์เทนเหมือนครั้งก่อนๆ ที่ บรูคส์ เคปก้า เคยออกรอบกับแข้งสายกอล์ฟ และ เอ็ด ชีแรน เคยมาเล่นดนตรีในแคมป์ยูโรที่เยอรมนี
สุดท้าย อังกฤษเลือกโลจิสติกส์มาก่อนฐานซ้อมในฝัน เพราะทั้งอากาศร้อนและเวลาเดินทางอาจเป็นศัตรูตัวฉกาจในฟุตบอลโลกครั้งนี้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือความเป็นส่วนตัวและพื้นที่ ซึ่งอาจไม่สุดเหมือนภาพจำของแคมป์ “สิงโตสามตัว” ในอดีต
ขอขอบคุณแหล่งข่าวและรูปภาพจาก
Sky Sports Football