เอแดร์ซอน' ติดโผแซมบ้า-ผีได้ยิ้ม
เอแดร์ซอนอาจยังไม่ถูกนับเป็นนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแบบเต็มตัวในทางการ แต่แค่ดีลมูลค่า 38.3 ล้านปอนด์ไปโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดถูกยืนยัน ชื่อของเขาก็เหมือนเริ่มฉายแววบนเวทีใหญ่ทันที หลังถูกเรียกติดทีมชาติบราซิลชุดฟุตบอลโลกแบบเซอร์ไพรส์
ก่อนหน้านี้มิดฟิลด์จากอตาลันต้าถูก "ขุนพลแซมบ้า" มองข้ามมานานถึง 16 เดือน และตลอด 4 ปีที่เล่นได้โดดเด่นกับ "เทพธิดา" เขาเพิ่งได้ลงเล่นให้ทีมชาติไปแค่ 3 นัดเท่านั้น ทว่าการเรียกติดโผครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 5 วันหลังดีลย้ายซบ "ปีศาจแดง" ถูกคอนเฟิร์ม
เดิมทีโอกาสเปิดขึ้นเพราะเวสลี่เจ็บจนต้องถอนตัว แต่ประเด็นน่าสนใจคือเวสลี่เป็นฟูลแบ็ก ขณะที่คาร์โล อันเชล็อตติเลือกหนีบเอแดร์ซอนเข้ามาแทน นั่นเหมือนเป็นสัญญาณว่านายใหญ่บราซิลต้องการเติมพลังในแดนกลางมากกว่าเดิม
เอแดร์ซอนเคยเล่นให้บราซิลในเกมอุ่นเครื่องเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2024 รวมถึงเกมคัดฟุตบอลโลกกับอาร์เจนตินาในปี 2025 แต่เวลารวมในสีเสื้อทีมชาติยังมีเพียง 107 นาทีเท่านั้น ดังนั้นทัวร์นาเมนต์นี้จึงเป็นโอกาสทองให้แข้งวัยใกล้ 27 ปีได้โชว์ของต่อหน้าอันเชล็อตติ
ที่น่าสนุกกว่านั้นคือเขาอาจได้ลงสนามเคียงข้างคาเซมิโร่ คนที่เจ้าตัวมีลุ้นเข้ามาแทนที่ในถิ่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยดาวเตะวัย 34 ปียังเป็นแกนหลักของบราซิล เช่นเดียวกับบรูโน่ กิมาไรส์ ส่วนอีกหนึ่งตำแหน่งในแดนกลางยังเปิดกว้าง แม้ลูคัส ปาเกต้าจะดูเป็นตัวเลือกที่มีภาษีดีที่สุด
ฝั่ง "ผีแดง" น่าจะโล่งใจไม่น้อยที่เดินเกมปิดดีลกับอตาลันต้าไว้ก่อน หลังแอตเลติโก มาดริดถอนตัวจากการล่า ทำให้ยูไนเต็ดตกลงค่าตัวเบื้องต้น 35 ล้านปอนด์ได้สำเร็จ โดยเอแดร์ซอนเตรียมเซ็นสัญญาถึงปี 2030 พร้อมออปชั่นขยายเพิ่มอีก 1 ปี หลังจบทัวร์นาเมนต์และผ่านการตรวจร่างกาย
ด้วยสัญญากับอตาลันต้าที่เหลือแค่ปีเดียว และนักเตะไม่มีทีท่าจะต่อสัญญา ดีลนี้จึงดูเป็นจังหวะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าได้ค่อนข้างคุ้ม เพราะหากเอแดร์ซอนระเบิดฟอร์มในอเมริกาเหนือ ค่าตัว 38.3 ล้านปอนด์อาจกลายเป็นราคาที่ถูกลงทันทีในสายตาแฟนบอล
ยังมีโดมิโนแดนกลางอีกหลายตัวที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยยูไนเต็ดชื่นชอบมาเธอุส เฟร์นานเดส และอาจเสริมผู้เล่นตำแหน่งนี้ 2-3 ราย แต่สำหรับเอแดร์ซอน นี่คือเวทีสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้ย้ายมาเป็นแค่ตัวหมุนเวียน หากจบทัวร์นาเมนต์ด้วยฟอร์มเด่น โอกาสยึดพื้นที่ที่แคร์ริงตันก็จะยิ่งชัดขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งข่าวและรูปภาพจาก
Manchester Evening News