พญาอินทรีบุกยึดบอลยุโรป? เงินมะกันเขย่าพรีเมียร์ลีก
ฟุตบอลโลกกำลังจะบุกสหรัฐฯ แต่การ “เทกโอเวอร์แบบไม่ลับ” ของทุนอเมริกันในวงการลูกหนังยุโรปนั้นปูทางมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งฉายแววจากกลิ่นอายฮอลลีวูดในศึกคลับ เวิลด์ คัพ
ในฤดูกาล 2025/26 พรีเมียร์ลีกมีถึง 13 จาก 20 สโมสรที่มีผู้ถือหุ้นชาวอเมริกันอย่างน้อยในระดับเสียงข้างน้อย ขณะที่ลีกท็อปไฟว์ยุโรปมีสัดส่วนสโมสรที่มีทุนมะกันถือหุ้นแตะ 32 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่นับทีมระดับรองลงมาอย่างเร็กซ์แฮมและเบอร์มิงแฮมที่กลายเป็นตัวอย่างชัดเจน
ความนิยมฟุตบอลในแดน “พญาอินทรี” ก็พุ่งแรงไม่ธรรมดา ผลศึกษาของนีลเส็นระบุว่าในปี 2025 มีการรับชมฟุตบอลในสหรัฐฯ เกือบ 80,000 ล้านนาที และ 33 เปอร์เซ็นต์ของประชากรอเมริกันคาดว่าตัวเองจะสนใจฟุตบอลมากขึ้นในอีก 18 เดือนข้างหน้า
จุดเปลี่ยนสำคัญถูกโยงกลับไปหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวเร็วกว่าในยุโรป ทำให้เศรษฐีและมหาเศรษฐีอเมริกันมีทุนพร้อมทุ่ม แต่กีฬาใหญ่ในบ้านตัวเองอย่างเอ็นเอฟแอล, เอ็นบีเอ, เอ็มแอลบี และเอ็นเอชแอลเป็นระบบแฟรนไชส์ปิด ราคาสูงลิ่วและเจ้าของเดิมไม่รีบขาย
"ถ้าคุณจะซื้อทีมเอ็นเอฟแอล ต้องใช้เงินระหว่าง 5,000 ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ นั่นทำให้นักลงทุนมั่งคั่งจำนวนมากถอย ทางเลือกคือมองข้ามมหาสมุทรมาแทน" คีแรน แม็กไกวร์ ผู้เชี่ยวชาญการเงินฟุตบอล เริ่มกล่าว
เสน่ห์ของฟุตบอลอังกฤษคือมูลค่ายังต่ำกว่ากีฬายักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด แม้นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด หรือ “สาลิกาดง” จะถูกฟอร์บส์จัดเป็นทีมมูลค่าสูงอันดับ 8 ของพรีเมียร์ลีกและอันดับ 19 ของโลกในปี 2025 แต่ยังมีมูลค่าน้อยกว่าโคลัมบัส บลู แจ็คเก็ตส์ ทีมมูลค่าต่ำสุดในเอ็นเอชแอล ทั้งที่ยอดผู้ติดตามโซเชียลและความจุเซนต์ เจมส์ พาร์คเหนือกว่าหลายเท่า
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แฟนบอลยุโรปเริ่มหวั่นคือแนวคิดแบบอเมริกันที่เน้นโกยรายได้จากสินทรัพย์ให้มากที่สุด ทั้งค่าตั๋ว ประสบการณ์วันแข่งขัน และการปรับสินค้าให้ขายโทรทัศน์ง่ายขึ้น แม็กไกวร์ชี้ว่ากีฬาอเมริกันได้เปรียบเพราะไม่มีตกชั้น มีระบบดราฟต์ และมีช่วงโฆษณาถี่ ต่างจากฟุตบอลที่เล่นครึ่งละ 45 นาทีแทบไม่มีช่องให้ขายโฆษณา
ฝั่งอดัม ซอมเมอร์เฟลด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมองว่าอังกฤษยังเป็นตลาดที่ “น่าลงทุนที่สุด” เมื่อเทียบกับอิตาลีที่ทำธุรกรรมยาก เยอรมนีติดโมเดล 50+1 และฝรั่งเศสมีปัญหาดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด โดยเขายังเชื่อว่าทุนอเมริกันจะเดินหน้าบุกตลาดต่อไป ทั้งจากไพรเวตอิควิตี้ มหาเศรษฐีตระกูลใหญ่ และเจ้าของทีมจากกีฬาใหญ่ในสหรัฐฯ
"ผมยังยืนยันคำเดิม มันอาจช้าลงเล็กน้อยตามวัฏจักรการลงทุน แต่ยากจะเห็นว่านักลงทุนกลุ่มถัดไปจะมาจากไหน ผมคิดว่ามันจะยังเป็นอเมริกันต่อไป" ซอมเมอร์เฟลด์ กล่าวทิ้งท้าย
เมื่อฟุตบอลโลก 2026 กำลังทำให้สหรัฐฯ อยู่กลางสปอตไลต์ ลูกหนังอังกฤษจึงไม่ได้เจอแค่กระแสแฟนบอลใหม่ แต่กำลังเจอกับทุนใหม่ แนวคิดใหม่ และคำถามใหญ่กว่าเดิมว่าแฟนบอลต้องปรับตัวอีกแค่ไหนกับเกมที่เริ่มถูกเขย่าจากอีกฝั่งมหาสมุทร
ขอขอบคุณแหล่งข่าวและรูปภาพจาก
Sky Sports Football