ปูตินทุ่ม 9แสนล้านวิจัยหวังเป็นอมตะ
Wall Street Journal รายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน รัสเซีย ได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลกว่า 26,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9.4 แสนล้านบาท) ไปกับการทดลองที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์ เพื่อเป้าหมายในการมีชีวิตที่ยืนยาวและเอาชนะความตาย
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเหล่านักวิทยาศาสตร์ว่าโครงการเหล่านี้อาจเป็นเพียงความเพ้อฝัน
รายงานจาก Wall Street Journal ระบุว่า ปูตินในวัย 73 ปี ได้ผลักดันโครงการวิจัยภายใต้ชื่อ "New Health Preservation Technologies" โดยเน้นไปที่การพัฒนายายีนบำบัด (Gene-therapy) เพื่อเข้าไปชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ในระดับ DNA ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ของรัสเซียกล่าวเมื่อเดือนเมษายนว่า นี่คือแนวทางที่มีความหวังมากที่สุดในการต่อสู้กับความชรา
ความหลงใหลในการยืดอายุขัยของปูตินไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีรายงานว่าเขาสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี และปัจจุบันมันได้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่เขาให้ความสำคัญอย่างมาก
นอกจากการใช้ยาแล้ว โครงการของปูตินยังครอบคลุมเทคโนโลยีสุดล้ำอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น
-การเพาะอวัยวะของมนุษย์ภายในตัวหมู (Xenotransplantation) เพื่อนำมาปลูกถ่ายให้กับมนุษย์ในภายหลัง
-การใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ พิมพ์เนื้อเยื่อที่มีชีวิตออกมา (Bioprinting)
นักวิทยาศาสตร์รัสเซียอ้างว่า พวกเขาประสบความสำเร็จในการพิมพ์ต่อมไทรอยด์ของหนูและกระดูกอ่อนของมนุษย์ได้แล้ว และตั้งเป้าว่าจะสามารถพิมพ์อวัยวะมนุษย์ทั้งระบบ เพื่อใช้ปลูกถ่ายจริงได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้
ปูตินประกาศอย่างมั่นใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยรักษาชีวิตชาวรัสเซียได้ถึง 175,000 ราย ภายในปี 2030
สำหรับหัวเรือใหญ่ของโครงการระดับพันล้านนี้ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็น มาเรีย โวรอนโซวา (Maria Vorontsova) ลูกสาววัย 41 ปีของปูติน ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ โดยเธอรับหน้าที่ดูแลโครงการด้านพันธุกรรมของรัฐ ร่วมกับ มิคาอิล โควัลชุก นักฟิสิกส์ที่พี่ชายเป็นคนสนิทของปูติน
"เป็นเรื่องยากที่จะพูดถึงเรื่องความเป็นอมตะ แต่ความสามารถในการซ่อมแซมร่างกายมนุษย์จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน" โควัลชุกกล่าวกับสื่อรัสเซีย โดยเขาแย้งว่าในไม่ช้านี้มนุษยชาติจะสามารถซ่อมแซมและผลัดเปลี่ยนอวัยวะได้เรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากแวดวงวิทยาศาสตร์สากล เนื่องจากขาดการตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer-review)
อเล็กซานเดอร์ ออสตอฟสกี้ ผู้บุกเบิกด้านการพิมพ์อวัยวะ 3 มิติชาวรัสเซียที่ลี้ภัยออกนอกประเทศหลังเกิดสงครามยูเครน ให้ความเห็นอย่างเผ็ดร้อนว่าถ้าไม่มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ ก็หมายความว่าไม่มีผลลัพธ์ที่แท้จริง สิ่งที่พวกเขาพูดเป็นเพียงแค่ความฝัน
เขายังเสริมอีกว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ยังอยู่ในรัสเซียอาจจะแค่
พูดในสิ่งที่ปูตินอยากฟัง เพื่อรักษาความปลอดภัยและของบประมาณสนับสนุนต่อไปเท่านั้น เพราะในสภาวะที่รัสเซียถูกตัดขาดจากโลกภายนอก การสร้างนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ระดับโลกแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ที่มา The Wall Street Journal / New York Post
-เพจ nippon online