INTERVIEW: “Worst is behind us!” CEO ผีลั่นผ่านช่วงมืดมน เดินหน้าหนุน "คาร์ริก" ล่าความสำเร็จ
รวมบทสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการของ โอมาร์ เบร์ราด้า (Omar Berrada) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (CEO) ให้สัมภาษณ์กับ แอนดี้ มิตเทน(Andy Mitten) ในรายการ Inside Carrington EP.31
KEY:
- สถานะ: แมนฯ ยูไนเต็ด คือสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก!
- การเงิน: พ้นจุดต่ำสุด Q3 กลับมามั่นคง เตรียมลงทุนระยะยาวแบบ 10 ปี!
- กุนซือ: ไมเคิล คาร์ริก คือคนที่ใช่ พร้อมนำทีมลุ้นแชมป์ทุกรายการ!
- ตลาดนักเตะ: ไม่โดนเอเยนต์ปั่นหัว! เน้นส่วนผสมดาวรุ่ง-เก๋า แบบมีวินัย
มองย้อนฤดูกาลที่ผ่านมา(Reflections on the season)
Q: ตอนนี้แมนฯ ยูไนเต็ดอยู่ตรงไหนหลังจบฤดูกาล?
A: โอมาร์ มองว่าสโมสรอยู่ในจุดที่ดีกว่าปีที่แล้วมาก ทีมชายเล่นดีขึ้น มีผลงานและฟอร์มช่วงท้ายฤดูกาลที่ชัดเจนขึ้น และสำคัญที่สุดคือได้กลับไปเล่น Champions League
Q: แล้วทีมหญิงกับอะคาเดมี่ล่ะ?
A: เขาบอกว่าสโมสรภูมิใจกับทีมหญิงที่ได้เล่น Champions League ครั้งแรกและไปถึงรอบก่อนรองฯ ส่วนอะคาเดมี่ก็ยังเป็นแกนสำคัญของยูไนเต็ด เพราะ DNA สโมสรนี้คือต้องมีเด็กปั้นขึ้นมาช่วยทีมชุดใหญ่
ผลประกอบการไตรมาส 3 และสถานะการเงินของสโมสร(Q3 financial results)
Q: สถานะการเงินของแมนฯ ยูไนเต็ดตอนนี้เป็นอย่างไร?
A: โอมาร์ บอกว่าสโมสรอยู่ในจุดที่ดีขึ้น หลังจากต้องตัดสินใจยากหลายเรื่องเพื่อทำให้โครงสร้างการเงินยั่งยืนขึ้น เขาเชื่อว่า “ช่วงที่แย่ที่สุดผ่านไปแล้ว”
Q: โครงสร้างหนี้ของสโมสรเป็นปัญหามากไหม?
A: เขายอมรับว่ามันซับซ้อน แต่ยืนยันว่าแมนฯ ยูไนเต็ดสามารถทำกำไร แข่งขัน และคว้าแชมป์ได้ภายใต้โครงสร้างปัจจุบัน ถ้าบริหารให้ดีและมีวินัย
ทำไมแมนฯ ยูไนเต็ดคือสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก(Manchester United is biggest club in the world)
Q: ทำไม โอมาร์ ถึงบอกว่าแมนฯ ยูไนเต็ดคือสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก?
A: เพราะเขาเห็นฐานแฟนบอลที่ใหญ่มาก ทั้งในเมืองแมนเชสเตอร์ ในภูมิภาค และทั่วโลก เขาบอกว่าทุกที่ที่ไป คนรู้จักยูไนเต็ดและมีแพสชันกับสโมสรนี้มาก
Q: เขาเคยทำงานกับ Barcelona และ Manchester City แล้วทำไมยังพูดแบบนี้?
A: เพราะจากประสบการณ์ที่เขาเห็นหลังเข้ามาทำงานกับยูไนเต็ด เขาเชื่อจริง ๆ ว่าขนาดของแฟนบอล ประวัติศาสตร์ และอิทธิพลของสโมสรนี้ไม่เหมือนใคร
ฤดูกาลหน้าต้องแบบไหนถึงเรียกว่าพัฒนา(What would progress look like next season?)
Q: ฤดูกาลหน้าถือว่าประสบความสำเร็จต้องเป็นแบบไหน?
A: สำหรับ โอมาร์ ความสำเร็จของยูไนเต็ดต้องวัดด้วยถ้วยแชมป์ สโมสรต้องแข่งขันให้ดีใน Champions League, ขยับเข้าใกล้การลุ้น Premier League และทำผลงานดีในบอลถ้วย
Q: การได้ไป Champions League ถือว่าเกินเป้าหรือไม่?
A: เขาบอกว่าเป้าหมายจริงๆ คือ Champions League อยู่แล้ว แม้มันดูเหมือนก้าวกระโดดใหญ่จากฤดูกาลก่อน แต่ทีมเริ่มเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าทำได้เมื่อฟอร์มและนักเตะใหม่เริ่มลงตัว
โมเมนต์ที่ประทับใจที่สุดจากฤดูกาลก่อน(Personal highlights from last season)
Q: เกมไหนคือไฮไลต์ของ โอมาร์ ในฤดูกาลที่ผ่านมา?
A: เขาเลือกเกมแรกๆ ของ Michael Carrick โดยเฉพาะเกมกับ Manchester City ที่ Old Trafford(ชนะ 2-0) และเกมเยือน Arsenal (ชนะ 3-2)
Q: ทำไมสองเกมนี้ถึงพิเศษ?
A: เกมกับ City เขาชอบเพราะทีมเล่นฟุตบอลไหลลื่นและสวนกลับสวย ส่วนเกมกับ Arsenal เขาประทับใจความรู้สึกตอน Cunha ยิงประตูชัย
ตลาดซื้อขายนักเตะ(Transfers)
Q: ตลาดซื้อขายของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเดินไปทางไหน?
A: โอมาร์ บอกว่าจะใช้โมเดลคล้ายซัมเมอร์ก่อน คือมีแผนชัด รู้ว่าต้องเสริมตำแหน่งไหน แต่ก็ต้องพร้อมรับมือถ้ามีโอกาสหรือมีนักเตะย้ายออกแบบไม่คาดคิด
Q: สโมสรจะซื้อแบบไหน?
A: เขาอยากได้ส่วนผสมระหว่างประสบการณ์กับดาวรุ่ง นักเตะที่พิสูจน์ตัวเองใน Premier League แล้ว และนักเตะจากนอกลีกที่มีศักยภาพ
Q: ยูไนเต็ดจะโดนเอเยนต์โก่งราคาไหม?
A: เขาบอกว่าต้องมีวินัยมาก ๆ สโมสรมีแผน มีงบ และต้องไม่ปล่อยให้ตลาดหรือเอเยนต์เป็นฝ่ายกำหนดเกม
Q: โอมาร์ มีบทบาทในตลาดนักเตะมากแค่ไหน?
A: Jason Wilcox และทีมเป็นคนคุมหลัก แต่ โอมาร์ มีส่วนช่วยเรื่องประสบการณ์ คอนเนกชัน และการคุยกับสโมสรต่างๆ
ความสัมพันธ์กับ Jason Wilcox(Relationship with Jason Wilcox)
Q: ความสัมพันธ์ของ โอมาร์ กับ Jason Wilcox เป็นอย่างไร?
A: เขาบอกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่มีความเชื่อใจ ทั้งคู่รู้จักและทำงานกันมานาน เขาเชื่อในสายตาฟุตบอลของ Wilcox และเชื่อว่าทีมงานรอบตัว Wilcox มีคุณภาพพอจะช่วยให้สโมสรตัดสินใจได้ดี
ความสัมพันธ์กับ Sir Jim Ratcliffe(Relationship with Sir Jim Ratcliffe)
Q: โอมาร์ ทำงานกับ Sir Jim Ratcliffe เป็นอย่างไร?
A: เขาบอกว่าความสัมพันธ์ดีมาก เป็นการคุยกันตลอด Sir Jim ชอบมีส่วนร่วม อยากรู้ความเป็นไปของสโมสร และถามคำถามที่ดี
Q: แล้วกับตระกูล Glazer ล่ะ?
A: เขาบอกว่ามีความสัมพันธ์ที่ดี โดยเฉพาะกับ Joel และ Avram Glazer ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการกีฬามานาน
มุมมองต่อ ไมเคิล คาร์ริก(Michael Carrick)
Q: โอมาร์ มอง ไมเคิล คาร์ริก อย่างไร?
A: เขามองว่า ไมเคิล คาร์ริก รักสโมสร เข้าใจคุณค่าของแมนฯ ยูไนเต็ด จัดการคนเก่ง และนักเตะตอบสนองต่อเขาดี
Q: ไมเคิล คาร์ริก เหมาะกับการเป็นกุนซือแมนฯ ยูไนเต็ดไหม?
A: โอมาร์ บอกว่าในช่วงเวลานี้ Carrick มีคุณสมบัติที่เหมาะกับทีม ทั้งความนิ่ง ความเข้าใจสโมสร และความมุ่งมั่นที่จะพาทีมเดินต่อ
ช่วงเวลาที่เคยทำงานกับ Manchester City(Time at Manchester City)
Q: ตอนอยู่ City เขามองการแข่งขันกับแมนฯ ยูไนเต็ดอย่างไร?
A: เขาย้อนว่าตอนนั้นหลายคนคิดว่า Mourinho กับ Guardiola ในแมนเชสเตอร์อาจกลายเป็นศึกใหญ่แบบตอน Real Madrid กับ Barcelona แต่สุดท้ายมันไม่ได้ออกมาแบบนั้น
Q: เขามองยูไนเต็ดในภาพใหญ่อย่างไร?
A: เขาบอกว่านี่คือสโมสรที่ควรแข่งขันเพื่อแชมป์ทุกฤดูกาล
การแต่งตั้ง Ruben เป็นความผิดพลาดหรือไม่(Was appointing Ruben a mistake?)
Q: การแต่งตั้ง Ruben Amorim เป็นความผิดพลาดไหม?
A: โอมาร์ ไม่ตอบแบบขาวดำ เขาบอกว่าถ้ามองย้อนหลังอาจพูดได้ว่ามันไม่เวิร์กตามที่หวัง แต่ Ruben ก็สมควรได้เครดิต เพราะช่วยยกระดับมาตรฐานในห้องแต่งตัว
Q: ทำไมถึงต้องเปลี่ยน?
A: สโมสรเห็นว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทาง และสุดท้ายการให้ Carrick เข้ามาก็ออกมาดี
การรับมือกับแรงกดดันจากสื่อ(Media attention)
Q: เขารับมือแรงกดดันจากสื่ออย่างไร?
A: เขาพยายามตัดเสียงรบกวนออก เพราะยูไนเต็ดเป็นสโมสรใหญ่ ชนะไม่กี่เกมก็ถูกพูดว่าจะลุ้นแชมป์ แพ้ไม่กี่เกมก็โดนถล่มทันที
Q: วิธีทำงานของเขาคืออะไร?
A: ต้องไม่หลุดตามอารมณ์ ต้องยึดแผน ทำงานต่อ และโฟกัสเป้าหมายของสโมสร
ทำความรู้จัก Omar: ชีวิต พื้นเพ และเส้นทางฟุตบอล(Get to know Omar, his background & more)
Q: ตอนแมนฯ ยูไนเต็ดติดต่อมา เขารู้สึกอย่างไร?
A: เขาบอกว่ามันเกิดขึ้นเร็วและไม่คาดคิด แต่เมื่อโอกาสมาถึง เขารู้สึกว่าปฏิเสธไม่ได้ เพราะนี่คือสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Q: พื้นเพของเขาเป็นอย่างไร?
A: เขาเกิดที่ปารีส พ่อแม่เป็นชาวโมร็อกโก ใช้ชีวิตหลายประเทศ พ่อเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ ส่วนแม่เคยทำงานกับ UNICEF
Q: เขาเชียร์ทีมชาติอะไร?
A: เขาเชียร์โมร็อกโก ความทรงจำฟุตบอลแรกคือ World Cup 1986 ที่โมร็อกโกผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้
Q: เขามีความผูกพันกับยูไนเต็ดมาก่อนไหม?
A: มีผ่านเรื่องราวครอบครัวและฟุตบอล พ่อของเขาชอบ George Best และเขาอยู่ที่บาร์เซโลนาตอนยูไนเต็ดคว้าทริปเปิลแชมป์ปี 1999
Q: ครอบครัวเขาปรับตัวกับยูไนเต็ดอย่างไร?
A: ลูกชายเขาเคยเชียร์ City แต่หลังได้สัมผัสประวัติศาสตร์ของยูไนเต็ด ก็เปลี่ยนมาเป็นแฟนยูไนเต็ดเต็มตัว
Q: เรื่องทวดของเขากับเมืองแมนเชสเตอร์คืออะไร?
A: เขาค้นพบว่าทวดฝ่ายแม่เคยอยู่ในแมนเชสเตอร์ 18 ปี ทำงานเกี่ยวกับสิ่งทอ และมีชื่ออยู่ในสำมะโนประชากรปี 1911
Q: เขามองยูไนเต็ดแตกต่างจากสโมสรอื่นไหม?
A: เขาบอกว่ายูไนเต็ดเป็นสโมสรที่มีเอกลักษณ์มาก ทั้งประวัติศาสตร์ โศกนาฏกรรมมิวนิก ยุค Sir Matt Busby, Sir Alex Ferguson และความหมายที่สโมสรมีต่อเมืองแมนเชสเตอร์
แผนใหญ่ก่อนครบรอบ 150 ปีสโมสร(Project 150)
Q: Project 150 คืออะไร?
A: เป็นแผนที่มองไปถึงปี 2028 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 150 ปีของสโมสร
Q: เป้าหมายใหญ่ของ Project 150 คืออะไร?
A: หนึ่งในเป้าหมายคือคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 21 ให้ได้ก่อนปี 2028 ถ้าทำได้เร็วสุดก็อยากให้เกิดขึ้นตั้งแต่ฤดูกาลหน้า
Q: นอกจากเรื่องฟุตบอล มีเป้าหมายอะไรอีก?
A: สโมสรอยากยืนได้อย่างยั่งยืนทางการเงิน และกลับมาเป็นผู้นำด้านธุรกิจฟุตบอล เช่น การใช้เทคโนโลยี AI และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แฟนบอลกับพาร์ตเนอร์
มองย้อนการตัดสินใจที่ยากลำบาก(Reflections on tough decisions)
Q: เรื่องปลดพนักงาน โอมาร์ มองอย่างไร?
A: เขายอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากและน่าเสียใจมาก หลายคนไม่ได้ทำอะไรผิด แต่สโมสรต้องปรับโครงสร้างให้ lean ขึ้น (การทำให้กระชับ คล่องตัว และตัดส่วนเกินที่ไม่จำเป็นออกไป) เพื่อให้มีพื้นที่ลงทุนในฟุตบอลและแผนสนามใหม่
Q: เขาขอโทษเรื่องปลดพนักงานรอบสองไหม?
A: ใช่ เขายอมรับว่าเคยบอกว่าจะไม่มีรอบสอง แต่สุดท้ายสถานการณ์ทำให้ต้องทำเพิ่ม และเขาขอโทษเรื่องนั้น
Q: สโมสรตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง?
A: เขาบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่สโมสรยังต้องมีวินัยทางการเงิน และต้องไม่กลับไปอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจเจ็บปวดแบบเดิมอีก
ราคาตั๋วและผลกระทบต่อแฟนบอล(Ticket prices)
Q: สโมสรเข้าใจความกังวลเรื่องราคาตั๋วไหม?
A: โอมาร์ บอกว่าเข้าใจดี โดยเฉพาะแฟนบอลที่ตามทีมมานานและมีความผูกพันกับที่นั่งของตัวเอง
Q: ทำไมยังต้องขึ้นราคาหรือย้ายแฟนบางส่วน?
A: เพราะสโมสรต้องบาลานซ์รายได้กับสถานะการเงิน เขาบอกว่าพยายามปกป้องแฟนกลุ่มหลักให้มากที่สุด แต่บางการตัดสินใจก็จำเป็น
Q: เงินส่วนนี้เอาไปทำอะไร?
A: เขาบอกว่าสโมสรใช้เพื่อช่วยลงทุนในทีม และปรับปรุงประสบการณ์แฟนบอลในสนาม เช่น เรื่องอาหาร การบริการ และพื้นที่ต่างๆ ในสนาม
บอร์ดที่ปรึกษาแฟนบอลและเสียงจากแฟนยูไนเต็ด(Fan advisory board)
Q: Fan Advisory Board และ Fans Forum สำคัญแค่ไหน?
A: สำคัญมาก เพราะเป็นช่องทางที่แฟนบอลใช้สะท้อนความรู้สึกและกดดันฝ่ายบริหารโดยตรง
Q: สโมสรฟังแฟนจริงไหม?
A: โอมาร์ บอกว่าฟังจริง มีบางไอเดียที่สโมสรเคยคิดจะทำ แต่สุดท้ายไม่ทำเพราะได้รับฟีดแบ็กจากแฟนบอล
Q: ทัวร์ปรีซีซั่นในยุโรปมีเหตุผลอะไร?
A: เพราะปีนั้นมี World Cup สโมสรไม่อยากเพิ่มภาระให้นักเตะ และยังเป็นโอกาสให้แฟนบอลยุโรปได้ใกล้ชิดทีม แม้รายได้จะน้อยกว่าการไปอเมริกาหรือเอเชีย
ปัญหาโปรแกรมแข่งและเกมเตะเวลาลำบาก(Fixture scheduling)
Q: ทำไมโปรแกรมยูไนเต็ดถึงโดนจัดหนัก เช่น คืนวันศุกร์หรือวันจันทร์?
A: โอมาร์ บอกว่ายูไนเต็ดเป็นเหยื่อของความใหญ่ตัวเอง เพราะเกมของทีมดึงคนดูมหาศาล ทำให้ broadcasters เลือกถ่ายทอดบ่อย
Q: สโมสรได้คุยกับ Premier League ไหม?
A: ได้คุยแล้ว และ Premier League ก็เข้าใจปัญหา แต่การเปลี่ยนแปลงทำได้ยาก
Q: ทางแก้คืออะไร?
A: เขาบอกว่าทางแก้ที่ดีที่สุดคือยูไนเต็ดต้องเล่นฟุตบอลยุโรปทุกปี เพราะจะช่วยให้เกมลีกถูกจัดในช่วงสุดสัปดาห์มากขึ้น
Q: เขามองแฟนบอลเกมเยือนของยูไนเต็ดอย่างไร?
A: เขาบอกว่าเป็นแฟนบอลเกมเยือนที่ดีที่สุดในประเทศ เพราะตามเชียร์หนัก สร้างบรรยากาศ และหนุนหลังนักเตะเสมอ
สนามใหม่ของแมนฯ ยูไนเต็ด(New stadium)
Q: สนามใหม่คืบหน้าแค่ไหน?
A: ตอนนี้สโมสรกำลังโฟกัสเรื่องการซื้อที่ดิน เมื่อรู้ตำแหน่งชัดเจนแล้วจะเดินหน้าเรื่องแบบสนามและคำนวณต้นทุน
Q: สนามใหม่จะหาเงินจากไหน?
A: ยังไม่ได้สรุป ต้องรู้ต้นทุนที่ชัดก่อน จากนั้นค่อยพิจารณาทางเลือกด้านเงินทุน
Q: แฟนที่อยากอยู่ Old Trafford เดิมจะถูกฟังไหม?
A: เขาบอกว่าจะฟังแน่นอน แต่จากการศึกษากับ task force และการสำรวจแฟนบอล พบว่ามีแรงสนับสนุนมากต่อแนวคิดสนามใหม่
Q: ทำไมสโมสรอยากได้สนามใหม่?
A: เพราะต้องการสนามที่ใหญ่ขึ้น รองรับแฟนบอลได้มากขึ้น และเป็น Old Trafford สำหรับอีก 100 ปีข้างหน้า
ความกังวลของแฟนบอลเรื่องหนี้สโมสร(Debt concern for fans)
Q: แฟนบอลกังวลเรื่องหนี้ สโมสรคิดอย่างไร?
A: โอมาร์ บอกว่าหน้าที่ของฝ่ายบริหารคือทำให้สโมสรแข่งขันได้ภายใต้โครงสร้างการเงินที่ยั่งยืน
Q: หนี้จะขวางการสร้างทีมไหม?
A: เขาบอกว่าต้องบริหารให้บาลานซ์ ทั้งการรับมือหนี้ การสร้างสนามใหม่ และการลงทุนเพื่อคว้าแชมป์
แมนฯ ยูไนเต็ดจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้ไหม(Will Manchester United make more history?)
Q: ยูไนเต็ดจะกลับมายิ่งใหญ่ได้ไหม?
A: โอมาร์ บอกว่านั่นคือเป้าหมายหลัก สโมสรมีเจ้าของ ทีมบริหาร และพนักงานที่เหมาะสม เป้าหมายคือคว้าแชมป์ ทำให้แฟนภูมิใจ และสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่
Q: ยุคนี้ยากกว่าเดิมไหมเพราะ Premier League แข่งขันสูงขึ้น?
A: เขายอมรับว่ายากขึ้น แต่ก็มองว่าการเติบโตของฟุตบอลเป็นประโยชน์กับสโมสรระดับยูไนเต็ด เพราะแบรนด์ของสโมสรใหญ่พอจะเติบโตไปพร้อมกับกีฬา
โอมาร์สนุกกับงานนี้ไหม(Do you enjoy your job?)
Q: โอมาร์ สนุกกับงานนี้ไหม?
A: เขาบอกว่าสนุกมาก ทุกวันคือเกียรติที่ได้ทำงานกับแมนฯ ยูไนเต็ด แม้บางวันที่ทีมแพ้จะยากกว่าปกติ
Q: เขามองบทบาทตัวเองอย่างไร?
A: เขามองว่าตัวเองและทีมบริหารต้องเป็นผู้ดูแลสโมสรให้ถูกทาง ต้องคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้ยูไนเต็ดดีขึ้น
ผลงานด้านธุรกิจและรายได้เชิงพาณิชย์ของสโมสร(Club commercial performance)
Q: การกลับไป Champions League ช่วยเรื่องสปอนเซอร์ไหม?
A: ช่วยแน่นอน เพราะเมื่อทีมผลงานดี แบรนด์ต่าง ๆ ก็อยากเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น
Q: แต่แบรนด์ยูไนเต็ดแข็งแรงอยู่แล้วไหม?
A: เขาบอกว่าแข็งแรงมาก ต่อให้ผลงานในสนามขึ้นลง แบรนด์แมนฯ ยูไนเต็ดก็ยังดึงดูดบริษัทใหญ่ ๆ ได้อยู่
เมืองแมนเชสเตอร์ สำคัญกับยูไนเต็ดแค่ไหน(How important is Manchester to United?)
Q: เมืองแมนเชสเตอร์สำคัญกับสโมสรแค่ไหน?
A: สำคัญมาก เป็นหัวใจของสโมสร แม้ยูไนเต็ดจะเป็นแบรนด์ระดับโลก แต่สโมสรต้องไม่ขาดการเชื่อมต่อกับแฟนท้องถิ่นและชุมชน
Q: สโมสรต้องระวังอะไร?
A: ต้องไม่ลืมแฟนบอลที่อยู่กับทีมทั้งในวันที่ดีและวันที่แย่ โดยเฉพาะแฟนที่ตามเชียร์ทุกสนาม
ความสัมพันธ์กับนักเตะ(Relationship with players)
Q: โอมาร์ มีปฏิสัมพันธ์กับนักเตะไหม?
A: มี เขาใช้เวลาหลักที่ Carrington เพราะอยากให้ฟุตบอลกลับมาเป็นศูนย์กลางของสโมสร
Q: ทำไมเขาถึงอยู่ Carrington เป็นหลัก?
A: เพราะช่วงนี้สโมสรต้องการโฟกัสเรื่องทีมชาย ทีมหญิง และอะคาเดมี่ ถ้าฟุตบอลประสบความสำเร็จ ธุรกิจส่วนอื่นของสโมสรก็จะดีตามไปด้วย
การเสริมทัพและงานสรรหานักเตะ(Recruitment)
Q: เขาพอใจกับการเสริมทัพที่ผ่านมาไหม?
A: พอใจมาก เขาบอกว่านักเตะชุดใหญ่ 4 คนที่เซ็นเข้ามาทำผลงานดีและมีส่วนสำคัญกับความสำเร็จของทีม
Q: เขามีนักเตะคนโปรดไหม?
A: เขาไม่เลือกคนเดียว แต่บอกว่าแต่ละคนมีจุดเด่นต่างกัน เช่น ความเป็นผู้ใหญ่ ความคาริสมา(ออร่า, บารมี, เสน่ห์) ความเป็นผู้นำ และความกระหายที่จะพัฒนา
บทบาทและอนาคตของ Bruno Fernandes(Bruno Fernandes)
Q: สโมสรอยากให้ Bruno Fernandes อยู่ต่อไหม?
A: อยากให้อยู่ต่อแน่นอน โอมาร์ บอกว่า Bruno มีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม และสำคัญกว่านั้นคือเขาเป็นผู้นำที่ดีมาก
Q: นอกสนาม Bruno ดีอย่างไร?
A: เขาเป็นตัวแทนสโมสรได้ดีเวลาเจอแฟนบอล พาร์ตเนอร์ และคนที่เกี่ยวข้องกับสโมสร อีกทั้งยังช่วยนักเตะใหม่และดาวรุ่งรับมือแรงกดดัน
Q: ทำไม Bruno สำคัญกับทีม?
A: เพราะเขาไม่ได้แค่ทำผลงานส่วนตัว แต่ยังแบกความเป็นผู้นำและวัฒนธรรมของทีม
มองไปข้างหน้า: อนาคตของแมนฯ ยูไนเต็ด(Looking ahead to future)
Q: โอมาร์ มองอนาคตแมนฯ ยูไนเต็ดอย่างไร?
A: เขามองบวกมาก และเชื่อว่าสโมสรอยู่ในจุดที่ดีหลังผ่านช่วงยากลำบาก
Q: เขาเชื่อว่าตัวเองคือคนที่เหมาะจะนำสโมสรในระดับผู้บริหารไหม?
A: เขาบอกว่าสโมสรมีคนที่เหมาะสม มีโครงสร้างที่ดี และมี ecosystem ที่พร้อมจะพายูไนเต็ดกลับไปประสบความสำเร็จ
Credit: Manchester United
VIDEO
ผิดพลาดตรงไหน ขออภัยนะครับ