สิ้นสุดยุคทอง! 'เรือใบ' ต้องรอดไร้เป๊ป
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังเจอบททดสอบใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ นั่นคือการรักษาความสำเร็จต่อไปโดยไม่มี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ชายที่พา “เรือใบสีฟ้า” ขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ
ในโลกของแชมป์ สิ่งที่ยากกว่าการซิวแชมป์คือการกลับไปคว้าแชมป์อีกครั้ง เพราะคู่แข่งย่อมยกระดับ ส่วนทีมแชมป์เองก็อาจเสียความคมไปบ้าง เป๊ปเคยยอมรับช่วงโค้งสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกว่า ซิตี้สู้แรงกระหายและแรงจูงใจของ อาร์เซน่อล ไม่ได้ หลัง “ปืนใหญ่” ร้างแชมป์ลีกมานาน
นั่นทำให้คำพูดก่อนอำลาของกวาร์ดิโอล่ายิ่งมีน้ำหนัก เมื่อเขามองว่า ‘แชมป์ที่ดีที่สุด’ ของตัวเองคือการพาทีมไปเวมบลีย์ 24 ครั้งใน 10 ปี และสถิติที่อาจยืนยาวที่สุดคือการพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เถลิงแชมป์ลีก 4 สมัยติดต่อกัน ซึ่งยากกว่าการมีฤดูกาลสุดโหดทะลุ 100 คะแนนเสียอีก
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา “เรือใบ” พยายามศึกษาโมเดลความสำเร็จจากกีฬาชนิดอื่น ทั้ง นิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ ยุค บิล เบลิชิค กับ ทอม เบรดี้ ที่กวาดความสำเร็จในอเมริกันฟุตบอล รวมถึง ไมอามี่ ฮีต ในบาสเกตบอล ที่เปลี่ยนผ่านจากยุคซูเปอร์ทีมโดยยังมีโครงสร้างบริหารและโค้ชคอยประคองความต่อเนื่อง
ซิตี้ยังมองไปถึงโลกธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับแนวคิดของ จิม คอลลินส์ เรื่อง 5 ขั้นตอนแห่งความถดถอย ตั้งแต่ความหยิ่งจากความสำเร็จ, การไล่ล่ามากขึ้นแบบไร้วินัย, การปฏิเสธความเสี่ยง, การควานหาทางรอด ไปจนถึงการยอมจำนนต่อความไม่สำคัญหรือจุดจบ
สโมสรเชื่อว่าพวกเขาหลีกเลี่ยงกับดักเหล่านั้นได้พอสมควร ทั้งการแทนที่ตำนานสโมสร, เปลี่ยนบุคลากรสำคัญ และยกเครื่องขุมกำลัง แม้ฤดูกาล 2024/25 เคยมีสัญญาณให้กังวลว่าระบบอาจสะดุดหนัก แต่ซีซั่นล่าสุดดูเหมือนปัญหาหลายอย่างถูกปัดทิ้งไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม บทสอบของจริงคือยุคหลังเป๊ป การแต่งตั้ง เอ็นโซ่ มาเรสก้า เป็นผู้สืบทอดยังไม่เข้าข่ายน่าหวั่นตามทฤษฎีความถดถอย ขณะที่ อูโก้ วิอาน่า ก็เพิ่งเริ่มงานในตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬา หลังเข้ามาแทน ชิกี้ เบกิริสไตน์ เมื่อซัมเมอร์ก่อน
มาเรสก้าหรือวิอาน่าอาจไปได้สวย หรืออาจไม่เวิร์กก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดคือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดูเตรียมตัวรับมือยุคใหม่ดีกว่า “ปีศาจแดง” ตอนเสีย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เมื่อปี 2013 อย่างน้อยก็ในภาพรวมตอนนี้
ขอขอบคุณแหล่งข่าวและรูปภาพจาก
Manchester Evening News