มหากาพย์ศึกน้ำดำ "Pepsi ปะทะ เสริมสุข"
มหากาพย์ศึกน้ำดำหักเหลี่ยมโหด คราวนี้เป็นคิวของ "Pepsi ปะทะ เสริมสุข" ที่บอกเลยว่าพล็อตเรื่องยิ่งกว่าซีรีส์ฮ่องกง มีทั้งการหักหลัง แอบเก็บหุ้น ส่งนอมินีสปายข้ามชาติ ฟ้องศาลสกัดขา แล้วจบด้วยเจ้าสัวขี่ม้าขาวมาฉกไปกินนิ่มๆ
1. ยุคข้าวใหม่ปลามัน: ผัวฝรั่ง เมียไทย ทำมาค้าขึ้นจนชนะโค้ก
ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2496 (70 กว่าปีก่อน) Pepsi (บริษัทแม่จากอเมริกา) อยากมาหากินในไทย แต่เป็นฝรั่งตาน้ำข้าวไม่รู้ทาง ไม่รู้จักนิสัยคนไทย เลยมาจับมือกับบริษัทไทยชื่อ "เสริมสุข" (ก่อตั้งโดยตระกูลบุลสุข)
แบ่งหน้าที่กันทำ: ฝรั่ง Pepsi มีหน้าที่ผลิต "หัวเชื้อน้ำดำ" ส่งมาขายให้ ส่วนฝั่งไทย เสริมสุข มีหน้าที่เอาหัวเชื้อไปผสมน้ำ บรรจุขวด ทำโรงงาน มีรถขนส่ง และกระจายส่งตามร้านโชห่วยทั่วประเทศ
เก่งที่สุดในโลก: คู่นี้ทำมาค้าขึ้นถึง 59 ปี! เสริมสุขเก่งมาก คุมตู้แช่ คุมสายส่งจน Pepsi ฮิตระเบิดระเบ้อ ครองตลาดเบอร์หนึ่งในไทย และไทยเป็นแค่ 1 ใน 2 ประเทศบนโลกใบนี้ที่ Pepsi สามารถตบ Coke (โค้ก) คู่แข่งตลอดกาลจนคว่ำได้!
2. ฝรั่งเริ่มเค็ม... บีบไข่จนทนไม่ไหว
พอขายดีเป็นเททิ้งเทขว้าง ฝรั่งบริษัทแม่เริ่มเกิดอาการ "งก" และอยากเข้ามาคุมกินรวบเอง ฝรั่งเริ่มใช้แผนบีบฝั่งไทย:
ขึ้นราคาหัวเชื้อทุกปี: ฝรั่งขึ้นราคาหัวน้ำเชื้อขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เสริมสุขต้นทุนสูงขึ้น
ห้ามขึ้นราคาขาย: ฝรั่งสั่งห้ามเสริมสุขขึ้นราคาน้ำอัดลมหน้าร้านเด็ดขาด เพราะกลัวเสียลูกค้าให้โค้ก
ผลคือ: เสริมสุขทำแทบตาย วิ่งรถส่งของส่งขวดแก้วหลังขดหลังแข็ง แต่เหลือ กำไรแค่ 2% (ขาย 100 บาท ได้กำไร 2 บาท) ทำไปทำมาจะขาดทุนเอา คณะกรรมการเสริมสุขเลยบอกว่า "ไม่ไหวแล้วโว้ย! ขอคุยสัญญาใหม่หน่อย"
3. ศึกชิงหุ้นหักเหลี่ยมโหด: นอมินีสปาย ปะทะ ฟ้องศาลสกัดขา
พอฝั่งไทยประท้วง ฝรั่ง Pepsi ไม่สนครับ กะใช้เงินฟาดเพื่อยึดบริษัทเสริมสุขซะเลย! เพราะตอนนั้นตระกูลผู้ก่อตั้งถือหุ้นอยู่แค่ 7% เอง ฝรั่งแอบตั้งบริษัทบังหน้ามาไล่ช้อนซื้อหุ้นเสริมสุขในตลาดหุ้นที่ราคา 29 บาท หวังจะยึดบริษัทมาเป็นของตัวเอง
แต่ฝั่งไทยก็แสบใช่เล่น! เกมชิงไหวชิงพริบจึงเริ่มขึ้น:
ดึงเพื่อนรักมาช่วยคานอำนาจ: ตระกูลผู้ก่อตั้งไปตาม "ตระกูลโอสถานุเคราะห์" (เจ้าของโอสถสภา) ให้ช่วยเอาเงินมาซื้อหุ้นแข่ง เพื่อไม่ให้ฝรั่งยึดบริษัท
ตระกูลผู้ก่อตั้งยอมทิ้งไพ่ใบสุดท้าย: สู้กันไปสู้กันมา ตระกูลผู้ก่อตั้งตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดในมือ ได้เงินไป 2,000 ล้านบาท แล้วไปดึงกลุ่มทุนลึกลับชื่อ "เอสเอส เนชั่นแนล โลจิสติกส์" มาถือหุ้นใหญ่แทน เพื่อให้มาสู้กับฝรั่ง โดยมีเงื่อนไขว่าให้ฝั่งไทยกุมอำนาจบริหารต่อ
ฝรั่งส่งนอมินี แฟนไทยฟ้องศาลสอยร่วง: ฝรั่ง Pepsi แอบไปจับมือกับ Suntory (ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น) และบริษัทนอมินีแอบไล่เก็บหุ้นเงียบๆ จนเกือบจะชนะและได้สิทธิ์โหวตเกิน 50% อยู่แล้วเชียว! แต่ก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้นไม่กี่วัน มีผู้ถือหุ้นรายย่อยฝั่งไทยจับไต๋ได้ ไปฟ้องศาลว่าฝรั่งใช้นอมินีต่างชาติมาฮุบกิจการอย่างผิดกฎหมาย ศาลเลยสั่ง "ระงับสิทธิ์โหวต" ของฝรั่งทันที ฝรั่งหน้าหงาย แพ้โหวตกรรมการไปแบบเจ็บแสบ!
4. เจ้าสัวช้างขี่ม้าขาวมาช้อนซื้อ... ฝรั่งเหลือแต่ชื่อ!
พอฝรั่ง Pepsi เริ่มอ่อนแรงเพราะสู้กับเสือลำบากในไทยไม่ไหว แถมราคาหุ้นเสริมสุขพุ่งจาก 29 บาท ไปเป็น 50 บาท (ต้องจ่ายแพงขึ้น 72%) จังหวะนั้นเอง บุคคลที่ 4 ก็ปรากฏตัว... "เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี" แห่งเครือไทยเบฟ (เบียร์ช้าง) ขี่ม้าขาวคาบเงินมาขอซื้อหุ้นทั้งหมดต่อจากฝรั่ง Pepsi ที่ราคาหุ้นละ 58 บาท ยื่นเงินให้ 6,400 ล้านบาท ฝรั่ง Pepsi เห็นตัวเลขแล้วตาโต ยอมยกธงขาว ขายหุ้นทั้งหมดให้ไทยเบฟแล้วเดินออกจากห้องสอบไปเลย
แต่ฝรั่งลืมคิดไปอย่างหนึ่งครับพี่... ทันทีที่หมดสัญญาในปี พ.ศ. 2555 เสริมสุขบอกฝรั่งว่า:
"เออ... เอาโลโก้ Pepsi ของมึงคืนไปเลยนะ แต่ขวดแก้ว รถขนส่ง ตู้เย็น 150,000 ตู้ตามร้านค้า พนักงาน และโรงงานทั้งหมด... กูลุกเอาไปด้วย เพราะมันเป็นของเสริมสุข!"
ฝรั่ง Pepsi เหวอแดกสิครับพี่! มีแต่ชื่อแบรนด์ลอยๆ แต่ไม่มีขวดแก้ว ไม่มีรถส่งของ ไม่มีตู้แช่ในร้านโชห่วยเลย ต้องฉุกเฉินไปทำได้แค่ขวดพลาสติกกับกระป๋องขายไปก่อนชั่วคราว (ซึ่งสมัยนั้น ตลาดขวดแก้วตามร้านอาหารคิดเป็น 60% ของทั้งประเทศ Pepsi เลยหายไปจากร้านอาหารตามสั่งข้ามคืนเลยพี่!)
5. กำเนิด "est" ส้มหล่นใส่โค้ก
พอไล่ฝรั่งไปได้ เสริมสุขที่มีโรงงานและตู้แช่พร้อมอยู่แล้ว ก็จัดการปั้นแบรนด์ใหม่สัญชาติไทยชื่อ "est (เอส)" ขึ้นมาเสียบแทนที่ Pepsi ในตู้แช่ 150,000 ตู้ทั่วประเทศทันที พร้อมได้แบ็คอัพเป็นร้านอาหารในเครือไทยเบฟ เช่น โออิชิ และชาบูชิ ช่วยกันขาย
แต่เรื่องนี้ คนที่ยิ้มกว้างที่สุดกลับไม่ใช่เอสและไม่ใช่เป๊ปซี่... แต่คือ Coke (โค้ก) ครับพี่! เพราะตอนที่ Pepsi กับเสริมสุขทะเลาะกันจนของขาดตลาด โค้กฉวยโอกาสนี้บุกยึดตลาดแทน จนปัจจุบันโครงสร้างตลาดน้ำดำเปลี่ยนไปถาวร:
Coke: กลายเป็นเบอร์ 1 กินรวบไป 51-52% (ส้มหล่นใส่ถังทอง)
Pepsi: ตกมาเป็นเบอร์ 2 เหลือราวๆ 30-37% (ภายหลังต้องไปจับมือกับซันโทรี่ตั้งบริษัทใหม่ลุยเอง)
est Cola: น้องใหม่มาทีหลัง แย่งมาได้ 8-10% (มูลค่าหลายพันล้าน ถือว่าไม่เลวสำหรับแบรนด์ที่เพิ่งเกิด)
6. ตอนจบ ณ ปัจจุบัน: ไทยเบฟเคลียร์กระดาน รวบเสริมสุขออกจากตลาดหุ้น
หลังจากเครือไทยเบฟถือหุ้นเสริมสุขอยู่ 64% มานาน ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ เครือไทยเบฟประกาศว่า จะขอซื้อหุ้นอีก 35% ที่เหลือจากรายย่อยทั้งหมด (ทำ Tender Offer) เพื่อจะ "เอาบริษัท เสริมสุข ออกจากตลาดหุ้นไทย" ไปเลยครับพี่! พูดง่ายๆ คือเจ้าสัวเจริญจะดึงเสริมสุขเข้ามาเป็นของเครือตัวเองแบบ 100% เต็มตัว เพื่อเอาไปรวมพอร์ตน้ำดื่มคริสตัล น้ำอัดลมเอส และสายส่งทั้งหมด เข้ามาซัพพอร์ตธุรกิจน้ำเมาและเครื่องดื่มในเครือช้างให้กินรวบแบบเบ็ดเสร็จนั่นเองครับ
ที่มา .....
https://web.facebook.com/IdeaHit2021