ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
24 May 2026 17:00 by administrator
ผลบอล : ลิเวอร์พูล เข่น เบรนท์ฟอร์ด ไม่ลงเสมอ 1-1 ปิดพรีเมียร์ลีก 2025-2026



แม้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ จะทราบผลแชมป์กันไปแล้ว แต่การแข่งขันนัดสุดท้ายฤดูกาล ! ก็ยังมีความหมายสำหรับหลาย ๆ ทีมอยู่ โดยเฉพาะกับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่วันนี้ จะเปิดสนามแอนฟิลด์รับการมาเยือนของ ผึ้งพิฆาต เบรนท์ฟอร์ด ที่ทั้งสองทีมต่างก็ตั้งเป้าเก็บสามแต้มส่งท้าย เพื่อจะได้ทำอันดับ และไปเล่นในถ้วยยุโรปในฤดูกาลหน้าได้

โดยเฉพาะเจ้าถิ่น ที่จะการันตีตำแหน่ง ท็อปไฟว์ และได้ตั๋วไปฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกส์ทันที ! หากพวกเขาไม่แพ้ในบ้าน ขณะเดียวกันในเกมนี้ ก็จะเป็นสั่งลา 2 นักเตะคนสำคัญอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ให้เป็นตำนานตลาดกาลของทีมด้วย หลังทั้งคู่จะอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้ ซึ่งผลการแข่งขันของคู่นี้จบลงด้วยผลเสมอกันไป 1 ประตูต่อ 1
ลิเวอร์พูล
Starting Formation: 4-2-3-1
1.
อลิสซอน
6.5
17.
เคอร์ติส โจนส์
8.1
5.
โกนาเต้
6.9
4.
ฟาน ไดจ์ค
7.9
26.
โรเบิร์ตสัน
83'
7.0
10.
แม็ค อัลลิสเตอร์
7.1
38.
กราเฟนแบร์ค
83'
6.3
73.
เอ็นกูโมฮา
73'
6.5
8.
โซบอสไล
7.6
11.
ซาลาห์
74'
7.7
18.
กักโป
5.8
ตัวสำรอง
25.
มามาร์ดาชวิลี่
3.
เอ็นโด
14.
เคียซ่า
2.
โกเมซ
83'
4.5
7.
เวิร์ตซ์
73'
6.4
9.
อิซัค
6.
เคอร์เคซ
6
30.
ฟริมปงค์
74'
6.6
42.
ไนโอนี
83'
5.5
ผู้จัดการทีม
อาร์เน่ สล็อต
พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 38
สนาม สนามแอนฟิลด์
24 พฤษภาคม 2569
กรรมการ ดาร์เรน อิงแลนด์
ลิเวอร์พูล
1
1
เบรนท์ฟอร์ด
เคอร์ติส โจนส์ 59'
เควิน ชาเดอ 64'
1'
Kick off เริ่มการแข่งขัน
เสียงนกหวีด เป่าเริ่มเกมไปได้เพียง 30 วินาที ลิเวอร์พูลบุกเข้าใส่ผู้มาเยือนตามสไตล์เจ้าถิ่น ก่อนที่พวกเขาจะเป็นฝ่ายได้ลูกเตะมุมเป็นครั้งแรกทางฝั่งซ้าย โดยมีเอ็นกูโมฮา ปีกดาวรุ่งของเจ้าถิ่น ขอทำหน้าที่เปิดลูกนี้เข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่ถูกผู้เล่นของเบนรท์ฟอร์ดสะกัดออกหลังไป ลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุมอีกครั้ง แต่ลูกเตะมุมลูก เป็น โดมินิก โซบอสซ์ไล ที่ขอทำหน้าที่เปิดบอลบ้าง

ซึ่งเขาได้เปิดไปกลางประตู แต่ถูกแนวรับ แตนพิฆาต ผู้มาเยือนสกัดทิ้งไปได้ ทว่าบอลไม่ยอมไปไหนไกล ก่อนที่จะไหลเข้าทางปืนของ แม็ค อัลลิสเตอร์ มิดฟิลด์ ของเจ้าถิ่น ได้ซัดเต็มหน้ากรอบเขตโทษ แต่บอลพุ่งไปแฉลบกองหลังจนกระดอนออกไป

จากนั้นไม่นานลิเวอร์พูล ก็มีโอกาสบุกทำประตูอีกครั้ง จากจังหวะโซบอสซ์ไล โชว์ทักษะความพริ้วเลี้ยงฝ่าด่านแนวรับเบรนท์ฟอร์ด เข้าไปในเขตโทษจากนั้นตวัดให้ ริโอ เอ็นกูโมฮา แรงเกินไป บอลจึงกลิ้งออกหลัง เป็นลูกเตะจากปากประตูของเบรนท์ฟอร์ดแทน
4'
ลิเวอร์พูล ได้ลุ้นประตู จากจังหวะโหม่งของโกนาเต้
จังหวะหวาดเสียวของเกมยังเกืดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเกมบุกของเจ้าถิ่นที่ว่าทำกันได้ดีมาก ซึ่งในครั้งนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้บอลและจ่ายเข้าเขตโทษ แต่โดนแนวรับของผู้มาเยือนสกัดร์ทิ้งบอลออกหลัง ลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุมต่อ โดยการเล่นลุกเตะมุมครั้งนี้เป็นซาล่าห์ที่ทำหน้าที่เปิดเข้ามาในเขตโทษ แต่ก็ไม่ผ่านกองหลังของแบรนทฟอร์ดที่สะกัดออกหลังอยู่ดี ลิเวอร์พูล ยังคงได้ลูกเตะมุมอีกครั้ง

และก็เป็นซาล่าห์ก็ทำหน้าที่เล่นลูกเตะมุมต่อ และจังหวะนี้เองที่ศูนย์หน้าจากถิ่นมัมมี่ เลือกเล่นลูกเตะมุมสั้น แทนการโยนเข้าเขตโทษ โดยเขาเขี่ยให้ แม็ค อัลลิสเตอร์ที่อยู่ใกล้ ๆ ก่อนที่กองกลางชาวอาร์เจนไตน์ เปิดบอลย้อนกลับมาตรงกลางประตู โดยมีโกนาเต้ ที่หาพื้นที่ว่างในเขตโทษได้ดี ได้จังหวะขึ้นโหม่งลูกเปิดดังกล่าว ก่อนที่บอลพุ่งเรียดเข้ากลางประตู แต่ผู้รักษาประตูยังเซฟเอาไว้ได้
7'
เบรนท์ฟอร์ด มีลูก เควิน ชาเดอ ได้โหม่งเน้น ๆ
เกมเดินทางมาถึงนาทีที่ 7 ทีมเยือนมีโอกาสตั้งเกมได้บ้าง พวกเขามีโอกาสสร้างความหวาดเสียวให้กับเจ้าถิ่นเล็ก ๆ น้อย ๆ จากจังหวะ คีน ลูอิส-พอตเตอร์ โยนบอลเข้าหัว เควิน ชาเดอ ได้โหม่งเน้นๆ บริเวณจุดโทษ แต่บอลก็พุ่งหลุดเสาฝั่งขวาออกไปไกลอย่างน่าเสียดาย
11'
ติอาโก้ ตักบอลให้ อูอัตตาร่า เข้าทำประตู ก่อนเจ้าตัวจะเข้าไม่ถึง
หลังจากตั้งเกมและมีโอกาสต่อกรกับเจ้าถิ่นได้ เบรนท์ฟอร์ด ก็อาศัยจังหวะสวนกลับเข้าทำเกมรุกใส่ลิเวอร์พูลบ้าง โดยจังหวะนี้ อิกอร์ ติอาโก้ ดาวยิงของทีม ตักบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษของลิเวอร์พูลอย่างแม่นยำ แต่ อูอัตตาร่า เข้าบอลไม่ถึง จึงทำให้บอลไหลหลุดออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย และเป็นลูกเตะจากปากประตูของฝั่งลิเวอร์พูล
15'
15 นาทีผ่าน ลิเวอร์พูลครองบอลเหนือกว่าที่ 66 ต่อ 34 เปอร์เซ็นต์
15’ ลิเวอร์พูล มาได้ลูกเตะมุมเป็นครั้งที่ 3 ของเกม จากการที่เคอร์ติส โจนส์ พยายามแทงบอลทะลุช่องให้เพื่อนร่วมทีม แต่โดนกองหลังผู้มาเยือนบล็อกเอาไว้จยบอลออกหลัง ผู้ตัดสินจึงให้เป็นลูกเตะมุมของลิเวอร์พูลดังกล่าว แน่นอนว่าลูกเตะมุมในฝั่งเสาไกลยังคงเป็นซาลาห์รับทำหน้าที่ เปิดลูกเตะมุมเช่นเดิม

และซาล่าห์ยังเลือกโยนบอลโด่งเข้าเขตโทษ ทำให้ผู้เล่นแนวรับของเบรนท์ฟอร์ดชิงจังหวะโหม่งสกัดออกไปแต่ไม่ขาด บอลมาตกใส่ เอ็นกูโมฮา ทำให้เขาใช้ความสามารถเฉพาะตัว แล้วหาโอกาสส่องจากหน้าเขตโทษ แต่บอลก็ยังติดผู้เล่นแนวรับแบรนท์ฟอร์ดเช่นเดิม มาถึงตรงนี้ เจ้าบ้านถือว่ากดดันอย่างหนัก เพราะมีอัตราการครองบอลอยู่ที่ 66:34 เปอร์เซ็นต์
18'
เสาช่วยเชพประตูให้ เบรนท์ฟอร์ด จากลูกปั่นฟรีคิกของซาล่าห์
18’ มาเธียส เยนเซ่น มิดฟิลด์ตัวตัดเกมของเบรนท์ฟอร์ด ทำฟาวล์ใส่กราเฟนแบร์ก แบบหน้าเกลียดบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ที่มีนำไปสู่โอกาสในการทำประตูได้ ผู้ตัดสิน ดาร์เรน อิงแลนด์ ไม่รอช้าเป่าให้ ลิเวอร์พูล ได้ลูกฟรีคิกทันที โดยจังหวะนี้มี โซบอสซ์ไล และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยืนอยู่ที่ลูก ก่อนที่ซาล่าห์ จะทำหน้าที่สังหารฟรีคิกด้วยการปั่นบอลข้ามหัวกำแพง

บอลพุ่งออกไปอย่างสวยงาม และมีทีท่าจะเข้าประตู แต่กลับไปชนเสาอย่างจัง และกระเด้งออกมาบริเวณหน้าเขตโทษ ไรอัน กราเฟนแบร์ก ที่ยืนอยู่บริเวณนั้นไม่รอช้าง้างเท้าซัดบอล ซ้ำดาบสองตรงกรอบเขตโทษ แต่บอลเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว ซึ่งหากลูกนี้เข้าประตูตั้งแต่จังหวะซาล่าห์ยิงฟรีคิกแล้วจะทำให้เป็นอีกประตูสุดสวยของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เพราะเคลเลเฮอร์ อดีตผู้รักษาประตูของหงส์แดงรายนี้ได้แต่เชฟด้วยสายตาไปแล้วนั่นเอง
20'
เคลเลเฮอร์ โชว์เชฟแรก
ลิเวอร์พูล ได้ลูกเตะมุมอีกแล้ว ในจังหวะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีโอกาสลากเลยจนสุดเส้นหลังก่อนที่เขาจะเปิดบอลสุดอันตรายเข้าเขตโทษ แต่ ควีวีน เคลเลเฮอร์ ออกมาตัดบอลไว้ได้ ทำให้บอลเด้งออกหลัง และลิเวอร์พูลได้เตะมุมดังกล่าว แต่ก็ไม่มีเหตุการณืหวาดเสียว เพราะลูกเตะมุมของลิเวอร์พูลครั้งนี้ก็ยังถูกแนวรับเบรนท์ฟอร์ดสกัดออกมาได้
21'
โซบอสซ์ไล โชว์พลิ้วฉีกแนวรับเบรนท์ฟอร์ด ก่อนสับไกเฉียดเสา
จังหวะการทำประตูของเจ้าถิ่นก็เกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็น โดมินิก โซบอสซ์ไล ที่ได้บอลจากกลางสนามแล้วใช้เทคนิคเฉพาะตัว เลี้ยงฝ่าแนวรับของเบรนท์ฟอร์ดเข้าไปในกรอบเขตโทษได้อย่างน่าทึ่ง แต่จังหวะยิงระยะเผาขนของเขายังเบาและขาดความเฉียบคม ทำให้บอลพุ่งหลุดเสาขวาออกไปนิดเดียวอย่างน่าเสียดาย
23'
Cooling break
หลังจากจังหวะนี้จบสกอร์ โดมินิก โซบอสซ์ไล จนลูกออกหลังประตู กรรมการได้สั่งหยุดเกม ให้นักเตะได้พักให้ดื่มน้ำชั่วคราว (Cooling break)
27'
ซาลาห์ หวิดหลุดเดี่ยว แต่เลือกเล่นหลายจังหวะ จนพลาดโอกาสทอง
หลังการพักดื่มน้ำมาไม่กี่นาที ลิเวอร์พูลเหมือนมีกำลังวังชาเพิ่มมากขึ้น จนสร้างโอกาสทำประตูใส่ผู้มาเยือนได้อีกครั้ง โดยจังหวะนี้ โซบอสซ์ไล จ่ายบอลทะลุช่องสุดสวยให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จนเขาเกือบได้หลุดเดี่ยวไปดวลกับผู้รักษาประตู แต่ถูกกองหลังทีมเยือนพันแข้งพันขาปิดมุมไว้ แต่เขาเลือกที่จะยิงเอง แทนที่จะส่งบอลให้ เคอร์ติส โจนส์ ที่วิ่งสอดขึ้นมาขอบอล จนถูกเคลียร์ตัดหน้าสกัดโอกาสทองในครั้งนี้ไว้ได้
28'
อลิสซอน ยังไว้ใจได้ อ่านเกมขาด
เบรนท์ฟอร์ด เป็นฝั่งถูกโหมบุกอยู่นาน แต่ก็ยังมีโอกาสสกิดตอดใส่เจ้าถิ่นอยู่บ้าง ซึ่งครั้งนี้เป็น คีน ลูอิส-พอตเตอร์ แนวรุกของทีมที่มองเห็น อิกอร์ ติอาโก้ มีพื้นที่วางอยู่อีกฝากสนาม เขาจึงตัดสินใจ โยนบอลยาวไปให้ แต่ อลิสซอน นายด่านของลิเวอร์พูล อ่านเกมขาดขยับออกมารับบอลเอาไว้ได้
31'
ลิเวอร์พูล ยิงไปแล้ว 8 ครั้ง แต่ยังไม่เป็นประตู
มาถึงตรงนี้ ลิเวอร์พูลยังมีฟอร์มการเล่นที่ดุดัน โดยมีสถิติโอกาสยิงทั้งหมดอยู่ที่ 8 ครั้ง และยิงเข้ากรอบถึง 2 ครั้ง ส่วนผู้มาเยือนมีโอกาสยิงแค่ครั้งเดียว แต่ยังไม่เข้ากรอบหรือตรงประตูเลย
34'
แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ได้จังหวะสับเต็มข้อ
ยังคงเป็นลิเวอร์พูล ที่มีโอกาสขึ้นนำอีกครั้ง จากการที่ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน จับบอลได้บริเวณหน้าเขตโทษ ก่อนที่เขาจะสับไกยิง บอลพุ่งตรงกรอบแต่ไปแฉลบกองหลัง บอลลอยออกหลังไปแบบไม่ได้ตั้งใจ ลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุมอีกครั้ง และลูกเตะมุมครั้งนี้ ซาลาห์ ก็เปิดเข้ามาในเขตโทษ แต่กองหลังก็เคลียร์ทิ้งไปได้เช่นเคย
38'
เคลเลเฮอร์ ฝันร้ายของลิเวอร์พูลในครึ่งแรก
จังหวะหวาดเสียว และโอกาสการทำประตู ก็ยังเป็นเจ้าถิ่นที่ยังดูมีมากกว่า คราวนี้ เป็น ไรอัน กราเฟนแบร์ก ที่วิ่งมาเล่นบอลจากลูกเปิดบริเวณเส้นหัวกะโหลก จับบอลจังหวะแรกได้อย่างแนบเนียน ก่อนจะตะบันเต็มข้อ บอลพุ่งเป็นจรวดพุ่งเสียบมุมขวาบน แต่เป็น ควีวีน เคลเลเฮอร์ อดีตศิษย์เก่าของเข้าถิ่น ที่ตอนนี้เฝ้าเสาให้เบรนท์ฟอร์ดโชว์ซูเปอร์เซฟ ปัดออกไปได้อย่างยอดเยี่ยม ผู้ตัดสินและผู้ช่วยชี้เป็นลูกเตะมุม ครั้งที่ 6 ของลิเวอร์พูล และจากการเตะมุมครั้งนี้ ซาล่าห์ยังคงเปิดโค้งเข้ามาในกรอบเขตโทษ แต่ผู้รักษาประตูอ่านเกมเยี่ยมและออกมาตัดบอลไว้ได้ เรียกได้ว่าเขาเป็นฝันร้ายของแนวรุกของลิเวอร์พูลในช่วงครึ่งแรกเลยก็ว่าได้ !
41'
เอ็นกูโมฮา โซโล่
ลูกนี้ก็ได้แค่เกือบชองเจ้าถิ่น!เมื่อ ริโอ เอ็นกูโมฮาโชว์ทักษะลากเลื้อยโซโล่เดี่ยวมาถึงหน้าเขตโทษ ก่อนหาจังหวะสับไก แต่ด้วยการที่หลักไม่ดีเท่าไหร่ และตัดสินใจเร็วเกินไป ทำให้บอลพุ่งเฉี่ยวเสาขวาออกไปนิดเดียวเท่านั้น
43'
แลกกันคนละหมัด
จังหวะโอกาสทองฝังเพชรของทั้งสองทีม เกิดขึ้นในช่วง 5 นาทีสุดท้ายก่อนหมดครึ่งแรกนี่เอง โดยเบรนท์ฟอร์ด ได้สร้างความหวาดเสียวก่อน จากการที่เควิน ชาเดอ สอดมารับบอลจ่ายสุดสวย และซัดจังหวะแรกแบบจ่อ ๆ บริเวณเขตโทษ บอลพุ่งไปทางซ้ายของประตู แต่ อลิสซอน ก็โชว์ปฏิกิริยาสุดหนึบเซฟด้วยขา ป้องกันเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

จากนั้นทางลิเวอร์พูล ได้ครอบครองบอล และทำการโต้กลับแบบทันที โคดี้ กัคโป ที่หาพื้นที่ว่างให้ตัวเองบริเวณจุดโทษ จากจังหวะนี้ได้ขึ้นโหม่งแบบมีลุ้น จากจังหวะที่โซบอสซ์ไลสาดบอลยาวไปให้ แต่มีคาโยเด กองหลังของเบรนท์ฟอร์ด เข้ามาบล็อกลูกยิงเอาไว้ได้ ก่อนที่บอลจะไปถึงผู้รักษาประตู ส่งผลให้บอลเด้งออกหลัง และลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุมเป็นครั้งที่ 7 ของเกม
44'
กรรมการชูป้าย ทดเจ็บครึ่งแรก 3 นาที
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังประจำการและทำหน้าที่เปิดเตะมุมเข้ามาเช่นเดิม แต่ก็ยังไม่ผ่านกองหลังทีมเยือนได้ เพราะพวกเขาเทกตัวขึ้นโหม่งสกัดบอลทิ้งออกไป ลิเวอร์พูลได้เตะมุมติด ๆ กัยอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 8 ของเกม ซึ่งครั้งนี้เป็น โดมินิก โซบอสซ์ไล ที่เลือกเล่นลูกเตะมุมสั้น แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครึ่งแรกทดเจ็บ 3 นาที

และในช่วงทดเจ็บครึ่งแรกไปแค่นาทีเดียว อูอัตตาร่า โยนบอลเข้าไปลุ้นในเขตโทษ แต่ไม่ถึงผู้เล่นแนวรุกคนไหนเลย บอลหลุดออกหลังไป เป็นลูกเตะจากปากประตูของลิเวอร์พูล ขณะที่ลิเวอร์พูลเองก็มีจังหวะหลุดของซาล่าห์แต่ดึงจังหวะนานไปหน่อย จึงถูกสะกัดไว้ได้
45+3'
หมดเวลาครึ่งแรก
ผู้ตัดสินก็เป่าหมดเวลาครึ่งแรก ซึ่งครึ่งแรกทั้งสองทีมยังเสมอกัน 0-0 แต่เป็นโดยรูปเกมเป็นเจ้าถิ่นที่ดูดีกว่าชัดเจน และจังหวะให้ใจหายใจคว่ำในช่วงท้าย ๆ ของเกมนี่เอง
HALF TIME
49'
กัคโป ขอฉายแสง
โอกาสทำประตูเกิดขึ้นมาติด ๆ คราวนี้ เป็นคิวของโคดี้ กัคโป ที่มีโอกาสฉายแสงบ้าง ด้วยการหาช่องสับไกยิงเน้น ๆ ทว่าบอลไปติดบล็อกกองหลังทีมเยือนเต็ม ๆ จนบอลลอยออกหลัง จนลิเวอร์พูลได้เตะมุมเป็นครั้งที่ 9 แต่ลูกเตะมุมต่อเนื่องของลิเวอร์พูล จากโดมินิก โซบอสซ์ไล ก็ไม่สามารถสร้างอันตรายอะไรได้
50'
ริโอ เอ็นกูโมฮา ได้ส้มหล่น
ลิเวอร์พูลยังบุกและสร้างโอกาสได้เรื่อย ๆ ครั้งนี้เป็น ริโอ เอ็นกูโมฮา วางบอลยาวเข้าเขตโทษ แต่น้ำหนักเบาเกินไปทำให้โดนกองหลังดักตัดหน้าเอาไว้ได้ ทั้งผู้ตัดสินและผู้ช่วยต่างชี้ไปที่มุมธงพร้อมกันให้เป็นลูกเตะมุมลิเวอร์พูลครั้งที่ 10 โดมินิก โซบอสซ์ไล เลือกเล่นเตะมุมครั้งนี้ ด้วยการสั้น ก่อนจะเปิดย้อนไปตรงกลางอีกครั้งแต่โกนาเต้โหม่งบอลออกหลังไป จากจังหวะนี้ ผู้รักษาประตูทีมเยือน ตั้งเกมด้วยการเตะลูกสั้นมาให้แฮนเดอร์สัน แต่พลาดถูก ริโอ เอ็นกูโมฮา ตัดได้ ก่อนที่ เอ็นกูโมฮา ก็พยายามกระชากหาช่องหลุดเดี่ยว แต่จับบอลแรกห่างตัวเกินไปจนเสียการครอบครอง บอลหลุดออกหลังเป็นลูกเตะจากปากประตูของเบรนท์ฟอร์ดแทน
52'
ซาลาห์ สับไกสร้างซีนอำลา
ซาลาห์ เกือบจะสร้างซีนอำลาให้ตัวเองจากการทำประตูได้ หลังมีจังหวะสับไก จากลูกที่ แม็ค อัลลิสเตอร์ ไหลมาให้บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนสับไกเล็งไปที่มุมขวาล่าง ทว่าบดยิงไม่มีน้ำหนักพอที่จะผ่านมือ ควีวีน เคลเลเฮอร์ ที่รับไว้สบาย และเพียงให้หลังนาทีเดียว ซาลาห์ ก็มีโอกาสกระชากลุยเดี่ยวแนวรับทีมเยือนเข้ามาบล็อกจังหวะไว้ได้ทันทำให้สร้างโอกาสต่อไม่ได้ ขณะที่ทีมเยือนเองก็มีจังหวะได้ตอบโต้บ้าง จากการที่ อูอัตตาร่า ลองส่องไกลจากเส้นกรอบเขตโทษ ทว่าโดนบอลไม่ดีหลุดกรอบออกหลังเสาซ้ายไปไกลแบบหมดลุ้นเช่นกัน
58'
ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 1-0
ความพยายามของลิเวอร์พูลก็สัมฤทธิ์ผล ในนาทีที่ 58 ของเกม ด้วยการทำประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ โจนส์กระโดดโหม่งสกัดบอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนที่บอลจะมาถึงโซบอสซ์ไล ตรงกลางสนาม จากนั้น โซโบ โหม่งบอลเปลี่ยนทางไปถึงกักโป ซึ่งศุนย์หน้าจากแดนกังหันลมไม่รอช้าตวัดบอลเร็วไปยังที่ว่างฝั่งขวาให้ซาล่าห์วิ่งไล่ เพราะมีพื้นที่ว่างดั่งท้องทุ่งนา ซึ่งซาล่าห์ก็ไม่ทำให้ผิดหวังควบตะบึงจนถึงบอล และลากจี้เข้าเส้นหลังก่อนที่จะเปิดไซร้ก้อยพุ่ง ๆ ไปตรงกลางประตู โจนส์ที่วิ่งมาพอดีแปบอลเข้าประตูไปอย่างสวยงาม

ซึ่งหลังจากการทำประตูนี้ทางกรรมการก็มีการเช็ค VAR ว่าจังหวะซาล่าห์ล้ำหน้าหรือไม่ แต่พอตีเส้นแล้วก็พบว่าซาล่าห์อยู่ในไลน์พอดี ลูกนี้จึงถูกตัดสินให้เป็นประตูของลิเวอร์พูลทันที
60'
เบรนท์ฟอร์ด ถอด เฮนเดอร์สัน ส่ง ฮิคกีย์ มาแทน
เบรนท์ฟอร์ด เปลี่ยนตัวผู้เล่นคนแรกในเกมนี้ โดยถอด จอร์แดน เฮนเดอร์สัน อดีตตำนานลิเวอร์พูลอีกคนออก และส่ง แอรอน ฮิคกีย์ ลงมาแทน
63'
ซาลาห์ โชว์เลื้อยแหวกแนวรับ
หลังจากขึ้นนำลิเวอร์พูล ก็ยังคงทำเกมบุกต่อเนื่องเพื่อทำประตูเพิ่มจะได้ปิดฉากฤดูกาลนี้อย่างสวย ๆ โดยเฉพาะซาลาห์ที่มีจังหวะโชว์ลีลาโยกหลอกเลื้อยแหวกแนวรับ แต่กองหลังทีมเยือน ก็ยังช่วยกันสกัดทิ้งออกหลังไปได้ ลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุมบุกกดดันต่อเป็นครั้งที่ 11
64'
เบรนท์ฟอร์ด ตีเสมอ 1-1
จากนั้นช่วงเวลาของเบรนท์ฟอร์ดก็มาถึง หลังจากถูกเจ้าถิ่นขึ้นนำไปไม่ถึง 5 นาที พวกเขาก็สามารถตีเสมอทวงคืนประตูได้สำเร็จเป็น 1-1 จากลูกโขกของ เควิน ชาเดอ ที่โฉบเข้าหาลูกครอสในเขตโทษของ ลูอิส พอตเตอร์ ได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนจะสะบัดหัวโหม่งบอลกดลงพื้นเสียบมุมซ้ายเข้าไปอย่างเฉียบคม!
66'
เบรนท์ฟอร์ดได้ใจบุกต่อ !!
หลังจากทำประตูตีเสมอได้ เหมือนกำลังใจของทีมเยือนจะกลับมา พวกเขาเล่นต่อบอลและบดขยี้เข้าใส่เจ้าถิ่นต่อเนื่อง โดย ไมเคิล คาโยเด้ ตักบอลโด่งเข้าเขตโทษได้อย่างสวยงาม แต่โดนผู้เล่นลิเวอร์พูลโหม่งสกัดทิ้งออกมาได้ จากนั้นบอลได้ไหลมาถึง ริโอ เอ็นกูโมฮา และปีกดาวนุ่งก็พยายามแทงบอลทะลุช่องให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แต่น้ำหนักบอลแรงเกินไป จนถล้ำลึกออกหลังไป และเป็นลูกเตะจากปากประตูของเบรนท์ฟอร์ด
68'
Cooling break ครึ่งหลัง
ผู้ตัดสินเป่านกหวีดให้สัญญาณหยุดพักดื่มน้ำในครึ่งหลัง
71'
สถิติโผล่ ลิเวอร์พูลยิงไปแล้ว 18 ครั้ง
แม้ผู้มาเยือนจะเกมบุกใส่เจ้าถิ่นบ้าง แต่ถึงเวลานี้ สถิติโอกาสสับไกของลิเวอร์พูลก็ยังเหนือกว่าโดยยิงไป 18 ครั้ง ขณะที่เบรนท์ฟอร์ดยิงไป 5 ครั้ง และยิงเข้ากรอบอยู่ที่ 5 ต่อ 2 ครั้งเท่านั้น
72'
อูอัตตาร่า เกือบสร้างเซอร์ไพร์ส ในแอนฟิลด์
เบรนท์ฟอร์ด เกือบได้โอกาสขึ้นนำเป็น 2-1 จากจังหวะที่ มาเธียส เยนเซ่น เปิดเตะมุมโด่งเข้ากลางเขตโทษ ก่อน ดังโก้ อูอัตตาร่า จะยืนโล่ง ๆ ได้โหม่งสะบัดบอลหลุดข้ามคานออกไปแบบไม่ได้ลุ้น
73'
ซาลาห์ ถูกเปลี่ยนตัว เสียงปรบมือดังกึกก้อง
ลิเวอร์พูลมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น โดยถอด ริโอ เอ็นกูโมฮา และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ออกและส่ง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ และ เฌเรมี่ ฟริมป ลงสนามแทน ซึ่งการเปลี่ยนตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในครั้งนี้นั่นก็แสดงว่าเวลาของเขากับลิเวอร์พูลจบลงแล้ว และทันทีที่ศูนย์หน้าคนเก่งผู้พาทีมคว้าแชมป์ในช่วงที่ผ่านมา จะเดินออกจากสนาม ผู้ชมต่างก็พากันลุกขึ้นยืนปรบมือ เพื่อเป็นเกียรติให้กับเขาดังกึกก้องไปทั่วทั้งสนาม
81'
อิกอร์ ติอาโก้ ตวัดยิงเร็ว
เบรนท์ฟอร์ด ยังคงทำเกมได้ดีกว่าเจ้าถิ่นในช่วงนี้ด้วยการบีบชิงพื้นที่เร็วใส่เจ้าถิ่น ก่อนที่ มาเธียส เยนเซ่น จะแย่งบอลได้ตรงเส้นกลางสนาม ก่อนจะลากไปตรงกรอบเขตโทษ และไหลให้ อิกอร์ ติอาโก้ สปีดมารับบอลจ่ายสั้นในเขตโทษ ก่อนที่เขาจะตลัดยิงหลุดเสาขวาออกไปแบบได้ลุ้นนิด ๆ
82'
เวียร์ตซ์ เตะบอลปลิ้น
ลิเวอร์พูลมีจังหวะสวนกลับอีกครั้ง เมื่อฟริมปง ลากบอลมาทางฝั่งขวา ก่อนจะจี้เข้าเขตโทษและส่งให้ แม็ค อัลลิสเตอร์ เป็นจังหวะเดียวกันกับการที่เขาเห็นฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ยืนโล่ง ๆ จึงจ่ายบอลไปให้ แต่ เวียร์ตซ์ สับไกไม่ดีพอ บอลปลิ้นออกนอกกรอบทะลักออกหลังเสาซ้ายไปไกลอย่างน่าเสียดาย
83'
หมดเวลา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เล่นให้ลิเวอร์พูล
ลิเวอร์พูลเปลี่ยนผู้เล่นอีก 2 คน โดยส่ง เทรย์ นีโอนี่ ลงมาเล่นแทน ไรอัน กราเฟนแบร์ก และส่ง มิลอส เคอร์เคซ มาแทน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ซึ่งเป็นการปิดฉากโรเบิร์ตสัน กับลิเวอร์พูล ไปด้วยความสวยงามและตราตึงใจ จากเสียงปรบมืออันดังกึกก้องของเหล่าเดอะค็อปเฉกเช่นเดียวกับซาล่าห์ ขณะที่เบรนท์ฟอร์ดเองก็มีการเปลี่ยนตัวเช่นกัน โดยให้ มิคเคล ดัมส์การ์ด ลงสนามมาแทน มาเธียส เยนเซ่น
87'
ลิเวอร์พูลชุดสอง ก็ยังดุดัน
แม้ช่วงเวลานี้ ลิเวอร์พูล จะมีเปลี่ยนผู้เล่นหลายราย แต่เกมรุกของพวกเขาก็ยังดุดันอยู่ โดยในช่วงท้ายเกมนี้ ลิเวอร์พูลมีจังหวะสวนกลับ จากการที่ แม็ค อัลลิสเตอร์ จ่ายบอลไปทางซ้ายที่ให้ กักโป ที่ยืนว่างอยู่คนเดียว ก่อนที่เขาจะลากเลื้อยไปที่กรอบเขตโทษ และล็อกหนึ่งจังหวะเพื่อหาโอกาสยิง แต่ทว่าถูกกองหลังเบรนท์ฟอร์ด จิ้มแย่งบอลไปได้ ลิเวอร์

แต่บอลไม่ได้ไปไหนไกล กระเด้งมาบริเวณหน้าเขตโทษ และเป็นจังหวะเดียวกันกับ มิลอส เคอร์เคซ ที่อยู่ถูกที่ถูกเวลาวิ่งมายิงซ้ำ แต่บอลก็แฉลบกองหลังแบรนท์ฟอร์ดลอยออกหลังไป ลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุมเป็นครั้งที่ 12 ในเกมนี้ ซึ่งลูกเตะมุมลูกนี้ก็ยังคงไม่มีความอันตราย เพราะแนวรับเบรนท์ฟอร์ดก็ชิงโหม่งสกัดออกไปได้ก่อนเช่นเคย
89'
ทั้งสองทีมเปลี่ยนตัว ส่งผู้เล่นสำรองสัมผัสเกม
เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค มีโอกาสสับไก เพื่อสร้างประตูให้กับลิเวอร์พูล จากจังหวะวิ่งเข้ามาเก็บตกบอลจังหวะสองก่อนลองส่องไกลระยะกลางประตู แต่ยิงไม่ดีพอ บอลเหินข้ามคานออกไปไกลอีกครั้ง และในช่วงนี้ ทั้งลิเวอร์พูล และเบรนท์ฟอร์ด ได้มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นอีกครั้ง โดยทางลิเวอร์พูล อาร์เน่ สล็อต ได้เปลี่ยนอิบราฮิมา โกนาเต้ ออก แล้วส่ง โจ โกเมซ ลงมาเล่นแทน ทางฝั่งเบรนท์ฟอร์ด ขยับเปลี่ยนตัวด้วยการ รีส เนลสัน ลงสนาม คีน ลูอิส-พอตเตอร์
90'
ทดเวลาบาดเจ็บ 10 นาที!
เกมนี้ผู้ตัดสินชูป้ายทดเวลาบาดเจ็บ ถึง 10 นาที!
90+2'
โซบอสซ์ไล ทำเสียว เกือบทำให้เจ้าถิ่นเฮ
ผู้ตัดสินแจกใบเหลือให้ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ เป็นใบที่สองของเกม และของทางฝั่งลิเวอร์พูล จากการเข้าตัดเกมใส่ ติอาโก้ ที่กำลังได้บอลและจะสวนกลับ แต่กระนั้นหลังจากได้ฟรีคิก เบรนท์ฟอร์ดก็เล่นเร็ว แต่พลาดถูกตัดบอลได้โดย ทีโอนี ก่อนที่เขาจะส่งบอลให้ ฟริมปง ที่ทางริมเส้นฝั่งขวา จากนั้นฟริมปง ก็บรรจงเปิดบอลไปตรงกลางประตู ก่อนที่ โดมินิก โซบอสซ์ไล จะหลุดแนวรับ และดีดบอลเข้าไปในเขตโทษอย่างเหนือชั้น แต่ไม่ผ่าน ควีวีน เคลเลเฮอร์ ที่ออกมารับได้สบาย
90+4'
แจกเหลืองฝั่งเบรนท์ฟอร์ด
วิตาลี่ ยาเนลต์ โดนใบเหลืองจากการไม่พอใจและประท้วงผู้ตัดสิน
90+5'
ผู้เล่นเบรนท์ฟอร์ดไปนอกเกม ไม่รอดโดนเหลืองอีกใบ
นาธาน ไมเคิล คอลลินส์ ไปนอกเกมใส่ผู้เล่นลิเวอร์พูล ด้วยการดึงคู่แข่งล้มลง ผู้ตัดสิน ดาร์เรน อิงแลนด์ ไปรอช้า แจกใบเหลือให้ผู้เล่นเบรนท์ฟอร์ดเป็นรายที่ 2
90+6'
เคลเลเฮอร์ โชว์ซูเปอร์เซฟ! อีกครั้ง
จังหวะปาฏิหาริย์ของเกมก็เกิดขึ้นอีกครั้งในเกมนี้ เมื่อ ควีวีน เคลเลเฮอร์ โชว์ซูเปอร์เซฟ! อีกครั้ง ด้วยการปัดป้องไม่ให้ลูกยิงของ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ พุ่งเข้าไปนอนอยู่ก้นตาข่าย หลังจากที่ เวียร์ตซ์ ได้บอลจาก โซบอสซ์ไล อย่างสุดสวย และเขามีเวลาและพื้นที่มากพอ ก่อนที่จะสับไกยิงเล็งไปที่มุมซ้ายล่าง แต่ถูก ควีวีน เคลเลเฮอร์ ขวางไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ บอลเด้งออกหลังเป็นลูกเตะมุมของลิเวอร์พูลเป็นครั้งที่ 13 ของเกม ซึ่งลูกเตะมุมลูกนี้ก็ยังไม่สามารถทำอันตรายเบรนท์ฟอร์ดได้
90+7'
ลูกเตะมุมครั้งที่ 14 ก็มา เมื่อเฌเรมี่ ฟริมปง ได้ส้มหล่นรับบอลจ่ายสุดสวยในตำแหน่งที่มีลุ้นประตู แต่ถูกกองหลังผึ้งพิฆาต ตามมาสกัดทิ้งออกหลังได้ทันเวลา ผู้ตัดสินเป่านกหวีดจึงให้ลูกเตะมุมกับเจ้าถิ่นดังกล่าว และลูกเตะมุมของ โดมินิก โซบอสซ์ไล ก็ยังถูกสะกัดออกมาได้เช่นเคย
90+8'
พี่ไดจ์คโหม่ง แต่น้องเคลเลเฮอร์ ไม่ให้ผ่าน
ลิเวอร์พูลบุกอีกชุดเพื่อหวังประตู จากจังหวะที่ แม็ค อัลลิสเตอร์ วิ่งเข้าหาลูกโยนมาในเขตโทษของฟาน ไดจ์ค เพื่อจะโหม่ง แต่ ควีวีน เคลเลเฮอร์ ยังปฏิกิริยาไวคว้าบอลเอาไว้ได้ก่อน ทำให้โอกาสนี้หลุดลอยไป
90+10'
เบรน์ฟอร์ด เกือบสร้างปาฏิหาริย์ ไปบอลยุโรป
ผู้มาเยือนเกือบสร้างเซอร์ไพร์สด้วยการฝังเจ้าบ้านแซงชนะและเก็บสามแต้มสำคัญ จนให้อันดับในตารางพุ่งไปในโซนที่ได้เล่นฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกของสโมสรในฤดูกาลหน้า แต่โอกาสดังกล่าวต้องหลุดลอยไป เมื่อ ดังโก้ อูอัตตาร่า โฉบตัดหน้ากองหลังขึ้นโหม่งลูกเปิดของ วิตาลี่ ยาเนลต์ เต็มแรงแบบโล่ง ๆ แต่บอลหลุดเสาซ้ายออกไปนิดเดียวเท่านั้น ซึ่งจังหวะนี้ก็เป็นจังหวะสุดท้ายของเกม ผู้ตัดสินก้ได้เป่านกหวีดยาวจบเกมการแข่งขัน ! ทำให้ทั้งสองทีมแบ่งกันไปทีมละแต้ม และปิดฉากฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ของทั้งสองทีมไปอย่างสวยงาม
90+11'
หมดเวลาการแข่งขัน
ผู้ตัดสินได้เป่านกหวีดยาวจบเกมการแข่งขัน ! ทำให้ทั้งสองทีมแบ่งกันไปทีมละแต้ม และปิดฉากฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ของทั้งสองทีมไปอย่างสวยงาม โดยลิเวอร์พูล แข่ง 38 นัดมี 60 คะแนน จบอันดับที่ 5 ได้โค้วต้าไปลุยฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกส์ในฤดูกาลหน้า ขณะที่เบรนท์ฟอร์ด แข่ง 38 นัดมี 53 แต้ม จบอันดับ 9 ของตาราง แม้พวกเขาจะพลาดท่าไม่ได้ไปเล่นบอลถ้วยยุโรป แต่พวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และถือเป็นหนึ่งฤดูกาลของผึ้งพิฆาตที่มาไกลจากเป้าที่ตั้งไว้เป็นอย่างมาก
เบรนท์ฟอร์ด
Starting Formation: 4-2-3-1
1.
เคลเลเฮอร์
8.4
33.
คาโยเด้
6.6
4.
ฟาน เดน เบิร์ก
6.2
22.
คอลลินส์
6.9
23.
ลูอิส-พ็อตเตอร์
89'
6.7
6.
เฮนเดอร์สัน
60'
6.2
27.
ยาเนลต์
6.8
8.
เจนเซ่น
80'
7.0
19.
วอตตาร่า
5.9
7.
ชาเดอ
7.1
9.
ติอาโก้
5.9
ตัวสำรอง
20.
อาเยอร์
24.
ดัมส์การ์ด
80'
10.
ดาซิลวา
45.
โดโนวาน
47.
ฟูโร
2.
ฮิกกีย์
60'
6.3
11.
เนลสัน
89'
5.
พินน็อกซ์
12.
วาดิลมาสัน
ผู้จัดการทีม
คีธ แอนดรูวส์
โพสต์บน Soccersuck V2(Beta)
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออฟไลน์
อบรมขอไลเซนส์
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 01 Dec 2013
ตอบ: 43587
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sun May 24, 2026 17:11
[RE: ลิเวอร์พูล พบ เบรนท์ฟอร์ด ปิดฉากพรีเมียร์ของพลพรรคหงส์แดง พร้อมปิดตำนาน โม ซาลาห์ - แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน]
ลงชื่อครับ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
z00
ผู้จัดการทีม
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 24 Jun 2019
ตอบ: 6711
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sun May 24, 2026 17:19
[RE: ลิเวอร์พูล พบ เบรนท์ฟอร์ด ปิดฉากพรีเมียร์ของพลพรรคหงส์แดง พร้อมปิดตำนาน โม ซาลาห์ - แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน]

กระทู้อะไรครับเนี่ย
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel