ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
หัวหน้าแมวมอง
Status: 2 สุดยอดมิดฟิลด์แห่งยุค
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 20 Oct 2008
ตอบ: 19708
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat May 23, 2026 11:01
Eat Am Are จะคงราคาเดิมได้อีกนานแค่ไหน






https://www.facebook.com/share/p/1D7fLJfxGD/


ส่องผลประกอบการธุรกิจร้านอาหารไทย ปี 2025 เครื่องพิสูจน์ ‘Value For Money’ คือเส้นแบ่งระหว่างกำไรและขาดทุน

ในปี 2025 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและกำลังซื้อที่เปราะบาง ผู้บริโภคมีพฤติกรรมรัดเข็มขัดและลดความถี่ในการทานอาหารนอกบ้านลง ประกอบกับการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารที่ยังอยู่ในระดับสูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ใช้ตัดสินใจเลือกร้านอาหารไม่ใช่แค่รสชาติอีกต่อไป แต่คือ ‘ความคุ้มค่า’ (Value For Money) เมื่อพิจารณาจากงบการเงินของร้านอาหาร 9 แบรนด์หลัก ในปี 2025 จะเห็นการแบ่งกลุ่มผู้ชนะและผู้ที่ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างชัดเจน

1. กลุ่ม The Masters of Value เติบโตทะลุขีดจำกัด พร้อมรักษากำไรเป็นกอบเป็นกำ
กลุ่มนี้คือผู้ที่เข้าใจสมการความคุ้มค่า และมีโครงสร้างหลังบ้านที่แข็งแกร่งจนเกิด Economies of Scale หรืออำนาจต่อรองที่เหนือกว่า
- SUSHIRO: ทำผลงานโดดเด่นที่สุดด้วยรายได้ 4,731 ล้านบาท เติบโตถึง +62.99% YoY และสร้างอัตรากำไรสุทธิระดับพรีเมียมที่ 15.39% (728 ล้านบาท) จุดแข็งเกิดจากการออกแบบราคาแบบ Micro-Pricing เช่น ซูชิเริ่มต้นจานละ 30 บาท ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าควบคุมงบได้, กินได้บ่อย และยังได้รับคุณภาพแบบญี่ปุ่นในราคาที่คุ้มค่า ขณะเดียวกัน บริษัทใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุม Food Waste, เพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน และรักษาความเร็วในการให้บริการ เมื่อผสานกับเครือข่าย Supply Chain วัตถุดิบที่แข็งแรงและทำซ้ำได้ในระดับสเกล จึงทำให้ SUSHIRO มีความได้เปรียบที่คู่แข่งท้องถิ่นลอกเลียนได้ยาก ทั้งในด้านต้นทุน, คุณภาพ และความสม่ำเสมอของประสบการณ์ลูกค้า
- Shinkanzen Sushi (รวมถึง นักล่าหมูกระทะ, Katsu Midori ฯลฯ): เป็นอีกหนึ่งผู้นำกลุ่มร้านอาหารญี่ปุ่นมวลชนที่เติบโตร้อนแรงถึง +51.94% (3,248 ล้านบาท) และรักษาอัตรากำไรไว้ได้สวยงามที่ 10.10% (328 ล้านบาท)
- Suki Teenoi: กวาดรายได้มหาศาลถึง 9,226 ล้านบาท (+30.39%) และฟันกำไรสุทธิ 864 ล้านบาท (9.37%) เป็นภาพสะท้อนของการทำ Volume พลิกเป็นกำไรได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตาม ตัวเลข ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในปี 2025 ที่เริ่มติดลบ -3.90% เป็นสัญญาณเตือนว่าแม้วาง Positioning คุ้มค่าและเป็นขวัญใจมวลชน ก็ไม่อาจหนีพ้นผลกระทบจากกำลังซื้อที่เปราะบางลง หรืออาจเริ่มเกิดภาวะแย่งลูกค้ากันเอง จากการเร่งขยายสาขาที่หนาแน่นขึ้น
- Boost Juice: แม้รายได้จะอยู่ในระดับ 674 ล้านบาท (+37.39%) แต่สามารถทำอัตรากำไรสุทธิได้สูงถึง 15.96% ปัจจัยสำคัญมาจาก อำนาจในการตั้งราคาที่แข็งแกร่งจากการวางตำแหน่งแบรนด์เจาะกลุ่มพรีเมียมและเทรนด์สุขภาพ ผสานกับ Lean Business Model ในรูปแบบ Kiosk ตามทำเลศักยภาพสูง ซึ่งใช้พื้นที่และพนักงานน้อย ส่งผลให้มีต้นทุนคงที่ต่ำ แต่สามารถสร้างยอดขายต่อตารางเมตรได้สูงมาก พร้อมระบบจัดการหน้าร้านที่รวดเร็วทำให้เกิด High Turnover Rate อย่างแท้จริง

2. กลุ่มสู้ด้วยความคุ้มค่า แต่ต้องแบกต้นทุน
กลุ่มนี้สามารถดึงดูดลูกค้าและสร้างยอดขายให้เติบโตได้ดีจากจุดขายเรื่องความคุ้มค่า แต่ต้องเผชิญความท้าทายในการรีดกำไรบรรทัดสุดท้าย
- Eat Am Are: กวาดรายได้ถึง 1,771 ล้านบาท (+39.55%) แต่กลับเหลือกำไรสุทธิเพียง 32 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิแค่ 1.81% นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของ ‘ดาบสองคม’ ในกลยุทธ์กดอัตรากำไรให้บางเพื่อดึงดูดลูกค้า เมื่อต้องสู้ด้วยปริมาณที่ให้เยอะ บริษัทจึงต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบ (COGS) อย่างหนัก
- Yakiniku Like: ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทานคนเดียว ทำรายได้เติบโต +36.22% แต่รักษากำไรสุทธิไว้ที่ 4.84% (29 ล้านบาท)

3. กลุ่มแบรนด์ที่เผชิญแรงกดดัน
เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคำว่า ‘คุ้มค่า’ แบรนด์ที่ปรับตัวไม่ทัน แข่งขันด้านราคาไม่ได้ หรือเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบนที่กำลังลดงบประมาณลง จะได้รับผลกระทบทันที
- Ohkajhu: กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของ ‘ภาพลวงตาของรายได้’ การเปิดสาขาใหม่ (CAPEX) สามารถดึงรายได้รวมให้โต 12.27% ได้สำเร็จ แต่ตัวเลขยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่ทรุดหนักถึง -21.60% ฟ้องว่าสาขาเดิมสูญเสีย Traffic อย่างรุนแรง เมื่อสาขาเดิมยอดตกแต่ต้องแบกรับ Fixed Costs (ค่าเช่า, ค่าแรง) ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขาใหม่ ผลลัพธ์จึงไปบีบให้อัตรากำไรสุทธิบางเฉียบเหลือเพียง 2.57% สะท้อนว่าแบรนด์กำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่ต้องเปิดสาขาใหม่ไปเรื่อยๆ เพื่อกลบตัวเลขสาขาเดิมที่แย่ลง ซึ่งท้ายที่สุดภาระต้นทุนคงที่จะย้อนกลับมากัดกินกำไรสุทธิอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- Santa Fe Happy Steak: เมื่อเทียบกับ Eat Am Are ในหมวดหมู่สเต๊กและอาหารตะวันตกเหมือนกัน จะเห็นภาพชัดเจนมาก ซานตาเฟ่เผชิญรายได้หดตัว -10.12% (909 ล้านบาท) และทรุดลงไปถึงขั้นขาดทุนสุทธิ -110 ล้านบาท สะท้อนว่าลูกค้าเริ่มไหลไปยังแบรนด์ที่ให้ความรู้สึก ‘คุ้มค่า’ มากกว่า
- Laemcharoenseafood: ธุรกิจร้านอาหารทะเลระดับพรีเมียมที่มี Ticket Size สูง เผชิญรายได้หดตัว -17.06% (878 ล้านบาท) และอัตรากำไรสุทธิบางลงเหลือ 3.64% (32 ล้านบาท) เป็นสัญญาณเตือนว่าผู้บริโภคกำลังลดความถี่ในการจัดมื้อใหญ่ระดับครอบครัว หรือเปลี่ยนไปทานในโอกาสพิเศษที่น้อยลงจริงๆ

ท้ายที่สุด ‘ยอดขายที่เติบโต’ อาจเป็นเพียงภาพลวงตา หากปราศจาก ‘กำไรสุทธิ’ ที่สะท้อนถึงสุขภาพธุรกิจที่แท้จริง ก้าวต่อไปของสมรภูมิร้านอาหารในปี 2026 การใช้กลยุทธ์ 'Value For Money' เพื่อดึงดูดลูกค้าในยุคเศรษฐกิจรัดเข็มขัด จะเป็นเพียงตั๋วผ่านประตูเพื่อรักษากระแสเงินสดเท่านั้น แต่ผู้ชนะที่แท้จริงในระยะยาว คือแบรนด์ที่สามารถผสานความคุ้มค่าหน้าบ้าน เข้ากับ 'ประสิทธิภาพการบริหารจัดการหลังบ้าน' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนจะต้องหยุดพึ่งพาการขยายสาขาใหม่เพียงเพื่อพยุงรายได้รวมและกลบยอดขายสาขาเดิมที่หดตัว แต่ต้องหันมาโฟกัสการรีดไขมัน นำเทคโนโลยีมาลดต้นทุนแฝง และสร้าง Economies of Scale เพื่อปกป้อง ‘กำไรบรรทัดสุดท้าย’ ให้รอดพ้นจากสงครามราคาและต้นทุนคงที่ที่บานปลาย

.
.
.
.
.
.
.
..
.
.


รายได้เกือบ 2,000 ล้าน ถ้าวัตถุดิบขึ้นสัก 10% ขาดทุนกระจุยได้เลย netprofit แค่ 1.8% ต่ำมากๆ
โพสต์บนแอป Soccersuck บน Android
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออนไลน์
นักบอล ดิวิชั่น 1
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 30 Mar 2007
ตอบ: 12359
ที่อยู่: Stamford Bridge
โพสเมื่อ: Sat May 23, 2026 11:37
[RE: Eat Am Are จะคงราคาเดิมได้อีกนานแค่ไหน]
เป็นร้านมี่ผมว่าราคาสมเหตุสมผลอยู่ ถ้าขึ้นนิดนึงผมว่าคงไม่กระทบเพราะก็ยังถูกและคุณภาพดีอยู่ ถ้าเทียบ อก.. ที่ไม่มีทางได้เงินผมอีกเลยเพราะล่าาดแพงและอาหารโคตรรรรรช้ากว่ามาไม่อร่อยแล้ว
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel