สรุปไทม์ไลน์ ทรายสก๊อต จากเพจ poetry of bitch
https://www.facebook.com/poetryofb/
สรุปไทม์ไลน์ #ทรายสก๊อต
—————
จุดเริ่มต้นของตระกูล “ภิรมย์ภักดี”
:
1- “ภิรมย์ภักดี” คือหนึ่งในตระกูลธุรกิจเก่าแก่ของไทย โดยมีต้นตระกูลคือ พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ผู้ก่อตั้งบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ และผู้สร้างโรงเบียร์แห่งแรกของประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งก็คือ “เบียร์สิงห์” ที่คนไทยรู้จักกันดี
2- ตระกูลนี้แบ่งทายาทออกเป็น 3 สายหลัก คือ
สายที่ 1 วิทย์ ภิรมย์ภักดี - เป็นลูกของน้องชายที่พระยาภิรมย์ภักดีรับเป็นบุตรบุญธรรม
สายที่ 2 ประจวบ ภิรมย์ภักดี - บุตรชายคนโต (เกิดจากมารดาชื่อนางกิม) เป็นผู้รับช่วงต่อธุรกิจหลักของตระกูล ทายาทเด่นในสายนี้คือ สันติ ภิรมย์ภักดี (พ่อของเต้ ภูริต และต๊อด ปิติ)
สายที่ 3 จำนงค์ ภิรมย์ภักดี - บุตรชายคนเล็ก (เกิดจากมารดาชื่อนางจิ้มลิ้ม) ทายาทเด่นในสายนี้คือ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2565 (พ่อของตั๊น จิตภัสร์)
3- ส่วน “ทราย สก๊อต” อยู่ในสายที่ 3 แม่ของทรายเป็นลูกสาวของคุณจำนงค์ นั่นหมายความว่า คุณจำนงค์คือคุณตาแท้ ๆ ของทรายนั่นเอง
—————
เด็กชายที่เติบโตมากับความโดดเดี่ยว
:
4- ทรายเกิดเมื่อปี 2539 เป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลภิรมย์ภักดี พ่อและแม่แยกทางกันตั้งแต่ก่อนเขาเกิด พ่อซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-สกอตแลนด์ไปมีครอบครัวใหม่ ทำให้แทบไม่มีบทบาทในชีวิตของทราย
5- ทรายเติบโตมาในบ้านที่มีคุณตา คุณยาย คุณแม่ พี่ชายชื่อ “พาย” ซึ่งอายุมากกว่าเขา 6 ปี และเหล่าคนงานในบ้าน
6- เนื่องจากแม่ไม่ค่อยอยู่บ้าน จึงให้พี่เลี้ยงหญิงชื่อ “มีนา” ซึ่งทำงานกับครอบครัวมานาน 20 ปี เป็นคนดูแลทรายในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่ามีนาทำหน้าที่แทบทุกอย่างแทนแม่
7- ทรายเล่าว่าเขาเติบโตมาด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ได้รับความรักจากแม่ อีกทั้งแม่ไม่ยอมรับที่เขาเป็นเกย์ คนที่มอบความอบอุ่นให้เขาจริง ๆ จึงเป็นคุณตาคุณยาย ทั้งคู่ซื้อบาร์บี้ให้เขาเล่น และพาเขาไปที่บ้านหัวหินบ่อย ๆ ทำให้ทรายผูกพันกับทะเลมาตั้งแต่เด็ก
—————
วันที่ “ต้นไม้ใหญ่” ล้มลง
:
8- ทรายเรียนที่โรงเรียนบางกอกพัฒนาจนจบ ม.ปลาย จากนั้นในปี 2557 ก็บินไปเรียนต่อด้านแอนิเมชันที่ California Institute of the Arts สหรัฐอเมริกา
9- ปี 2558 คุณตาเสียชีวิตในวัย 87 ปี การจากไปของคุณตาคุณยายเปรียบเสมือน “ต้นไม้ใหญ่” ที่เคยปกป้องทรายมาตลอดชีวิตล้มลง ทิ้งให้เขาต้องเผชิญพายุเพียงลำพัง และหลังจากนั้นความขัดแย้งระหว่างเขากับแม่ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
10- ปี 2561 หลังเรียนจบปริญญาตรี ทรายย้ายไปใช้ชีวิตที่อังกฤษช่วงสั้น ๆ ที่นั่นเขาเริ่มเข้ารับการบำบัดกับจิตแพทย์ เพื่อเยียวยาบาดแผลในใจ รวมทั้งเหตุการณ์ในวัยเยาว์ที่ทรายไม่เคยบอกใครมาก่อน นั่นคือ…เขาเคยถูก “คนใกล้ชิด” ล่วงละเมิดทางเพศ!
—————
ความจริงที่ไม่มีใครอยากได้ยิน
:
11- ปี 2563 เกิดการระบาดของโควิด ทรายตัดสินใจกลับประเทศไทย ช่วงนั้นครอบครัวและญาติ ๆ ต่างมารวมตัวกันที่บ้านหัวหิน รวมถึง “มีนา” พี่เลี้ยงคนเดิม
12- หลังผ่านกระบวนการเยียวยาทางจิตใจมาแล้ว ทรายจึงรวบรวมความกล้าบอกแม่และทุกคนในบ้านว่า ตอนอายุราว 8-12 ปี เขาเคยถูกมีนาล่วงละเมิดทางเพศหลายครั้ง ญาติ ๆ จึงขอให้แม่ไล่มีนาออกจากบ้าน และแม่ก็จำใจต้องทำ
13- แต่หลังจากถูกไล่ออก มีนาได้โทรหาแม่และอ้างว่าพายก็เคยล่วงละเมิดทรายเหมือนกัน แม่จึงมาถามทราย ทรายก็บอกว่าเป็นเรื่องจริง แต่แทนที่จะได้รับการปกป้อง แม่กลับกำชับทรายว่า “ห้ามบอกใคร”
14- ทรายเลือกเก็บทุกอย่างไว้เพราะนึกถึงคำที่คุณตาเคยสอนว่า “จงปกป้องครอบครัว” และลึก ๆ เขายังหวังว่าสักวันแม่จะมอบความยุติธรรมให้กับเขา
15- ทว่า…วันนั้นไม่เคยมาถึง มีแต่เขากับแม่จะห่างกันไปเรื่อย ๆ ความสัมพันธ์ในบ้านยิ่งแตกร้าว จนบางครั้งแม่ถึงขั้นสั่งไม่ให้คนงานในบ้านพูดกับทราย
—————
เมื่อทะเลปลอดภัยกว่าบ้าน
:
16- จนวันหนึ่งแม่ก็ไล่ทรายออกจากบ้านหัวหิน ทรายเก็บข้าวของใส่ท้ายรถกระบะแล้วขับลงใต้ เริ่มต้นชีวิตใหม่กับงานอนุรักษ์ทะเล สำหรับทรายทะเลกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยมากกว่าบ้าน
17- ต่อมาทรายพบว่าแม่ไม่เคยดำเนินคดีกับมีนา แถมยังรับมีนากลับเข้ามาทำงานอีก ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกทำร้ายซ้ำจากคนในครอบครัว ช่วงหนึ่งของชีวิตเขาอยู่ในสภาพคล้ายคนไร้บ้าน บางคืนต้องนอนในรถ
18- ปี 2563 ทรายก่อตั้งมูลนิธิ “ชีวาสมุทร” (Sea You Strong) เพื่อทำงานอนุรักษ์ทะเลอย่างจริงจัง และในปี 2565 เขาว่ายน้ำข้ามเกาะจนได้รับฉายา “มนุษย์เงือก” ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น
—————
บันทึกที่เปลี่ยนทุกอย่าง
:
19- สิงหาคม 2566 ทรายเขียนบันทึกชื่อ “ความจริงของทราย สก๊อต” เล่าชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก การเป็นลูกที่แม่ไม่รัก การถูกพี่เลี้ยงล่วงละเมิดโดยไม่มีใครปกป้อง
20- ทรายโพสต์บันทึกนี้ลงในเพจเฟซบุ๊กของเขา แต่ในเวลานั้นเขายังไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก เรื่องราวจึงยังไม่กลายเป็นประเด็นใหญ่ในสังคม
21- ต่อมามีญาติช่วยประสานให้ทรายกับแม่ได้พบและพูดคุยกัน จนสามารถตกลงกันได้บางส่วน โดยแม่ยอมคืนสิทธิ์ในทรัพย์สินที่คุณตาเคยตั้งใจมอบให้ทราย ซึ่งอยู่ในรูปของกองทุนเงินปันผล ซึ่งต่อมาทรายได้นำเงินนี้ไปใช้ในงานอนุรักษ์ทะเล
22- ในการกลับมาพบครอบครัวครั้งนี้ ทรายตัดสินใจถามพี่ชายตรง ๆ ว่า “รู้ใช่ไหมว่าในบันทึกนั้น ผมยังไม่ได้เขียนเรื่องที่พี่เคยข่มขืนผม”
23- ทรายถามพายถึงเหตุการณ์ล่วงละเมิดที่เกิดขึ้นตอนเขา 10 ขวบ ส่วนพายอายุราว 16 พายไม่ได้ปฏิเสธตรง ๆ แต่บ่ายเบี่ยงว่าตอนนั้นเขายังเด็กมากและไม่รู้ตัวว่าทำอะไร โดยทรายได้แอบอัดคลิปการสนทนาไว้ เพราะเชื่อว่าสักวันหนึ่งพี่ชายอาจปฏิเสธเรื่องทั้งหมด
—————