ปัญหาระบบสาธารณสุข กับการแทรกแซงกลไกตลาด EP.2
มุมมองปัญหาฝั่ง “ผู้ใช้บริการ”
จากโพสต์ที่แล้ว ถือเป็น EP.1 ที่ผมพูดถึงผลกระทบภาพรวมของระบบสาธารณสุขที่มีการแทรกแซงกลไกตลาด โดยจะหนักไปทางฝั่งบุคลากรหรือผู้ให้บริการ
https://api-soccersuck.com/boards/topic/2660824
คราวนี้ลองมาดูอีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งคนไข้ หรือผู้ใช้บริการบ้าง
ถ้ามองแบบเศรษฐศาสตร์ การแทรกแซงราคา ทำให้คนไข้เข้าถึงบริการได้มากขึ้นจริง นี่เป็นข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สร้างพฤติกรรมและผลข้างเคียงบางอย่างตามมา
แน่นอนว่า เมื่อบริการมีราคาถูกมาก หรือแทบจะฟรี ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น demand ก็ย่อมเพิ่มขึ้น แต่ปัญหาคือ supply ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามทันที
หมอไม่ได้เพิ่มขึ้นทันที พยาบาลไม่ได้เพิ่มขึ้นทันที
ห้องตรวจไม่ได้เพิ่มขึ้นทันที เครื่องมือและงบประมาณก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นทันที
เมื่อราคาไม่ทำหน้าที่เป็นตัวกรอง demand อีกต่อไป สิ่งที่เข้ามาแทนราคาจึงกลายเป็น “เวลารอคอย” รวมถึง “คุณภาพบริการและประสบการณ์ที่ได้รับ”
พอ barrier ด้านราคาหายไป คนไข้ก็มาใช้บริการมากขึ้น ทั้งเคสที่จำเป็น เคสไม่เร่งด่วน เคสติดตามอาการเล็กน้อย หรือแม้แต่เคสที่อยากเช็กเพื่อความสบายใจ
ผลที่เกิดขึ้นคือ OPD แน่น รอคิวนาน นัดเฉพาะทางนาน ตรวจพิเศษนาน ผ่าตัด elective นาน
และเรื่องนี้อาจกระทบคนรายได้น้อยมากกว่าที่คิด
เพราะการมารอที่โรงพยาบาลทั้งวัน ไม่ได้ฟรีจริง ๆ
มันมีค่าเดินทาง มีค่าอาหาร มีรายได้ประจำวันที่หายไป มีโอกาสในการทำงานที่เสียไป
ดังนั้นแม้ค่ารักษาจะฟรีหรือถูกมาก แต่ผู้ใช้บริการก็ยังมี “ต้นทุน” ในรูปแบบอื่นอยู่ดี
เมื่อคนไข้รู้สึกว่าเขาเสียเวลา เสียรายได้ เสียโอกาส มารอตรวจทั้งวันแล้ว เขาย่อมมีความคาดหวังว่าอย่างน้อยควรได้รับอะไรบางอย่างกลับไปที่ทำให้รู้สึกว่ามันคุ้มที่มารอ
เราจึงเห็นพฤติกรรมการขอเกิดขึ้นบ่อย ๆ เช่น
ขอยานี้เพิ่มหน่อย ขอยานวด ขอพารา ขอยาหยอดตา ขอยาฆ่าเชื้อติดไว้หน่อย ขอเจาะเลือด ขอน้ำเกลือ ขอใบส่งตัวเลย ขอมารับยาแทนได้ไหม
คนไข้ไม่ได้มาด้วย mindset ว่า มาปรึกษาให้หมอตรวจ วินิจฉัย และวางแผนรักษา
แต่กลายเป็นว่า คนไข้มาพร้อมความต้องการบางอย่างอยู่แล้ว อยากได้ยาตัวนี้ อยากตรวจอันนี้ อยากส่งตัวไปที่นั่น อยากได้การรักษาแบบนั้น
ซึ่งคนไข้ก็ไม่ได้ผิดที่เขาจะขอ เพราะในมุมของเขา เขาก็มีความกังวล มีความคาดหวัง และมีต้นทุนจากการมารับบริการเหมือนกัน
แต่ปัญหาคือ เมื่อราคาไม่ทำหน้าที่เป็นตัวกรอง demand แล้ว คนที่ต้องตัดสินใจสุดท้ายจึงเป็นแพทย์ผู้รักษา
แพทย์ต้องเป็นคนบอกว่า อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น
ยาอะไรควรให้ ยาอะไรไม่ควรให้ อะไรควรตรวจ อะไรยังไม่ต้องตรวจ อะไรควรส่งต่อ อะไรยังดูแลต่อที่เดิมได้ และถ้าแพทย์อธิบายความจำเป็นหรือไม่จำเป็นเหล่านี้ได้ไม่ดีพอ คนไข้ก็อาจรู้สึกว่า หมอไม่อยากรักษา หมอไม่ให้ยา หมอไม่ฉีดยาให้ หมอไม่ทำอะไรให้เลย”
ทั้งที่ในความจริง หลายอย่างอาจไม่จำเป็น หรืออาจไม่เหมาะสมในทางการแพทย์
เรื่องนี้สร้างความลำบากใจให้แพทย์พอสมควร เพราะบางครั้งการปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น ต้องใช้เวลาอธิบายมากกว่าการสั่งให้จบ ๆ ไป และเมื่อระบบบีบให้ต้องตรวจคนไข้จำนวนมากในเวลาจำกัด ก็อาจนำไปสู่การ over investigate หรือ over treatment เพื่อ “ตัดปัญหา” มากกว่าที่ควรจะเป็น
พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้เปลี่ยนไป
เมื่อคนไข้เยอะ หมอเหนื่อย เวลาต่อคนไข้น้อย การตรวจจึงเร่งรีบ การอธิบายลดลง
คนไข้รู้สึกว่า หมอไม่ฟัง ตรวจแปปเดียวไม่เห็นทำอะไรให้
หมอเองก็อาจรู้สึกว่า คนไข้เรื่องมาก ถามเยอะ อธิบายไปก็ไม่เข้าใจ อยากได้แต่สิ่งที่ไม่จำเป็น
สุดท้ายจึงกลายเป็นการปะทะกันทางความรู้สึก ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ
ทั้งที่ต้นตอของปัญหาอาจไม่ใช่คนไข้ไม่ดี หรือหมอไม่ดี
แต่อาจเป็นระบบที่ถูกออกแบบให้ราคาถูกมาก จน demand เพิ่มขึ้นเกินกว่าที่ supply จะรองรับได้
(ปัญหาแบบนี้เราจะไม่พบในโรงพยาบาลเอกชน คนไข้จ่ายเงินเอง หมอยินดีทำให้ หมอได้เงินโรงบาลได้เงิน คนไข้อยากตรวจ over โรงบาลยินดี หมอสบายใจคนไข้สบายใจ)
เมื่อระบบรัฐช้า แออัด และตอบสนองความคาดหวังไม่ได้ คนไข้บางส่วนจึงหันไปพึ่งตลาดอื่นมากขึ้น
เช่น โรงพยาบาลเอกชน คลินิก ซื้อยากินเอง สมุนไพร
อาหารเสริม ข้อมูลจากโซเชียล หรือกูรูสายสุขภาพต่าง ๆ บางคนก็ได้รับบริการที่เร็วกว่า สะดวกกว่า และตอบโจทย์กว่า แต่บางคนก็กลายเป็นเหยื่อของการโฆษณาเกินจริง ได้รับข้อมูลผิด ๆ หรือเสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นจริง ๆ
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ การแทรกแซงราคาอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของประชาชนด้วย
เมื่อการเข้ารับบริการในโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก หรือแทบไม่มีค่าใช้จ่าย บางคนอาจไม่ได้รู้สึกถึงต้นทุนของการเจ็บป่วยมากนัก การระมัดระวังตัวไม่ให้เจ็บป่วยจึงอาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควร
แน่นอนว่าโรคหลายอย่างคนไข้ไม่ได้เลือกให้เกิด และเราไม่ควรโทษคนป่วย แต่ก็ต้องยอมรับว่า มีบางพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรสุขภาพจำนวนมาก เช่น อุบัติเหตุจากการเมาสุรา ภาวะเลือดออกทางเดินอาหารจากสุรา พิษจากสารเสพติด โรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ
คำถามคือ ถ้าผู้ใช้บริการต้องรับรู้ต้นทุนบางส่วนของการรักษามากขึ้น จะทำให้คนระมัดระวังสุขภาพตัวเองมากขึ้นหรือไม่
ถ้าระบบทำให้การรักษาพยาบาล “แทบไม่มีราคา” ในสายตาผู้ใช้บริการเลย มันอาจทำให้คนไม่เห็นต้นทุนจริงของทรัพยากรที่ถูกใช้ไป
สุดท้ายแล้ว ระบบสุขภาพที่ราคาถูกมาก ดีต่อประชาชนจริงหรือไม่ ดีในระยะสั้น แต่มีผลเสียในระยะยาวหรือเปล่า
บริการที่ประชาชนได้รับ เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นจริงไหม ประชาชนที่เสียภาษีส่วนใหญ่ ได้รับบริการสุขภาพที่เหมาะสมจริงหรือไม่ ทรัพยากรส่วนใหญ่ ถูกใช้ไปกับสิ่งที่ควรใช้จริงหรือเปล่า
สุดท้ายแล้วทุกๆอย่างล้วนมีต้นทุนเสมอ ถ้าคุณไม่ได้จ่ายแปลว่ามันมีคนต้องจ่ายแทน หรือมันอาจจะไม่ได้ถูกจ่ายเป็นเงินตรงหน้าแต่ถูกจ่ายผ่านเวลา คุณภาพ ความแออัด และความเสื่อมของระบบในระยะยาว
ฝากเพจเปิดใหม่หน่อยนะครับ เดี๋ยวมี EP ถัดๆไปอีก
https://www.facebook.com/share/1DV5APZMbx/?mibextid=wwXIfr