บทความจาก เลียม ทรูมี่
อลอนโซ่ อาจจะสนใจมากกว่าใครๆที่จะได้เห็นแผนการเล่นของ เชลซี ในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ
อลอนโซ่ สร้างชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในโค้ชรุ่นใหม่ที่เนื้อหอมที่สุดในยุโรปจาก เลเวอร์คูเซ่น
โดยนำระบบ 3-4-2-1 ที่ซับซ้อนมาใช้ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ฤดูกาล 2023-24 ของพวกเขาเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่น่าประทับใจที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของวงการฟุตบอลยุโรป
แผนของ แม็คฟาร์เลน ในเกมที่แพ้ แมนซิตี้ 1-0 เมื่อวานนี้ ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนกับแผนการเล่นของ อลอนโซ่ ที่ เลเวอร์คูเซ่น
แต่การตัดสินใจจัดทีมในระบบ 3-4-2-1 อย่างน้อยก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับโค้ชชาวสเปนที่จะได้เห็นว่าผู้เล่นคนต่างๆในทีมปัจจุบันเหมาะสมกับบทบาทที่คล้ายคลึงกันในทีมของเขาในฤดูกาลหน้าหรือไม่
สไตล์ของ อลอนโซ่ ที่ เลเวอร์คูเซ่น นั้นสร้างขึ้นบนหลักการที่โค้ชสมัยใหม่หลายคนยึดถือ นั่นคือ การเพรสซิ่งอย่างดุดัน พร้อมกับการควบคุมและการสร้างสรรค์เกมผ่านการครองบอลที่เหนือกว่า
แต่ทีมของเขาโดดเด่นด้วยการจัดระเบียบที่เหนือกว่าทั้งตอนที่มีบอลและไม่มีบอล โดยใช้พื้นที่ว่างเพื่อเล่นตามจุดแข็งเฉพาะของแต่ละคน
ระบบกองหลังสามคนของเขามักจะมี ball-playing centre-backs 2 คนอยู่ขนาบข้างเซ็นเตอร์แบ็กที่เป็นสายฟิซิคอล ( กายภาพแข็งแกร่ง ) กว่าอีก 1 คน
กริมัลโด้ วิงแบ็กซ้าย ทำหน้าที่เป็นหนึ่งใน playmakers หลัก โดยจะมีจังหวะถอยต่ำลงมาช่วยแนวรับให้กลายเป็นหลัง 4 ถ้าจำเป็น และ overlapping หรือ underlapping เมื่อเขาเติมเกมรุก
ฟริมปง วิงแบ็กขวา มักจะเป็นผู้เล่นที่เติมไปอยู่ข้างหน้าสุด สองคนนี้ทำประตูรวมกันได้ 19 ประตูและ 20 แอสซิสต์ ในบุนเดสลีกาฤดูกาล 2023-24
* อธิบายเสริมให้ overlapping คือ แบ๊ควิ่งเติมอ้อมหลังปีก underlapping คือ แบ๊ควิ่งเติมตัดด้านในปีกที่ชิดริมเส้น ฟิวส์แบบแบ๊ควิ่งเข้าฮาฟสเปซแล้วปีกอยู่ริมเส้นน่ะ *
แม้ในฐานะนักเตะ อลอนโซ่ จะเป็นผู้เล่นที่ส่งบอลยาวในแนวทแยงได้ดีที่สุดคนหนึ่งในยุคของเขา แต่ในฐานะโค้ช เขามักไม่สนับสนุนการส่งบอลแบบนั้น
เขาชอบที่จะรักษาระยะห่างระหว่างผู้เล่นให้สั้นกว่า เพื่อให้สะดวกในการส่งบอลประสานงานกัน ( ชิ่งสั้นนั่นแหละ ) และเพื่อให้แน่ใจว่าทีมของเขาอยู่ในตำแหน่งที่ดีเสมอใน counter-press ถ้าเสียการครองบอล
แทนที่จะอาศัยการเปลี่ยนจังหวะการเล่นอย่างรวดเร็ว กริมัลโด้ และ ฟริมปง มักจะเข้าไปมีส่วนร่วมในด้านบนของสนาม หลังจากที่บอลเคลื่อนไปอยู่ในกลุ่มกองกลาง ( กองกลางตัวรับ 2 คนและ กลางรุก 2 คน)
ชาก้า เป็นกองกลางที่มีหน้าที่หลักในการจ่ายบอลทะลุไลน์แนวรับคู่แข่ง ในขณะที่ เวียตซ์ มักจะคอยรับบอลเหล่านั้นและมีพื้นที่ว่างให้พลิกและวิ่งเข้าหาประตู
รูปแบบการเล่นของ เลเวอร์คูเซ่น ขณะครองบอลนั้นโดยพื้นฐานแล้วคือระบบ 3-BOX-3 ซึ่งแฟนบอล เชลซี จะคุ้นเคยกันดีจากยุคของ มาเรสก้า ในช่วงสองฤดูกาลที่ผ่านมา
แต่แทนที่จะอินเวิร์ทแบ็กข้างนึงเข้าไปเป็นกองกลางและให้ปีกวิ่งชิดริมเส้นข้างสนามเหมือน มาเรสก้า
เลเวอร์คูเซ่น นั้นจะใช้วิงแบ็กขึ้นมาเติมเกมรุกและสร้างความอันตรายในแดนหน้ามากกว่า คล้ายกับ อลองโซ่และ โมเซส ในยุคของ คอนเต้
หรือ ( น่าเสียดายที่เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆเนื่องจากอาการบาดเจ็บ) ชิลเวล และ เจมส์ ในยุคของ ทูเคิ่ล
ไม่ชัวร์ว่าร่างกายของ เจมส์ จะยังคงเอื้อให้เขารับบทบาทที่ต้องวิ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างด้วยความเข้มข้นสูงได้หรือไม่
กุสโต้ มีศักยภาพทางด้านนักกีฬา ( ร่างกายนั่นแหละ ) ที่จะเป็นเหมือน ฟริมปง ที่ เชลซี แต่ยังไม่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในพื้นที่หน้าโกลคู่แข่งได้ในระดับเดียวกัน ( แปลง่ายๆ ร่างกายดีแต่สกิลเกมรุกกาก )
ไม่มีผู้เล่นคนใดในทีมนี้ที่เทียบได้กับ กริมัลโด้ คูคูเรย่า ฉลาดในเรื่องตำแหน่ง แต่มีประสิทธิภาพในการวิ่งโดยไม่มีบอลมากกว่าการเป็นเพลย์เมกเกอร์ในตอนที่ครองบอล ( แปลง่ายๆ วิ่งเติมไปรอรับบอลแบบแบ๊คได้ แต่ครองบอลสร้างสรรค์เกมหรือเลี้ยงกินตัวไม่ได้ดีเท่า )
เชลซี ขาดผู้รักษาประตูระดับแนวหน้ามาตั้งแต่ คูร์ตัวส์ ย้ายออกไปในปี 2018 แต่ที่น่ายินดีสำหรับพวกเขาคือ อลอนโซ่ ประสบความสำเร็จได้โดยไม่มีผู้รักษาประตูในระดับนั้น
ที่ เลเวอร์คูเซน ฮราเด็คกี้ ได้รับการพูดถึงในเยอรมนีว่าเป็นผู้รักษาประตูที่ดีมากกว่ายอดเยี่ยมในเวลานั้น ( good rather than great )
แม้ว่าจะมีความผิดพลาดบ้างเป็นครั้งคราวก็ตามแต่ ซานเชซ ก็มีชื่อเสียงในระดับเดียวกัน ( แปลง่ายๆเกรดโกลไม่ต่างกันมาก )
และเป็นการไม่สมเหตุสมผลที่จะคาดหวังว่า เพนเดอร์ จะปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้อย่างราบรื่นเมื่อกลับมาจากยืมตัว
เชลซี ต้องการผู้เล่นที่มีร่างกายแข็งแกร่งกว่านี้ในแนวรับ เพราะบางครั้งพวกเขาก็ถูกคู่แข่งบูลลี่อย่างหนัก ( ฟิวส์แบบโดนเบียดโดนชนเอาเขาไม่อยู่ )
ฟอร์มของ โฟฟาน่า ในฤดูกาลนี้ค่อนข้างไม่แน่นอน โทซิน ขาดความเร็วทำให้เขาเล่นเกมรับในแดนบนของสนามไม่ได้ ( ยืนไลน์สูงไม่ได้ )
ฮาโต้ และ อาเชียมปง เป็นนักเตะดาวรุ่งที่มีพรสวรรค์แต่ยังขาดประสบการณ์ ส่วน ชาโลบาห์ เองก็เคยทำผิดพลาดในเกมรับเช่นกัน
แต่เขามีทักษะรอบด้านและอาจปรับบทบาทใหม่เป็นมิดฟิลด์ตัวรับสไตล์ อันดริช ของ เลเวอร์คูเซ่น ได้ ( คนนี้คือตัวรับฮาร์ดแมนเลย )
อลอนโซ่ โชคดีที่มีผู้เล่นที่จ่ายบอลได้ดีเยี่ยมหลายคนอยู่ใน เชลซี อย่างที่แสดงให้เห็นที่เวมบลีย์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
โคลวิล ที่ฟิตสมบูรณ์แล้วนั้นทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการจ่ายบอลจากแดนหลังทะลุไลน์แนวรับของคู่แข่ง
นั่นคือจุดเด่นที่สุดของ ลาเวีย ในแดนกลาง ขณะที่ ไคเซโด ,ซานโตส และ เอ็นโซ่ ต่างก็สามารถมองเห็นและจ่ายบอลไปยังแดนหน้าได้ แม้ว่า เอ็นโซ่ อาจจะเหมาะกว่าหากเล่นในตำแหน่งหมายเลข 10
ในวงการฟุตบอลโลกมีผู้เล่นไม่กี่คนที่เหมาะสมกับบทบาทของ เวียตซ์ ได้ดีไปกว่า พาลเมอร์ แม้ว่าเขาจะยังหาฟอร์มที่ดีของเขาไม่เจอในฤดูกาลนี้ก็ตาม
ส่วน เจา เปโดร ก็ดูเหมือนจะเป็นกองหน้าแบบที่ อลอนโซ่ ต้องการ นั่นคือหมายเลข 9 ที่มีทักษะในการเล่นเป็นหมายเลข 10 ได้ตามสถานการณ์ สามารถถอยลงมาเชื่อมเกมและวิ่งทะลุแนวรับได้ด้วย
ปีกของ เชลซี อาจไม่มั่นใจในอนาคตของตนเองมากนัก ถ้า อลอนโซ่ ใช้ระบบเดียวกับที่ใช้กับ เลเวอร์คูเซ่น
เอสเตเวา คิดว่าตัวเองเล่นได้ดีทั้งในตำแหน่งกลางรุกและปีก และบางที เนโต้ อาจจะเล่นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าขยับเข้ามาด้านใน
แต่ดูเหมือนว่า การ์นาโช และ กิทเท่น ดูจะไม่เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงแบบนั้น เป็นไปได้ไหมที่ทั้งสองคนรวมถึง เควนด้า จะสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทมาเล่นเป็นวิงแบ็กได้เหมือนกับ โมเซส เมื่อสิบปีก่อน?
ข้อควรระวังสำหรับทุกสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นก็คือ ไม่มีอะไรรับประกันว่า อลอนโซ่ จะพยายามนำระบบของเขาจาก เลเวอร์คูเซ่น มาใช้ที่ เชลซี
เขามีความคิดด้านฟุตบอลที่เฉียบแหลมเกินกว่าจะยึดติดกับรูปแบบการเล่นเดียว และในช่วงเวลาสั้นๆที่ไม่ประสบความสำเร็จของเขาที่ มาดริด ในครึ่งแรกของฤดูกาลนี้
มีหลายครั้งที่เขาจัดทีมด้วยกองหลัง 4 คนหรือกองหน้า 2 คน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการยอมรับจุดแข็งที่แตกต่างกันของผู้เล่นของเขา
และอีกส่วนหนึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเพราะเขาพยายามชดเชยข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เล่นบางคนไม่เห็นด้วยกับไอเดียของเขา
ส่วนอันนี้เป็น GIF ตอน เลเวอร์คูเซ่น ครองบอลบิ๊วอัพเกมรุก มันจะเติมกันประมาณนี้แหละ
ส่วนจากนี้คือที่ผมไปดูฟูลแม็ท เลเวอร์คูเซ่น ยุคนั้นมา 2 เกมในบอลถ้วยที่เจอ โคโลญจน์ กับ ดุซเซลดอร์ฟ ( ทีมหลังดูแค่ครึ่งแรก )
กับ โคโลญจน์ ตามแผนยืน 3-4-2-1 นี่แหละ แต่เวลาทีมครองบอลบุก กริมัลโด้ ( วิงค์แบ๊คซ้าย ) ฟริมปง ( วิงค์แบ๊คขวา ) จะเติมสูงพอๆกับ เนโต้ ,กานาโช่ ในยุคโล้นเลย ยืนสูง + ชิดริมเส้น แต่ กริมัลโด้ จะลงมาช่วยบิ๊วอัพมากกว่า ส่วน ฟริมปง จะยืนสูงบ่อยกว่า แทบจะยืนไลน์เดียวกับกองหน้าเลยแต่ชิดริมเส้นขวา
ส่วนตอนตั้งเกมรับ วิงค์แบ๊ค 2 ข้างถ้าลงต่ำมาไลน์เดียวกับกองหลัง จะยืนเป็น 5-2-3 / 5-4-1
แต่บางทีจะให้ วิงค์แบ๊คข้างนึงไล่เพรสสูง เช่น ฟริมปง แบบนี้ มันจะให้ เซ็นเตอร์ตัวขวาถ่างมาเป็นแบ๊คขวาแทน กริมัลโด้ แบ๊คซ้าย ฟริมปง จะอยู่แถวปีกขวา เป็น 4-2-3-1 / 4-5-1
นัดนี้โดนนำไป 2 ลูก นาที 75 แก้เกมส่ง โบนิเฟส ลงมาเป็นหน้าคู่ ( ลงมาแทน ปาราซิออส กองกลาง ) แต่ตอนครองบอลบุกก็จะยืนเป็น 3-2-5 ใช้ กริมัลโด้ อินเวิทมากองกลางคู่ ชาก้า ส่วน เวียตซ์ ไปปีกซ้าย ฟริมปง ปีกขวา ส่วน กลางรุกขวา ( เทลล่า ) ก็จะยืนกลางรุก หลัง กองหน้า 2 คน
แล้วจากนั้นก็ยิงได้ลูกนึง จนช่วงท้ายเกม 5-10 นาทีท้ายแบบยังไม่รวมต่อเวลา ก็แก้เกมจะเอาอีกลูก เปลี่ยน กองกลางลงมาแทนเซ็นเตอร์ขวา เอา ทาห์ ( เซ็นเตอร์ตัวกลาง ) เติมขึ้นไปในกรอบเขตโทษเป็นกองหน้าอีกคนเลย
แล้วเอา ชาก้า ลงมายืนตรงเซ็นเตอร์ตัวกลางคอยจ่ายบอลแทนจากแนวรับแทนเลย วางยาวออกข้าง แล้วให้ริมเส้นครอส เปิดโหม่งเอฟซี แล้วก็ตีเสมอได้ กริมัลโด้ ครอส แล้ว โบนิเฟซ กระโดดยิงเข้าไปได้
หลังจากนั้นก็ต่อเวลาพิเศษกลับไปเล่นแบบปกติละ
ทีนี้นัด ดุซเซลดอร์ฟ ผมดูแค่ครึ่งแรกนะ แผนตามหน้ากระดาษคือ 3-4-2-1 เหมือนเดิม ตอนตั้งรับก็เหมือนเดิม สลับ หลัง 5 กับ หลัง 4 แล้วแต่ว่าจะให้ วิงค์แบ๊คข้างนึงเพรสสูงมั้ย
แต่ตอนบิ๊วอัพเกมรุกนัดนี้ มี 3-2-4-1 บ้าง แต่ที่เห็นชัดๆเลยคือบิ๊วอัพแบบยืน 4-2-3-1
เซ็นเตอร์ยืนกัน 2 คน แล้ว กริมัลโด้ กับ เซ็นเตอร์ขวา ( สตานิซิช มั้ง ) จะยืนแบ๊ค 2 ข้างแต่ยืนสูงกว่าเซ็นเตอร์ และ ไม่ได้ชิดริมเส้น ยืนคล้ายๆเซ็นเตอร์ตัวข้างใน GIF ของ ดิ แอธเลติค นั่นแหละ ไม่ได้สุดริมเส้นแต่อยู่กึ่งๆเซ็นเตอร์กับริมเส้น
แล้วเวลาแบ๊คข้างไหนเติมสูงกองกลางฝั่งนั้น ( ชาก้า กับ อัลดริช ) จะถอยลงไปพื้นที่แบ๊คแทน มันเลยจะดูเป็นหลัง 4 ตลอด
ตัวรุกก็ เวียตซ์ กลางรุก ฟริมปง ปีกขวา อัตลี่ ปีกซ้าย
เท่าที่ดู 2 นัด ชิค กองหน้าก็ดูไม่ได้ดร็อปต่ำลงมาเชื่อมเกมแบบ แจ๊กสัน ,เปโดร ยุคโล้นนะ ดูเป็นกองหน้าไปเลย
ส่วนวิธีการเล่นก็บิ๊วๆอัพกัน เซ็นเตอร์ กับ คู่กลาง ชาก้า จะได้บอลเยอะกว่าเพื่อน แล้วพวกนี้ก็พยายามแทงไปช่องฮาฟสเปซให้ กลางรุก 2 คนนั้นแหละ พลิกแล้วเล่นต่อ 2 คนนี้วิ่งหาที่ว่างดีเลย แล้ว เวียตซ์ นี่ผมว่าหวือหวากว่า พาลเมอร์ ยุคพอช อีกนะ
แต่ที่เห็นต่างกับ เลียม ทรูมี่ คือมันมีวางบอลยาวให้ ฟริมปง เหมือนกันนะ เคาะๆกันอยู่ฝั่งซ้ายแล้ววางให้ ฟริมปง ริมเส้นขวา
ฟริมปง นี่ก็สายกระชาก เห็นด้วยกับ เลียม ทรูมี่ ว่า ร่างกาย เจมส์ ไม่น่าจะไหว ส่วน กุสโต้ เกมรุกได้แค่ครอสนะ ส่วน เลี้ยง ยิง จ่าย มันแทบไม่ได้เลย บทบาท ฟริมปง นี่เอา เนโต้ เล่นน่าจะได้อยู่
ลองเทียบกับตัวในทีมว่าจะเล่นได้มั้ย
- โกล ซานเชส เล่นได้ แผนไม่ได้ให้บิ๊วอัพสั้นๆเสี่ยงๆหน้าโกลบ่อยแบบ เลียม ส่วน เพนเดอร์ ก็รอดูฟอร์มเอา
- เซ็นเตอร์ โคลวิล ,ฮาโต้ อะเล่นเซ็นเตอร์ซ้ายได้ โคลวิล เล่นเซ็นเตอร์ตัวกลางได้ด้วย ส่วน เซ็นเตอร์ตัวขวา โฟฟาน่า เล่นได้ถ้าฟอร์มมันดีนะ เจมส์ ก็น่าจะเอามาลงตรงนี้มากกว่าวิงค์แบ๊ค และ อาเชียมปง แผนนี้เหมาะกับเจ้าตัวสุดแล้ว เซ็นเตอร์ตัวขวาในแผนหลัง 3 ถ้ายังปั้นไม่ขึ้นก็น่าจะไม่ได้เกิดกับ เชลซี แล้วละ ชาโลบาห์ เล่นได้แต่ก็เกรดสำรองแหละ
- วิงค์แบ๊คซ้าย คูคู นี่ตามที่ ดิแอธเลติค บอกเลย เติมแบบแบ๊กได้แต่จะให้ไปครองบอลสร้างสรรค์เกม หรือ เลี้ยงบอล แบบ กริมัลโด้ ดูจะไม่ได้ทรงนั้น ถ้าจะหาสไตล์สร้างสรรค์เกมได้ + ครอสดี อาจจะเอา บาร์โก้ มาปั้นดูก็ได้มั้ง
- วิงค์แบ๊คขวา เจมส์ ร่างกายไม่น่าไหว กุสโต้ ร่างกายได้แต่สกิลเกมรุกไม่ถึง ตำแหน่งนี้เอา เนโต้ ตัวจริงยังดูน่าจะดีกว่า แต่จะติดตรงกระชากไปแล้วครอสหรือปาดเรียดด้วยขวาเลยจะแม่นมั้ยเพราะเจ้าตัวถนัดซ้าย หรือ ถ้าฮาร์ดคอร์จัดๆขาย เนโต้ ซื้อ วิงค์แบ๊คขวา ที่เร็วๆเล่นทรงปีกเลยน่ะซึ่งผมก็นึกไม่ออกว่าใครเหมือนกัน
- กองกลาง ชาก้า ก็ DLP เลย ตัวคุมจังหวะ จ่ายบอล แทงทะลุช่อง วางบอลยาว หลายคนคิดว่าเอา เอ็นโซ่ เล่นได้ซึ่งสกิลจ่ายนี่ผมก็ว่าน่าจะเล่นได้ แต่ ชาก้า ช่วยเกมรับดีกว่า เวลาโดนสวนผมเห็นช่วยตัดบอลได้พอสมควร ซึ่ง เอ็นโซ่ ต้องพัฒนาตรงนี้เพิ่มถ้าทำเกมรับให้ดีขึ้นได้ก็โอเคเลย ส่วน ปาลาซิออส นัดที่ผมดูไม่ค่อยเห็นอะไรแต่ดูไฮไลท์กับฟังที่คนอื่นวิเคราะห์มาก็ออกทรง ไคเซโด้ นะ รับดี แย่งบอลดี จ่ายบอลได้ เติมขึ้นหน้าได้ ส่วน อัลดริช คนนี้สำรองลงบ่อยออกกลางรับมากหน่อยเข้าหนักๆ เอสซูโก้ อาจจะเล่นได้ ส่วนตัวผมนะ อยากให้ขาย ซานโตส เอาเงินมาหมุนซื้อ วอร์ตั้น แล้วหมุนใช้สลับกัน 2 จาก 3 คน ไคเซโด้ เอ็นโซ่ วอร์ตั้น ส่วน ลาเวีย ก็ให้มันลงนิดๆหน่อยๆรักษาร่างกายไปจนกว่าจะเลิกเจ็บอะ ( ขายไม่ออกหรอก ) ส่วน เอซซูโก้ ปล่อยยืม สตราส์บรูก
- กลางรุกคู่ พาลเมอร์ ถ้าเรียกฟอร์มได้ก็เล่นได้ แต่ผมว่า เวียตซ์ หวือหวากว่า เอสเตเวา คงสำรองตรงนี้ด้วยแหละมั้ง เพราะมีแผนที่ให้กลางรุกถ่างไปปีกได้อยู่ ( แบบนัด ดุซเซลดอร์ฟ ) กานาโช่ + กิทเท่น ขายโลด
- กองหน้า ดูจะใช้เป็นหน้าเป้ามากหน่อย ก็ เปโดร ,เอเมก้า แหละมั้ง ดีแล็ป ผมอยากให้ขายแล้วหาตัวเก๋า สูงๆ โหม่งๆ ซักคนมาเป็นสำรองเผื่อจะบอมบ์ท้ายเกม
ตามที่ แมต ลอร์ บอกคือ จะซื้อตัวพร้อมใช้ 2 หรือ 3 คน ซึ่งถ้าอิงตามข่าวเก่าๆก็จะเน้นตัวมีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก
ผมเดาเอาจากข่าวเลยนะ
- ตัวที่หนึ่ง คือเซ็นเตอร์สายกายภาพใหญ่ๆมาช่วยเรื่องลูกโหม่ง ซึ่งที่มีข่าวแล้วมีประสบการณ์ในลีกก็ ฟานเฮ็กเก้ นั่นแหละมั้ง ไม่ก็ ลาครัวซ์ แต่ผมว่า ฟานเฮ็กเก้ ราคาน่าจะถูกกว่าเพราะสัญญาเหลือปีเดียว
- ตัวที่สอง คือกลางรุกซ้ายที่ถ่างไปปีกซ้ายได้ ยังไงผมก็คิดว่ามันอยากได้ มอร์แกน โรเจอร์ แต่ผมว่าไม่ได้หรอก เป้ารองเป็นใครไม่รู้ ถ้าในมุมผมก็ เอ็นดิอาย ของ เอฟเวอร์ตัน อะน่าสน
- ตัวที่สาม อันนี้ไม่รู้จะเอามั้ย หรือ จะเสริมดาวรุ่งเหมือนเดิม ถ้าจะเอาตัวที่สามเป็นตัวที่พร้อมใช้ด้วยมันจะตำแหน่งไหน ถ้ากองกลางก็อาจจะหาตัวมาหมุน เอ็นโซ่ ไคเซโด้ เหมือนที่ผมบอกมั้ง ใช้หลัก 3 คนสลับกันลงที่เหลือสำรองจ๋าๆ แต่ไม่น่าใช่ วอร์ตั้น หรอกมั้ง มันดูไม่ได้เข้ากับคำว่าตัวมีประสบการณ์อะ หรือ ถ้ามองว่าตัวจริงพรีเมียร์ลีกกับเล่นบอลยุโรปก็นับว่ามีประสบการณ์แม้ว่าจะอายุไม่เยอะ
ถ้าเสริมได้ตามเป้าก็อาจจะยืนตามนี้ ( ถ้าเล่นเหมือนที่ เลเวอร์คูเซ่น นะ ) แต่ผมว่าไม่ได้ โรเจอร์ หรอก