เด็กคนนี้เคยโตมาโดยเชื่อว่า "พ่อ" คือสิ่งที่อันตรายที่สุดในบ้าน
ตอนอายุ 12 เขาต้องทำงานถึง 3 อย่าง ทั้งตัดหญ้า กวาดใบไม้ และเดินโยนหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เช้ามืด
ในขณะที่เด็กวัยเดียวกันกำลังเล่นสนุก เขากลับต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ครอบครัว "อยู่รอด" ไปถึงสัปดาห์หน้า
.
.
ก่อนโลกจะรู้จัก ทอม ครูซ ในฐานะนักแสดงผู้เล่นฉากเสี่ยงตายด้วยตัวเอง เขาเคยเป็นเด็กชายที่เติบโตมาในบ้านซึ่งเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
โธมัส มาโพเธอร์ ที่ 3 พ่อของเขา เป็นคนอารมณ์รุนแรง และมักระบายความโกรธใส่คนในครอบครัว
ทอมเคยนิยามเขาในเวลาต่อมาว่าเป็น "คนขี้ขลาดที่ชอบรังแกคนอื่น"
ในบ้านหลังนั้น ความผิดพลาดเล็กน้อยไม่เคยจบลงแค่คำดุด่า
มันมักจบด้วยความกลัว
สุดท้าย ผู้เป็นแม่ตัดสินใจพาลูก ๆ หนีออกจากบ้านกลางดึก ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่แบบไม่มีแผน ไม่มีเงิน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้จะนอนไหน
ชีวิตหลังจากนั้นของทอมก็เหมือนคนที่ไม่มีหลักยึด
เขาย้ายโรงเรียนกว่า 15 แห่งในเวลาไม่กี่ปี กลายเป็น "เด็กใหม่" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใส่เสื้อผ้าเชย ๆ ไม่มีใครจำชื่อได้ และพยายามทำตัวกลืนหายไปกับห้องเรียน
.
.
แต่สิ่งที่หนักหนาที่สุด ไม่ใช่ความจน
มันคือโรคดิสเล็กเซีย หรือความบกพร่องด้านการอ่านและการเขียน
ตัวอักษรบนหน้ากระดาษพร่าเลือนและขยับไปมา จนเขาอ่านหนังสือแทบไม่ได้ ทอมเคยยอมรับตรง ๆ ว่าช่วงหนึ่งเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็น "คนไม่รู้หนังสือ"
และเริ่มฝังใจว่าตัวเองโง่
แต่แทนที่จะยอมแพ้ เขากลับพัฒนาทักษะอีกแบบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ในเมื่ออ่านเรื่องราวจากหนังสือไม่ได้ เขาก็เลือกที่จะ "อ่านคน" จากชีวิตจริงแทน
ทอมเฝ้าสังเกตสีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง วิธีที่คนโกหก วิธีที่คนซ่อนความกลัว หรือแม้แต่วิธีที่พยายามทำเหมือนตัวเองไม่เจ็บปวด
โดยไม่รู้เลยว่าความสามารถนั้น จะกลายเป็นอาวุธสำคัญที่สุดของเขาในอนาคต
.
.
จริง ๆ แล้ว ตอนมัธยม ทอมไม่ได้ฝันอยากเป็นนักแสดงด้วยซ้ำ
เขาอยากเป็น "นักมวยปล้ำ"
เขาซ้อมหนักและจริงจังกับมันมาก แต่ทุกอย่างพังลงหลังจากได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าจนหมดสิทธิ์แข่ง
เด็กหนุ่มที่สูญเสียเป้าหมายในชีวิต จึงลองไปออดิชั่นละครเวทีโรงเรียนเรื่อง Guys and Dolls ขำ ๆ เพื่อฆ่าเวลา
และนั่นคือครั้งแรกที่เขาค้นพบตัวตน
บนเวทีแห่งนั้น เด็กชายที่เคยรู้สึกไร้ค่า กลับสะกดคนทั้งห้องให้เงียบและจับตาดูเขาได้
ทันทีที่การแสดงจบลง เขารู้ทันทีว่านี่คือเส้นทางที่เขาจะเดินไป
.
.
หลังเรียนจบ ทอมขอเวลาแม่กับพ่อเลี้ยง 10 ปีเพื่อพิสูจน์ตัวเองในวงการบันเทิง
เขานั่งรถมุ่งหน้าสู่นิวยอร์กพร้อมเงินติดตัว 100 ดอลลาร์ และกระเป๋าที่เต็มไปด้วยอดีตที่อยากทิ้งไว้ข้างหลัง
เขาตัดนามสกุลของพ่อออกจากชื่อ เหลือเพียง "ครูซ" ชื่อกลางของตัวเอง
แต่ต่อให้ก้าวเข้าสู่วงการแล้ว ปัญหาเรื่องการอ่านก็ยังตามหลอกหลอน
ช่วงแรกของการแคสต์งาน ทอมอ่านบทเองไม่ได้เลย เขาต้องขอให้คนอื่นอ่านให้ฟัง แล้วอาศัยการจำจากเสียง จังหวะอารมณ์ และภาพในหัวแทน
น่าทึ่งที่นักแสดงที่คนทั้งโลกชื่นชมในฝีมือ กลับเริ่มต้นอาชีพจากคนที่อ่านสคริปต์แทบไม่ได้
หลายปีต่อมา เขาค่อย ๆ พัฒนาตัวเองจนกลับมาอ่านและเขียนได้ดีขึ้น แต่บาดแผลวัยเด็กไม่เคยหายไปไหน
มันแค่เปลี่ยนรูปแบบ
.
.
หลายคนมองว่า ทอม ครูซ เป็นพวกบ้าระห่ำที่ชอบเล่นฉากเสี่ยงตายเอง โดยไม่ยอมใช้สแตนด์อิน
แต่คนใกล้ชิดเชื่อว่า เบื้องหลังความเอาจริงเกินมนุษย์นั้น คือเด็กชายที่โตมาในชีวิตซึ่งควบคุมอะไรไม่ได้เลย
ความวุ่นวายในอดีต ขับเคลื่อนให้เขากลายเป็นควบคุมทุกอย่างในกองถ่ายให้ออกมาไร้ที่ติ
เขาทำงานหนักเหมือนกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างตลอดเวลา
และบางที เขาอาจวิ่งแบบนั้นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
.
.
หลังหนีออกจากบ้านมานานหลายปี ทอมมีโอกาสกลับไปเจอพ่ออีกครั้งตอนพ่อกำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
แต่ชายคนนั้นจำเขาไม่ได้แล้ว
ทอมเล่าในภายหลังว่า วินาทีนั้นทำให้เขาเข้าใจว่า การแบกความโกรธไว้ไม่ได้ช่วยอะไร เขาต้องปล่อยวาง เพื่อให้ตัวเองเดินต่อไปได้
และนั่นอาจเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับชีวิตของ ทอม ครูซ
ไม่ใช่เพราะเขาเกาะเครื่องบิน ปีนตึก หรือกระโดดจากหน้าผาด้วยตัวเอง
แต่เพราะเด็กชายที่เคยเติบโตมาท่ามกลางความกลัว สามารถทลายกำแพงอดีต แล้วสร้างตัวเองใหม่ขึ้นมาได้
เขาเลือกไม่ได้ว่าจะเกิดมาในครอบครัวแบบไหน
แต่เขาเลือกได้ว่าจะไม่ปล่อยให้อดีตมานิยามชีวิตที่เหลือของตัวเอง
************
อ้างอิงจาก - Parade, Biography, Irish Examiner
ที่มา : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1552518446912011&set=a.600010992162766&type=3&mibextid=wwXIfr&rdid=OOiJbeP9QNrtQFEd&share_url=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fshare%2F18iLDRPX7W%2F%3Fmibextid%3DwwXIfr#