"เดอะ บุทเชอร์" ในคราบจอมทัพ: ทางเลือกที่แมนฯยูควรลองในวันที่แดนกลางถึงทางตัน
ที่มา :
https://shorturl.asia/AR1nu
คงต้องบอกว่านี่คือประเด็นที่เหล่าสาวก "ปีศาจแดง" และนักวิจารณ์สายแท็กติกทั่วโลกกำลังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ว่าสรุปแล้ว "เดอะ บุทเชอร์" ลิซานโดร มาร์ติเนซ จะสามารถขยับร่างจากเซนเตอร์แบ็กจอมดุดันขึ้นไปสวมบทบาทหมายเลข 6 ในฐานะกองกลางตัวรับเพื่อกอบกู้แผงมิดฟิลด์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้หรือไม่
โดยเฉพาะในฤดูกาลหน้าที่มีแนวโน้มว่าทีมจะต้องสูญเสียเก๋าเกมอย่าง คาเซมิโร่ และพลังงานล้นเหลือของ มานูเอล อูการ์เต้ ไปพร้อมๆ กัน
ซึ่งหากเราเจาะลึกลงไปในปูมหลัง ลิซานโดรไม่ใช่หน้าใหม่ในบทบาทนี้เลย เพราะเขาเคยถูกขนานนามในอาร์เจนตินาว่า "The Little Midfielder" มาก่อน
และครั้งหนึ่งสมัยค้าแข้งกับอาแจ็กซ์ในฤดูกาล 2019/20 เขาก็เคยสถาปนาตัวเองเป็นจอมทัพแดนกลางที่มีสถิติการผ่านบอลเฉลี่ยต่อเกมสูงที่สุดในลีกมาแล้ว
ซึ่งข้อมูลจาก FBref และ WhoScored ตอกย้ำความเป็นนักเตะระดับ Elite ของเขาด้วยสถิติการจ่ายบอลไปข้างหน้า (Progressive Passes) และการพาบอลขึ้นหน้า (Progressive Carries) ที่ติดระดับ Top 1% ของยุโรป
จนกูรูระดับโลกอย่าง ไมเคิล ค็อกซ์ จาก The Athletic ถึงกับให้คำนิยามว่าเขาคือมิดฟิลด์ที่ยืนในตำแหน่งกองหลังชัดๆ
จุดแข็งที่เห็นได้ชัดหากเขาขยับขึ้นสูงคือทักษะการเล่นที่นิ่งภายใต้สภาวะโดนรุมบีบ (Press-resistant) และการอ่านเกม (Interceptions) ที่เด็ดขาดดั่งมีตาทิพย์ ซึ่งจะช่วยให้ทีมเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้อย่างรวดเร็วในบทบาทแบบ Deep-lying Playmaker
หรือจะให้เล่นแบบ Michael Carrick ที่เน้นความฉลาดในการวางหมากและการจ่ายบอลทะลุไลน์ดั่งเลเซอร์ก็ทำได้ไม่ยาก
อย่างไรก็ตาม ในโลกของพรีเมียร์ลีกที่ความฟิตคือพระเจ้า เอริก เทน ฮาก เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ลิซานโดรอาจจะมีจุดอ่อนเรื่องพละกำลังในการเคลื่อนที่ตลอด 90 นาที (Running Capacity) เมื่อต้องเจอเกมที่ปะทะกันแบบลืมตายในแดนกลางพรีเมียร์ลีก
ซึ่งนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาถูกยึดถาวรในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กที่เน้นการปะทะระยะสั้นและการ Build-up เกมจากแดนหลังมากกว่า
อีกทั้งความสูง 1.83 เมตร แม้จะไม่ใช่ยักษ์ปักหลั่นแต่ด้วยจิตวิญญาณนักสู้เขาก็สามารถเอาตัวรอดในแดนกลางได้สบายๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือในฤดูกาลนี้เราเริ่มเห็นเงาของ จอห์น สโตนส์ ในตัวเขาบ่อยครั้ง ผ่านบทบาท Inverted Center-back ที่เจ้าตัวมักจะขยับจากตำแหน่งกองหลังขึ้นไปยืนปักหลักในแดนกลางยามที่ทีมเป็นฝ่ายครองบอล เพื่อช่วยสร้างความได้เปรียบในการต่อบอล (Build-up)
ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมามันชี้ชัดว่าเขามีศักยภาพที่จะเป็น "Wildcard" ให้ทีมได้จริงๆ
และเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์สัญญาของเจ้าตัวที่ตอนนี้เหลือพันธะกับทีมเพียงปีเดียว (บวกออปชั่นขยายสัญญาได้อีกหนึ่งปี) การลองขยับเขาขึ้นมาเล่นเป็นกองกลางตัวรับในช่วงเวลาที่เหลือของซีซั่นนี้จึงถือเป็นเดิมพันที่คุ้มค่า
เพราะหากลิซานโดรพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเขาสามารถเล่นได้ทั้ง CB และ CDM อย่างมีประสิทธิภาพ การเก็บแข้งสารพัดประโยชน์รายนี้ไว้กับทีมต่อไปก็ดูเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แม้ว่าสภาพร่างกายจะยังคงมีเครื่องหมายคำถามรบกวนอยู่บ้างก็ตาม
ส่วนในกรณีที่ทีมไม่มีงบประมาณเหลือสำหรับการช็อปปิ้งแนวรับคนใหม่จริงๆ ทางเลือกในการเซ็นฟรีตัวเก๋าอย่าง มาร์กอส เซเนซี่ หรือ มาล็อง ซาร์ ที่เพิ่งโชว์ฟอร์มโหดจนติดทีมยอดเยี่ยมลีกเอิง ก็ดูเป็นทางออกที่ไม่เลวเพื่อเข้ามาประคองทีมในระยะสั้น และเปิดโอกาสให้สโมสรได้ปั้นเด็กระเบิดอย่าง เอเดน เฮเว่น เซนเตอร์แบ็กดาวรุ่งพุ่งแรงขึ้นมาเป็นแกนหลักในอนาคตได้อย่างเต็มตัว
ดังนั้นท่ามกลางวิกฤตแดนกลางที่กำลังจะเกิดขึ้น หากในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่นนี้ ลิซานโดรกลับมาฟิตสมบูรณ์เต็มถัง มันคงเป็นเรื่องที่น่าลองเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะลองดันเขาสวมบทมิดฟิลด์ตัวรับดูสักตั้ง เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่า "จิ๊กซอว์" ที่แมนฯ ยูไนเต็ดตามหามาแสนนาน อาจจะไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน แต่อยู่ในตัวตนของเพชฌฆาตหน้าหนุ่มคนนี้นั่นเองครับ
#ManchesterUnited #LisandroMartinez #Licha #TheButcher #MUFC #PremierLeague #FootballAnalysis #AydenHeaven #แมนยู #ลิซานโดรมาร์ติเนซ #Soccerextra #ScoutTalk