เซาแธมป์ตันเสี่ยงโดนตัดสิทธิ์เพลย์ออฟ หลังเจอข้อหา “สปายเกต”
เซาแธมป์ตันมีความเป็นไปได้ที่จะถูกตัดสิทธิ์จากรอบเพลย์ออฟแชมเปียนชิพ และหมดโอกาสลุ้นเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก หากคณะกรรมการอิสระตัดสินว่าพวกเขามีความผิดจากข้อกล่าวหาแอบสังเกตการณ์การซ้อมของมิดเดิลสโบรห์ก่อนเกมรอบรองชนะเลิศ ตามรายงานจาก Sky Sports Football
อย่างไรก็ตาม ผลตัดสินยังเปิดกว้างตั้งแต่การยกฟ้อง ไม่มีความผิด ไปจนถึงบทลงโทษหลายระดับ ทั้งการตักเตือน ปรับเงิน ลงโทษทางกีฬา หรือหนักถึงขั้นลงโทษจนทำให้เซาแธมป์ตันเสียสิทธิ์ลงเล่นรอบเพลย์ออฟ โดยคณะกรรมการอิสระมีอำนาจเต็มในการกำหนดบทลงโทษที่เห็นว่าเหมาะสม
ประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการต้องพิจารณาคือ หลักฐานเพียงพอหรือไม่ที่จะชี้ว่ามีการกระทำผิด และหากผิดจริง การกระทำนั้นร้ายแรงพอสำหรับบทลงโทษทางกีฬาหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผลลัพธ์อาจกระทบถึงโอกาสเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ซึ่งมีทั้งเกียรติยศและผลประโยชน์ทางการเงินมหาศาล
กรณีนี้ถูกมองว่าอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นชัดเจนมาก่อน แม้เคยมีกรณีของลีดส์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของมาร์เซโล่ บิเอลซ่า เมื่อปี 2019 ซึ่งสโมสรถูกปรับ 200,000 ปอนด์ แต่หลังจากนั้นกฎของ EFL มีการเปลี่ยนแปลง โดยนอกจากกฎข้อ 3.4 ที่กำหนดให้สโมสรต้องปฏิบัติต่อกัน “ด้วยความสุจริตใจ” แล้ว ยังมีกฎข้อ 127 ซึ่งห้ามสโมสรสังเกตการณ์หรือพยายามสังเกตการณ์การซ้อมของคู่แข่งภายใน 72 ชั่วโมงก่อนการแข่งขัน โดยเซาแธมป์ตันถูกตั้งข้อหาละเมิดทั้งสองข้อ
เซาแธมป์ตันเพิ่งชนะมิดเดิลสโบรห์ 2-1 หลังต่อเวลาพิเศษที่เซนต์ แมรี่ส์ เมื่อวันอังคาร ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศที่เวมบลีย์ ซึ่งทีมของทอนดา เอ็คเคิร์ตมีกำหนดพบกับฮัลล์ หลังฮัลล์เอาชนะมิลล์วอลล์ในรอบรองชนะเลิศอีกคู่ โดย EFL และคณะกรรมการรับทราบดีว่ามีสามทีมที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงคือ เซาแธมป์ตัน, มิดเดิลสโบรห์ และฮัลล์ รวมถึงแฟนบอล การขายตั๋ว การเดินทาง และการจัดการด้านต่าง ๆ ที่ต้องเตรียมล่วงหน้า
แม้ยังมีการสอบสวนและความเสี่ยงถูกตัดสิทธิ์ เซาแธมป์ตันยังเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับรอบชิงชนะเลิศ โดยประกาศว่าจะเผยแพร่ข้อมูลตั๋วในช่วงบ่ายวันพุธ และเปิดขายในวันพฤหัสบดี ขณะที่นักเตะมิดเดิลสโบรห์มีกำหนดกลับไปรายงานตัวที่สนามซ้อมในวันพฤหัสบดีเช่นเดิม หลังได้พักในวันพุธเพื่อรอประชุมสรุปเกมรอบรองชนะเลิศ แต่แผนวันหยุดของทีมยังไม่ชัดเจนระหว่างรอผลการพิจารณา
คิม เฮลล์เบิร์ก กุนซือมิดเดิลสโบรห์ กล่าวหลังเกมว่าเรื่อง “สปายเกต” ครั้งนี้ “น่าอับอาย” และ “ทำให้หัวใจสลาย” โดยระบุว่าเขาทำงานเป็นโค้ชมานาน 15 ปีเพื่อไล่ตามความฝันในการไปพรีเมียร์ลีก และมองว่าสิ่งที่โค้ชกับทีมควบคุมได้คือแง่มุมแท็กติกของเกม
เฮลล์เบิร์กกล่าวว่า “เมื่อคุณทุ่มเททุกวินาทีห่างจากครอบครัวเป็นเวลาหนึ่งหรือสองสัปดาห์เพื่อดูทุกเกมของเซาแธมป์ตันเท่าที่ทำได้ เพื่อพยายามหาความได้เปรียบที่เราจะหาได้ ถ้าเราไม่จับคนที่พวกเขาส่งมาขับรถห้าชั่วโมงได้ คุณก็คงนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วอาจบอกว่า ทำได้ดีในด้านแท็กติก และผมคงกลับบ้านไปพร้อมความรู้สึกว่าผมล้มเหลวในสิ่งที่ควรช่วยนักเตะของผม”
เขากล่าวต่อว่า “เมื่อสิ่งนั้นถูกพรากไปจากคุณในแบบนี้ เมื่อมีคนตัดสินใจว่า ‘ไม่ เราจะไม่ดูทุกเกม เราจะส่งคนไปแทน แล้วถ่ายการซ้อม ดูทุกอย่าง และหวังว่าจะไม่โดนจับได้’ ผมเดาว่านั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าและทำสิ่งเหล่านั้น มันทำให้หัวใจผมสลายในแง่ของทุกสิ่งที่ผมเชื่อ ผมคิดว่ามันน่าอับอาย มันทำให้ผมเศร้ามาก”
เมื่อถูกถามว่าเขาเชื่อหรือไม่ว่าทอนดา เอ็คเคิร์ตรู้เรื่องการสอดแนมที่ถูกกล่าวหา เฮลล์เบิร์กตอบเพียงว่า “ผมตอบไม่ได้ ไม่มีความเห็น”
ด้านเอ็คเคิร์ตเองเดินออกจากงานแถลงข่าวหลังเกมอีกครั้งเมื่อถูกถามเรื่อง “สปายเกต” โดยคำถามที่สองหลังเกมคือ “คุณเป็นคนโกงหรือเปล่า?” ก่อนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อของสโมสรจะรีบตัดบทและบอกนักข่าวคนดังกล่าวว่า “กรุณาให้เกียรติกันบ้าง” ทิ้งให้คดีนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่รอคำตัดสินสำคัญก่อนเกมชิงตั๋วพรีเมียร์ลีกที่เวมบลีย์.