ปัญหาระบบสาธารณสุข แพทย์ลาออก กับการแทรกแซงกลไกตลาด
ปัญหาระบบสาธารณสุข แพทย์ลาออก กับการแทรกแซงกลไกตลาด
จากที่ในช่วงนี้มีกระแสปัญหาแพทย์ลาออกทั้งแผนก ดราม่าหมอไม่เสียสละ โรงพยาบาลขาดทุนไม่มีตังจ่ายค่ายา หรือปัญหาต่างๆ จริงๆล้วนเกิดจากการแทรกแซงกลไกตลาด
บริการทางการแพทย์เป็นบริการที่พิเศษกว่าสินค้าชนิดอื่นๆ เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต คนป่วยไม่ควรถูกปฏิเสธการรักษาเพียงเพราะไม่มีเงิน
ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามา “แทรกแซง” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ในราคาถูก หรือแทบไม่ต้องจ่ายเอง การแทรกแซงนั้นคือ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค หรือบัตรทองนั้นเอง
ข้อดีคือทำให้คนจำนวนมากเข้าถึงการรักษาได้
ลดความเหลื่อมล้ำ ลดโอกาสที่คนคนหนึ่งจะล้มละลายเพียงเพราะเจ็บป่วย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อรัฐเข้ามาแทรกแซงราคาอย่างมาก ราคาของบริการทางการแพทย์ที่คนไข้เห็น จึงไม่ได้สะท้อน “ต้นทุนจริง” ของบริการนั้น
ต้นทุนจริงซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ ค่ายา ค่าอุปกรณ์ หรือค่านอนโรงพยาบาล
มันยังค่ามือหมอ ค่าพยาบาล ค่าบุคลากร และค่าความรู้ประสบการณ์ของผู้ทำการรักษา รวมถึงความเสี่ยงในการตัดสินใจและการรับรองผลการรักษา
ต้นทุนทั้งหมดนี้ ผู้รับบริการจ่ายแค่ 30 บาท หรือไม่จ่ายก็ได้ ถ้าไม่ประสงค์จ่าย
เมื่อเป็นแบบนี้ รัฐจำเป็นต้องกดราคาของบริการไว้ต่ำกว่ามูลค่าของความจริง (ขนาดว่ามูลค่าต่ำแล้ว รพ.ยังไม่สามารถเบิกเงินค่ารักษาจาก สปสช ได้เท่าที่จ่ายจริง?)
สุดท้ายส่วนต่างของต้นทุนนี้ถูกส่งต่อไปให้บุคลากรในระบบบริการ
ในรูปแบบของภาระงานที่สูง
คนไข้จำนวนมากต่อบุคลากรจำนวนจำกัด
การรอคอยของคนไข้ที่ยาวนาน
ค่าตอบแทนที่ไม่สัมพันธ์กับความเสี่ยงและความรับผิดชอบ (แถมพวกท่านๆผู้บริหารทั้งหลาย ก็ไม่รู้บริหารอยู่ server ไหน ก็จะชอบออกนโยบายเลิศๆพร้อมตัวชี้วัดมาเพิ่มงานให้บุคลากร)
กลไกตลาดก็จะเริ่มทำงาน
หมอที่รู้ตัวก่อนว่า ตัวชั้นมีมูลค่ามากกว่างานที่ทำอยู่ตรงนี้ จะอยู่ไปทำไม
การเคลื่อนย้ายแรงงานจึงเกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติในทางเศรษฐศาสตร์
แรงงานที่มีทักษะสูง ย่อมเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนด้านรายได้ คุณภาพชีวิต อิสระในการทำงาน หรือโอกาสเติบโต
กรณีหมอที่ออกไปสาย Aesthetic ก็เป็นตัวอย่างที่ชัด
ในขณะที่การรักษาโรค แม้จะมีคุณค่าต่อชีวิตมากกว่า แต่ถูกแยกออกจากราคาตลาด เพราะรัฐเข้ามาจ่ายแทนและควบคุมต้นทุน
ไม่มีใครรู้ปลายทางที่ถูกต้อง
ว่าควรปล่อยบริการทางสุขภาพให้เป็นไปตามกลไกการตลาด ให้เกิด value ที่แท้จริงที่สัมพันธ์กับ productivity ที่สร้างขึ้น
หรือ จำเป็นต้องมีการแทรกแซงตลาดจากรัฐ
เพราะถ้าปล่อยเต็มที่ คนที่มีกำลังจ่ายจะได้บริการที่ดีกว่า คนที่ไม่มีเงินอาจเข้าไม่ถึงการรักษา และโรคภัยจะกลายเป็นต้นเหตุของความล้มละลาย
การแทรกแซงตลาดในระบบสุขภาพจึงจำเป็นหรือไม่
แต่ในเมื่อมันมีการแทรกแซงไปแล้ว แทรกแซงอย่างไรให้สมดุล
ถ้ารัฐทำให้บริการราคาถูกสำหรับประชาชน
แต่ไม่ชดเชยต้นทุนของผู้ให้บริการอย่างเหมาะสม
ยังไงคนทำงานก็ไหลออก คุณภาพบริการลดลง คนอยู่คือเดอะแบก แบกไม่ไหวก็ออก
การแก้ปัญหาควรทำให้การอยู่ในระบบมีมูลค่ามากพอหรือไม่ เช่น
ค่าตอบแทนที่สัมพันธ์กับภาระงานและความเสี่ยง
ภาระเวรที่เหมาะสม
จำนวนบุคลากรที่เพียงพอ
ระบบ career path ที่ชัดเจน
ลดงานเอกสารที่ไม่จำเป็นและเพิ่มอิสระในการทำงานให้บุคลากร
เพราะสุดท้ายกลไกตลาดทำงานเสมอ
เราสังเกตเห็นได้เลยว่าหมอรุ่นใหม่กำลังสร้างตัวตนใน social media มากขึ้นชัดเจน เริ่มสร้าง personal branding กันตั้งแต่เป็น นศพ. (น้องๆเค้าคงเห็นอนาคตเขาแล้วว่าจบมาจะเป็นไง) มูลค่าที่ได้ในระบบมันไม่ตอบสนองต่อมูลค่าจริงๆในตัวของเขา บางคนไม่จำเป็นต้องแคร์ใบประกอบด้วยซ้ำ
มันไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ผู้ให้บริการ
ผู้รับบริการก็จะเจอบริการที่อิดโรย แออัด อึดอัด ไม่มีคุณภาพ
แน่นอนประชาชนไม่มีสิทธิมีปากเสียง เพราะเขาไม่ได้จ่ายเงินตามมูลค่าที่แท้จริง (และบางคนจะพูดเรื่องว่าชั้นจ่ายภาษีแล้ว ชั้นควรได้บริการที่ดีกว่านี้ แต่จริงๆแล้วคนที่จ่ายภาษีส่วนใหญ่ของประเทศนี้จริงๆมักไม่ได้ใช้บริการ รพ.รัฐ)
ทุกคนลืมมูลค่าที่แท้จริงของการบริการทางสุขภาพไปแล้ว เพราะการแทรกแซงตลาดของรัฐ ทำให้ทุกอย่างดูราคาถูก การรักษาชีวิตคนราคาถูกกว่าค่าสุราในตอนเย็นของบางคนเสียอีก
สุดท้ายแล้วทั้งหมดทั้งมวลมันคือ“ประชานิยม”ที่เกินกว่าฐานะของประเทศด้อยพัฒนา
ฝากเพจเปิดใหม่หน่อยนะครับ เพจระบายเรื่องระบบสุขภาพห่วยๆ การเมืองห่วยๆ แชร์เรื่องสุขภาพน่าสนใจ
https://www.facebook.com/share/1DV5APZMbx/?mibextid=wwXIfr